อดีตแฟนถูก “ท็อป ณฐกร” ฟ้องหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 3 แสน ศาลให้บำเพ็ญประโยชน์ 1 ปี ส่วนคดีท็อปทำร้ายร่างกาย ศาลพิพากษาจำคุก 3 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ผู้เสียหายไม่เห็นด้วยที่ให้รอลงอาญา ยื่นอุทธรณ์ต่อ ส่วนศาลสั่งให้ท็อปชำระค่าเสียหาย 6 หมื่น ถึงวันนี้ยังไม่มีการจ่าย ทนายลั่นหลบให้ได้ 10 ปีแล้วกัน ฝ่ายหญิงลั่นยังแย่อยู่ แพนิค รักษาโรคซึมเศร้า ไม่กล้ามีแฟน
วันนี้ (7 ธ.ค.) เวลา 11.30 น. ทางฝั่งอดีตแฟนสาวของนักแสดงหนุ่ม “ท็อป ณฐกร ไตรกิศยเวช” พร้อมทีมทนายของ “ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต” ได้เดินทางไปที่ศาลแขวงพระนครเหนือ อาคาร A เพื่อรับฟังคำพิพากษาคดีที่ฝ่ายชายฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามไปยังทนายเจมส์ ก็ได้รับคำตอบว่า วันนี้ศาลให้ผู้เสียหายบำเพ็ญประโยชน์ กำหนดระยะเวลา 1 ปี ส่วนคดีอาญาฝ่ายชายถูกตัดสินให้จำคุก 3 เดือน รอลงอาญา 2 ปี
“วันนี้เป็นคดีที่ท็อปไปแจ้งความกล่าวหาว่าน้องผู้หญิงหมิ่นประมาท ซึ่งเหตุการณ์ก็คือในวันที่น้องถูกทำร้าย น้องก็ทักเฟซบุ๊กไปคุยกับเพื่อน ไปปรับทุกข์กัน เพื่อนก็แคปหน้าจอไปส่งให้ท็อป ท็อปก็เลยแจ้งความ ซึ่งผมก็ถามว่าน้องทำจริงไหม น้องก็บอกว่าทำจริง น้องมีคุยไปทักเขาจริง ผิดก็ยอมรับสารภาพไป ก็ไม่มีอะไร ถ้าผิดก็ยืดอกรับผิดเท่านั้นเอง ศาลท่านก็เมตตา รอการกำหนดโทษไว้ก่อน ยังไม่มีคำพิพากษาลงโทษนะ ก็รอไว้ 1 ปี ให้บำเพ็ญประโยชน์ไป ถ้าใน 1 ปีนี้ไม่ได้กระทำความผิดอีก คดีก็เป็นอันจบกันไป
ในส่วนของคุณท็อป ศาลพิพากษาจำคุก 3 เดือน แต่รอลงอาญา 2 ปี และในส่วนของคดีแพ่งพิพากษาให้ชำระค่าเสียหายให้กับน้องผู้หญิง 60,000 บาท แต่ ณ ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ชำระ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็ต้องบังคับคดีกัน ก็ว่ากันไป แต่ในระหว่างนี้น้องผู้หญิงเขาก็บอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เขาจึงให้อุทธรณ์ เนื่องจากว่ามันมีการสู้คดีกัน จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้รอลงอาญาฝ่ายชาย เพราะฝ่ายชายเขาสู้คดีว่าเขาไม่ได้ทำร้าย
แต่ 60,000 บาทที่เขาต้องจ่าย แต่ยังไม่ยอมจ่ายเนี่ย ศาลก็มีระยะเวลาในการบังคับคดี 10 ปี ก็ถ้าคุณอยากหลบๆ ซ่อนๆ ก็หลบให้ได้ 10 ปีแหละ ตอนนี้เราก็ยื่นอุทธรณ์ฝั่งน้องผู้หญิงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเกิดศาลยังยืนยันตามศาลชั้นต้น ก็ฎีกาไม่ได้แล้ว เว้นแต่ว่าศาลพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น”
บอกถ้าอยากให้จบเร็ว ก็แค่ยอมรับความจริงก็จบ
“วันนี้ทางเขาก็มาเหมือนจะเรียกร้องค่าเสียหายจากการหมิ่นประมาท 300,000 บาท ซึ่งเราก็มองว่ามันเยอะไป เราก็วางให้เขา 5,000 บาท ก็ในเมื่อเขาไม่ได้ยื่นคำร้องขอค่าเสียหายในคดีอาญาเข้ามา มีแต่คำพูดเฉยๆ แต่ไม่มีคำร้องขอเข้ามา ศาลจึงพิพากษาให้ส่วนนี้ไม่ได้ ก็จะต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งแยกต่างหาก คือโดยปกติแล้วคดีอาญาเขามีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม หรือขอค่าเสียหายในคดีอาญาได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาลเลย โดยไม่ต้องหาทนายความด้วย ยื่นคำร้องฉบับนึงเข้ามา แต่เขาไม่ได้ทำขั้นตอนนี้ ศาลท่านจึงพิพากษาให้ไม่ได้
คือถ้าถามว่าอยากจะให้คดีจบเร็วๆ ยังไง ตอนนี้มันมี 2 คดี ก็คือคดีหมิ่นประมาทตอนนี้มันจบแล้ว ไม่มีอะไรต่อแล้ว เว้นแต่ว่าท็อปจะไปยื่นฟ้องแพ่งต่างหาก นั่นก็สิทธิของเขา ศาลจะพิพากษาให้ได้เท่าไหร่ยังไงไม่รู้ แต่ในส่วนของแพ่งเราก็ต้องสู้กันอีกทีหนึ่ง ส่วนคดีอาญา (คดีทำร้ายร่างกาย, กักขังหน่วงเหนี่ยว) มันจบไม่ได้ เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ศาลต้องพิพากษาเท่านั้น อาจจะพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก็ต้องเคารพศาลท่าน เราคงจะไม่ฎีกาต่อ เพราะโทษมันต้องห้ามฎีกา แต่ถ้าเกิดว่าศาลกลับ ก็ต้องมาดูอีกว่าเป็นการแก้ไขน้อย หรือแก้ไขมาก ถ้าแก้ไขน้อยก็ฎีกาไม่ได้ทั้งคู่ แต่ถ้าแก้ไขมาก ก็มีสิทธิที่จะฎีกาได้ทั้งสองฝั่ง
ก็รอดูต่อไป เพราะศาลชั้นต้นพิพากษารอลงอาญา แต่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับให้ไม่รอลงอาญาหรือไม่ ซึ่งตรงนั้นเป็นปัญหาใหญ่ คือเคสนี้ถ้าจะให้จบเร็วๆ มันจบได้ตรงที่ยอมรับความจริงว่าอะไรมันเกิดขึ้น ว่าทำอะไรไว้ในห้องนั้น ยอมรับความจริง เยียวยาค่าเสียหาย ไม่ติดใจเอาความกัน ศาลก็รอลงอาญาเหมือนเดิม และจบได้ด้วย ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกาแล้ว แต่นี่คือขั้นตอนนั้นมันเลยมาหมดแล้ว เพราะเขาสู้คดี แต่ก็ยังไม่ทราบกำหนดว่าศาลอุทธรณ์จำตัตสินเมื่อไหร่ อย่างน้อยก็ 6 เดือนแหละ ก็รอดูกันต่อครับ”
ด้านผู้เสียหายก็ได้เปิดเผยว่าตนน้อมรับคำตัดสินให้บำเพ็ญประโยชน์
“เมื่อเช้าเป็นคดีหมิ่นประมาทค่ะ ศาลก็ให้บำเพ็ญตนค่ะ หนูก็บำเพ็ญประโยชน์เฉยๆ ค่ะ ไม่ได้มีข้อหาหนักอะไร ก็คือหนูโดนทำร้ายร่างกาย แล้วทางเขาก็ฟ้องหมิ่นประมาท เพราะหนูไปปรึกษาเพื่อน แล้วเขาก็เลยเอาไปแจ้งความ วันนี้ศาลท่านก็เลยให้บำเพ็ญประโยชน์ในระยะเวลา 1 ปีค่ะ
แต่ที่ศาลท่านให้บำเพ็ญตน หนูโอเคนะ ก็ประมาณ 4-5 ครั้งเอง อย่าง บริจาคเลือดก็ได้ ไปช่วยสังคมอะไรต่างๆ ศาลก็จะมีให้ไปค่ะ อาจจะมีไปช่วยเป็นจิตอาสาค่ะ แต่ปกติหนูก็ทำบุญอยู่แล้ว อย่างช่วยน้ำท่วม ช่วยโควิด หรือช่วยบริจาคน้ำดื่ม คือปกติหนูช่วยอยู่แล้ว หนูก็ยินดีที่จะทำประโยชน์พวกนี้ค่ะ ระยะเวลาเห็นในเอกสารก็ให้ทำภายใน 1 ปีค่ะ”
ยืนยันตนไม่เคยแบล็กเมล์ฝ่ายชาย และตนโดนทำร้ายร่างกายจริง
“วันนี้เขาก็มาค่ะ แต่ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้คุยตั้งแต่วันเกิดเหตุแล้วค่ะ และเขาก็ไม่เคยติดต่อมารับผิดชอบอะไรเลย ไม่เคยขอโทษใดๆ แบบเพื่อนมนุษย์ก็ไม่เคย กับคนรู้จักก็ไม่เคย ถ้าคนจะขอโทษก็ขอโทษผ่านทนายเราก็ได้ แต่ก็ไม่มีค่ะ ตอนนี้คดีทำร้ายร่างกายหนูก็ยื่นอุทธรณ์อยู่ค่ะ แต่มันก็เหมือนโล่งไปเปลาะนึง ทุกวันนี้หนูก็ยังต้องรักษาอาการซึมเศร้าอยู่นะคะ หนูยังต้องไปหาคุณหมอ รับยาคลายเครียด ยาแพนิค มันจะดิ่งเป็นช่วงๆ แต่ก็ต้องกินเพื่อให้ทำงานตอนกลางวันได้
สิ่งที่หนูอยากจะบอกก็คือ หนูโดนทำร้ายร่างกายจริง โดนกักขังหน่วงเหนี่ยวจริง และหนูไม่ได้แจ้งความเท็จแน่นอน เพราะหนูโดนทำร้ายจริงๆ และหนูไม่ได้แบล็กเมล์ตามที่เขากล่าวหาหนูตามข่าวต่างๆ ว่าหนูไปแบล็กเมล์เขา ไม่มีค่ะ ในศาลก็ไม่มี จนทุกวันนี้ก็ไม่มี ที่หนูถ่ายรูปเขา เพราะหนูรักเขา เขาเป็นแฟนหนู ทุกวันนี้หนูก็ยังไม่มีแฟนเลย ไม่กล้ามี หนูกลัว และสุดท้ายเรื่องการเลือกคบเพื่อน บางทีเราไว้ใจใครสักคนนึง บางทีเขาก็หักหลังเราด้วยแหละ การเลือกคบเพื่อนต้องดูดีๆ บางทีเราปรึกษาปรับทุกข์กับเขา บางทีเขาอาจจะไม่ได้คิดว่าเราเป็นเพื่อนเขาก็ได้”


