จีเอ็มเอ็ม ทีวี แถลงฟ้อง UGO Nutrition ปลด “โอม ภวัต” พ้นพรีเซ็นเตอร์ไม่เป็นธรรม ลั่นทำเพื่อปกป้องชื่อเสียง-เกียรติภูมิบริษัท ปัดปกป้องโอมมากเกินไป มองตามข้อเท็จจริงและเรื่องธุรกิจ พฤติกรรมสุดฉาวเป็นเรื่องในอดีตตั้งแต่วัยเด็กที่อีกฝ่ายได้รับบทเรียนไปแล้ว และไม่ได้ผิดกม. เผยสภาพจิตใจโอมยังไม่ดีขึ้น
ภายหลังจาก บริษัท UGO Nutrition จำกัด ประกาศยุติสัญญา “โอม ภวัต จิตต์สว่างดี” จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตั้งแต่ 12 เม.ย. 66 โดยให้เหตุผลว่าไม่เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนักแสดงชื่อดัง ที่ถูกแฉว่าบูลลี่เด็กออทิสติก แกล้งเพื่อนผู้หญิง มีการถามไปถึงต้นสังกัดหลายครั้งแต่เพิกเฉย โดยบริษัท UGO ให้คุณค่าความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ล่าสุดวันนี้ (20 เม.ย.) “คุณสุจรรยา วิลเลกัส” ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นตัวแทน ของ บริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด ซึ่งเป็นต้นสังกัดของโอม ภวัต ตั้งโต๊ะแถลงฟ้องบริษัท UGO โดยมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อบริษัทและศิลปิน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องในอดีต โอมไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่อย่างใด
“ที่มาในวันนี้ก็เนื่องจากว่ากรณีที่ทางบริษัท UGO Nutrition จำกัด ได้มีประกาศยุติบทบาทการเป็นพรีเซ็นเตอร์ของคุณโอม ภวัต จิตต์สว่างดี โดยที่ไม่มีเหตุผลอันควรในการที่ยุติบทบาทพรีเซ็นเตอร์อันนั้น รวมถึงทางจีเอ็มเอ็มทีวีไม่ได้มีการผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลงใดๆ กับทางบริษัท UGO ซึ่งการที่ UGO ออกประกาศลักษณะแบบนั้นทำให้บริษัทและศิลปินก็คือคุณโอม ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง
นับตั้งแต่มีกรณีพาดพิงคุณโอมในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตของคุณโอมในวัยเด็ก เป็นการกระทำที่ไม่ได้ขัดต่อกฎหมายนะคะ ต้องบอกแบบนี้ แล้วทางบริษัทเองไม่เคยเพิกเฉย เราไม่เคยนิ่ง เรามีการติดต่อเจรจากับทาง UGO มาตลอด มีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน
เราเจรจากันมาหลายครั้ง จนกระทั้งถึงวันก่อนที่ทาง UGO จะมีประกาศตัวนั้นออกมาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการที่ UGO มีประกาศยุติบทบาทพรีเซ็นเตอร์ออกมา ทางบริษัทจีเอ็มเอ็มทีวีได้รับความเสียหาย ทางจีเอ็มเอ็มทีวีและศิลปินเลยต้องขอความเป็นธรรมในกรณีนี้ เพื่อรักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของบริษัทรวมถึงศิลปิน โดยเราคงต้องขอพึ่งทางกระบวนการของศาลยุติธรรม เพื่อสงวนไว้ซึ่งสิทธิและความเสียหายในเรื่องของชื่อเสียงของบริษัท และศิลปินต่อไปค่ะ
ถามว่ามีข้อเสนออะไร ข้อเสนอนี้น่าจะเป็นเรื่องข้อมูลทางคดีค่ะ เราไม่เคยเพิกเฉย เรามีการคุยกันมาตลอดค่ะ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้นค่ะ ส่วนเป็นเพราะข่าวกระทบแบรนด์เขาไหม ทำให้เขาตัดสินใจยุติสัญญา อันนี้ทางเราคงตอบไม่ได้ คงต้องถามทาง UGO ค่ะ แต่ในเงื่อนไขสัญญาไม่ได้มีระบุเอาไว้ค่ะ”
ลั่นยื่นฟ้องไปแล้ว
“ดำเนินการไปแล้วค่ะ ดำเนินการยื่นฟ้องละเมิดค่าเสียหายไปแล้วค่ะ ตอนนี้ทางนั้นไม่ได้ติดต่อมาค่ะ ถามว่าเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ อันนี้คงพูดไม่ได้ค่ะ เป็นข้อมูลในคดี ถามว่าถ้าเขาติดต่อมาขอไกล่เกลี่ย เราจะโอเคไหม จริงๆ มันอยู่ในกระบวนการของทางศาลนะคะ ยังไงทางคู่ความอีกฝั่งหนึ่งเขาย่อมต้องได้รับคำฟ้องอยู่แล้วค่ะ กระบวนการทางศาลต้องเจอกันอยู่แล้ว รอบนอกจะมีอีกไหม ยังตอบไม่ได้ เรายังไม่ทราบ เพราะเรายังไม่ได้รับการติดต่อมาค่ะ”
รับไม่ได้อยู่ดีๆ ประกาศ ทั้งที่เจรจากันเรื่อยมา
“เขาไม่ได้ร่อนจดหมายนะคะ อยู่ดีๆ เขาประกาศ ทั้งๆ ที่เราเจรจากันตลอดเรื่อยมา จนก่อนวันประกาศเราก็ยังมีการคุยกัน แต่อยู่ดีๆ เขาก็ประกาศ ซึ่งทางเราไม่ทราบค่ะ (เขาไม่ได้ชี้แจงก่อนว่าเขาจะประกาศ?) อันนี้ไม่ทราบค่ะ ซึ่งหลังเขาประกาศ ก็จากที่สื่อออกข่าวก็มีผลกระทบกับชื่อเสียงของน้องและบริษัทค่ะ”
มองเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่ององในอดีต ได้รับการลงโทษไปแล้ว
“คือทางบริษัทมองว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดในอดีตค่ะ และเป็นเรื่องในวัยเด็ก ซึ่งทางน้องได้รับการลงโทษ โดยทางโรงเรียนก็ได้ลงโทษตามระเบียบของโรงเรียนอยู่แล้ว เขาได้รับการลงโทษไปแล้ว และทางตัวน้องเองก็ได้ขอโทษไปแล้ว และมันไม่ใช่เป็นเรื่องที่กระทำผิดต่อกฎหมายว่ากันอย่างนั้นเถอะ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้นิ่งเฉย ไม่โต้ตอบอะไร แต่นี่คือเหตุผลอย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องในอดีต และเขาได้รับการลงโทษตามวัยของเขา คือตอนนั้นเขายังเด็กอยู่
ส่วนที่คนขุดเรื่องนี้มาพูด และอยากให้บริษัทออกมาพูดเรื่องนี้ อันนี้คิดว่าในแง่ของคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เราคงห้ามไม่ได้ว่าใครจะคิดยังไง แต่ในแง่ของบริษัทมองที่ความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น ความเป็นมนุษย์ค่ะ คือมันต้องดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมากกว่าที่จะไปตัดสินตามกระแสสื่อสังคมค่ะ”
สภาพจิตใจ “โอม” ไม่ได้ดีขึ้น
“ก็คงไม่ดีหรอกค่ะ ถามว่าเขาขอให้ดูเรื่องกฎหมายไหมเพราะโดนโจมตีเยอะ อันนี้ยังไม่ทราบเรื่องนะคะ เพราะถ้าเราจะดูก็คงเป็นในแง่ของเรื่องการกระทำที่ละเมิดหรือขัดต่อกฎหมาย ละเมิดสิทธิของน้อง เราถึงจะดูค่ะ”
ไม่ได้ฟ้องแบรนด์เพื่อปกป้องโอม แต่มองตามข้อเท็จจริงและเรื่องธุรกิจ
“ต้องบอกว่าอันนี้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงและเป็นเรื่องของธุรกิจนะคะ มันเกิดขึ้นจริง อย่างที่แจ้งว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายยุติการเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกระแสสังคมจะตัดสินจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นค่ะ ส่วนถามว่ากระทบกับงานอื่นไหม ตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบค่ะ ตอนนี้ศาลจะเรียกเมื่อไหร่ยังไม่ทราบค่ะ แต่จะแจ้งให้ทราบอีกทีค่ะ”
