ครอบครัวเผยฝันร้ายผ่านไปแล้ว ได้ชีวิต “หมอสอง” คืนมา ขอจบทุกอย่าง หมอสองขอความเห็นใจให้ตนและครอบครัว ขอให้สงสารตน ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ ส่วนกรณีเรียกความเสียหายจากบริษัททัวร์ไม่รู้จะประเมินค่ายังไง ด้าน “คุณแม่” ไม่ห้ามถ้าลูกชายอยากจะเดินทางต่อ เพราะตอนนี้แค่ได้ตัวกลับมาก็ดีใจมากแล้ว
กลับถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัยเรียบร้อย สำหรับหมอศัลยกรรมชื่อดัง “หมอสอง นพ. นพรัตน์ รัตนวราห” ซึ่งหลังจากไปเปิดใจพร้อมกับเปิดตัวแฟนสาว “เฟร้นช์ฟราย รินทร์ณฐา”ในรายการโหนกระแสแล้ว จากนั้นเจ้าตัวก็มาตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมครอบครัวอีกครั้ง ณ คลินิกศัลยกรรมตกแต่งนพรัตน์ (ncc clinic) ซ.พระรามเก้า 57 โดยมี คุณแม่สนิมพร, หนึ่ง อัครพงษ์ (พี่ชาย) และ สาม เจริญศักดิ์ รัตนวราห (น้องชาย)มาร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย โดยคุณแม่เผยสั้นๆ ว่าเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ตอนนี้สบายใจขึ้นแล้ว
คุณแม่สนิมพร : “ตอนติดต่อไม่ได้ก็เป็นห่วงค่ะ กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนกระทั่งวันที่สองกลับมาถึงนอนได้ ให้รู้ว่าลูกไม่เป็นอะไรถึงสบายใจ”
หนึ่ง : “มันจะแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงที่ได้ทราบข่าวกับช่วงที่ทราบข่าว ในนามครอบครัวก็ห่วงเรื่องเดียวคือชีวิตน้องฉันต้องยังอยู่ อีกท่านหนึ่งที่เราจะทิ้งไม่ได้เลย ก็คือคุณแม่ต้องยังอยู่ เพราะคุณแม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพมาก คุณแม่ไม่ไปหาหมอ ก็แบ่งหน้าที่กันบอกว่าแม่ต้องไปหาหมอนะ แม่ต้องช่วยลูกนะ แม่ต้องกินข้าว แม่ต้องทำจิตใจดีๆ น้องต้องปลอดภัย ความรู้สึกของคุณแม่ก็สำคัญ และกลุ่มของครอบครัวรัตนวราหทั่วประเทศก็แสดงความห่วงใยมา แนะนำต่างๆ นานา ที่ผ่านมามันเหมือนกับฝันร้ายครับ แต่มันผ่านไปแล้ว ผมขอจบแค่ตรงนี้ เพราะผมได้ชีวิตน้องมาแล้ว และได้สุขภาพคุณแม่มาแล้ว และขอบคุณหลายๆ ท่านที่ช่วยน้อง ขอบคุณพนักงานที่ขึ้นมาดูแลคุณแม่ เอาข้าวให้แม่ทาน”
หมอสอง : “คือต้องบอกว่ากำลังใจคุณแม่มาเยอะมาก เพื่อนผมหลายคนก็ขึ้นไปคุยกับคุณแม่ เจ้าหน้าที่ก็ขึ้นไปคุย พาคุณแม่ไปทำบุญ พาไปบน (หัวเราะ) คือเอาทุกทางจริงๆ ถ้าใครไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ผมว่ามันนึกไม่ออกว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหน กับคนในครอบครัวเราซึ่งหายไป โดยที่เราไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน เป็นตายร้ายดียังไงและอยู่ในประเทศที่เข้าไม่ถึง คือมันเข้ายากมาก
ก็ได้กำลังใจจากหลายๆ ท่าน จากญาติ จากเพื่อนๆ ผมที่คอยช่วยมานั่งคุยกับคุณแม่ทำให้สบายใจ จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นผมมองในแง่บวกนะครับ อาจจะเป็นกรรมเก่าที่เคยทำในชาติที่แล้วหรือชาติก่อนอะไรก็ตามมันตามมาทัน แต่ความดีที่เราทำในชาตินี้มันทำให้ทุกอย่างเบาลง ทำให้เราได้ออกมา ก็นึกถึงในแง่ว่ามันอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเรา หลังจากที่เราผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ ครั้งนี้ไปแล้ว หลังจากนี้หวังว่าชีวิตเราจะดีขึ้นๆ และใช้เวลากับครอบครัวทุกคนอย่างมีความสุข นับจากนี้ผมก็พยายามจะทำตัวเองให้ดียิ่งขึ้น ก็อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีครับ”
บอกอาจจะงดเที่ยวไปสักพัก แต่ก็เหลืออีกแค่ 10 ประเทศก็จะครบทั่วโลกแล้ว
“ถามว่าจะงดเที่ยวที่แปลกๆ เลยไหม จริงๆ แอฟริกาผมเหลืออีกแค่ 2 ประเทศ ก็คือ เซาตูเม กับ เอสวาดินี ซึ่งผมเช็กแล้วไม่มีโจร (หัวเราะ)แต่ ณ ตอนนี้พักก่อน ขอฟื้นฟูสภาพจิตใจก่อน หลังจากนั้นก็อาจจะค่อยๆ ท่องเที่ยวต่อ คือนอกจากความสุขของผมที่รักในการผ่าตัด รักในอาชีพหมอศัลยกรรม และอีกความสุขนึงของผมคือการท่องเที่ยว ถามว่าต้องเก็บให้ครบทุกประเทศต่อไหม ตอนอยู่ในนั้นก็ก้ำกึ่ง อาจจะหยุดแล้ว แต่พอออกมาแล้วแฮปปี้ เราก็รู้สึกว่านี่คือแพชชั่นเรา ก็อาจจะทำต่อ และอาจจะมีหมอสองท่องโลก ep. ต่อไปในประเทศต่างๆ ก็ค่อยๆ คิดอีกทีครับ
แต่หลังจากนี้แน่นอนว่าการระวังตัวต่างๆ จะมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ถึงแม้ประเทศที่เจริญแล้วก็ตาม เพื่อนผมก็ถูกปล้น เพื่อนอีกคนก็ถูกขโมยของทั้งที่อยู่ในร้านอาหาร มันมีอันตรายอยู่ทุกที่ในโลก ดังนั้นก็อาจจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับคนที่ท่องเที่ยวต่างประเทศให้ระวังตัวตลอดเวลา ศึกษาให้ดี อย่าเชื่อบริษัททัวร์อย่างเดียว เราเองก็ต้องศึกษาด้วย และศึกษาให้รอบคอบว่าประเทศนี้ต้องระวังอะไร ไปประเทศนี้ต้องระวังอะไร จริงๆ ก็ยังอยากเก็บให้ครบทุกประเทศอยู่นะครับผมก็เหลือในอเมริกาใต้อีกแค่ประมาณ 7 ประเทศ และเกาหลีเหนือ และแอฟริกาอีกแค่ 2 ประเทศ ก็ราวๆ 10 ประเทศเท่านั้นก็จะครบทุกประเทศในโลกครับ”
คุณแม่สนิมพร : “ก็แล้วแต่เขาค่ะ”
เผยไม่รู้จะเรียกค่าเสียหายยังไงกับบริษัททัวร์ เพราะประเมินค่าไม่ได้
หมอสอง : “ถามว่าทางบริษัททัวร์มีการรับผิดชอบหรือช่วยเหลืออะไรไหม คือช่วงที่หายไปช่วงแรกเขาก็ยังไม่ได้มีแอ็กชั่นอะไรนะครับ แต่พอสักระยะนึงครอบครัวก็ไปคุยกับเขาว่าให้ช่วยเหลือหน่อย เขาก็พยายามที่จะเข้าไป และพอตอนท้ายๆ เขาก็ลงพื้นที่ไปที่ประเทศมาลี และคอยช่วยประสานในเบื้องต้น แต่ในเรื่องของการช่วยเหลืออะไรหลังจากนี้ เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะขอเข้ามาคุย แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าจะยังไงครับ แต่ถ้าพูดถึงความเสียหายที่มันเกิดขึ้น ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันประเมินค่าไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่รู้จะประเมินเป็นมูลค่ายังไง เพราะมันสุดๆ จริงๆ
แต่ในส่วนนี้ก็ต้องบอกว่ามันก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของบริษัทที่เขาบริหารจัดการให้เรา เพราะเราก็ย้ำแล้วว่าต้องไปจุดที่ปลอดภัยเท่านั้น เราไม่พร้อมจะเสี่ยงอะไรเลย ซึ่งพอย้อนกลับมาเสิร์จอะไรต่างๆ แล้ว ในจุดที่เราไปบางคนก็บอกว่าเป็นจุดที่ไม่ควรเข้าไป และมีความเสี่ยงสูง และบอกตามตรงว่าเป็นความผิดผมเองที่ไม่ได้ศึกษา ผมก็ได้แต่ผ่าตัด แล้วก็เอาเงินให้เขา ซึ่งก็เป็นจำนวนเยอะพอสมควร เพราะแอฟริกาแพงที่สุดและแพงมากด้วย ผมก็ให้เงินไป ให้เขาบริหารจัดการให้เราปลอดภัย แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นต้องบอกว่ามันประเมินค่าไม่ได้สำหรับความรู้สึก คือไม่มีใครอยากให้เกิดนะครับ แต่ถามว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายกับทางบริษัทยังไง ณ ตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดเลยครับ
อีกจุดนึงผมก็อยากจะช่วยเตือนให้ทุกคนขอให้ทำดีกับคนในครอบครัว กับคนที่เรารักตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้มันเกิดเหตุการณ์แล้วค่อยคิดได้ ทุกลมหายใจเรา ให้หาความสุขให้กับชีวิตตั้งแต่วันนี้ เพราะถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ตรงนั้น เราจะรู้ทันทีว่าทุกนาทีที่เราอยู่ในชีวิตปกติมันคือความสุขที่สุดแล้ว”
บอกไม่รู้จะไปดำเนินคดีกับกลุ่มโจรนั้นยังไง เพราะไม่มีข้อมูลเลย
“ผมมองว่าตั้งแต่ผมหายตัวไป เราทำตามขั้นตอนทุกอย่างสำหรับคนหาย ก็คือแจ้งตำรวจ แจ้งอินเตอร์โพลนั่นนี่ ก็มีหน่วยงานราชการต่างๆ ช่วยเหลือตามขั้นตอนนะครับ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ส่วนเรื่องของการไปแจ้งความเรียกร้องค่าเสียหาย ผมมองว่าผมไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะไปตามที่ไหนยังไง เพราะข้อมูลที่ผมมีก็มีอยู่แค่นี้ ในมุมมองผมคิดว่ามันทำได้ แต่ก็คงไม่ได้อะไร เพราะเราก็ไม่ทราบข้อมูล ไม่รู้ว่าเป็นใครอะไรยังไงอยู่ที่ไหน กลุ่มไหนเรายังไม่ทราบเลยครับ ใครจับไปเรายังไม่รู้เลย แล้วจะไปเรียกร้องอะไรจากไหน อันนี้มุมมองผมนะครับ
แต่มาถึงจุดนี้ผมก็ต้องขออนุญาตขอบพระคุณสำหรับท่านที่มีพระคุณ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือ ท่านสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข (อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของไทย) ท่านเขมรินทร์ หัสศิริ ซึ่งหลังจากที่ผมออกมาท่านก็น่ารักมากๆ ท่านช่วยในเรื่องของการอำนวยความสะดวก ทำให้ผมปลอดภัยกลับมาที่เมืองไทย ต้องขอขอบพระคุณมากๆ นะครับ (ยกมือไหว้) นอกจากนี้ก็ขอขอบคุณกงสุล สถานทูตที่ดาการ์ ประเทศเซเนกัล ซึ่งเขาดูแลพื้นที่นั้นอยู่ก็ช่วยดูแลในเรื่องเอกสารต่างๆ รวมถึงขอบพระคุณหน่วยงานต่างๆ ที่กรุณาช่วยเหลือ ต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆ ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆ จากกำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ แฟนเพจ ทุกอย่างเยอะมากจนผมตอบไม่หมด กำลังใจของทุกๆ ท่านที่ส่งมามันช่วยผมมากๆ ช่วยครอบครัวเรามากๆ เลยที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นๆ อย่างรวดเร็วครับ”
เผยสภาพจิตใจปกติ 100% แต่ก็ยังต้องไปพบจิตเวชให้ชัวร์
“สภาพจิตใจตอนนี้ปกติเลยครับ เมื่อวานผมก็ไปตรวจร่างกาย แต่เรื่องของการที่จะไปตรวจสุขภาพจิต ณ ตอนนี้ความรู้สึกผมพอได้เจอกับครอบครัวแล้ว ผมว่าผม 100% แต่ผมก็ไม่ไว้ใจ ผมก็กำลังศึกษาว่าเดี๋ยวผมจะต้องไปคุยกับคุณหมอจิตเวช ให้เขาคอยมาตรวจเช็ก ว่าถ้าเครียดนานๆ มันจะมีผลกับอัลไซเมอร์ไหม ก็มีแพลนว่าจะไปอยู่แล้ว ณ ตอนนี้จริงๆ ผมว่าผมปกติ และเริ่มผ่าตัดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะคนไข้ก็รอนานแล้ว และอยากออกมาพูดด้วย เพราะมีบางข่าวรายงานว่าผมบาดเจ็บบ้าง มีรอยโดนยิงบ้าง ซึ่งไม่จริงนะครับ ผมไม่ได้โดนทำร้ายร่างกาย ผมก็ต้องมาชี้แจง และอยากให้จบตรงนี้ เพราะมันค่อนข้างบาดเจ็บต่อผมและครอบครัวผมพอสมควร ถ้ามันยังมีข่าวอะไรที่ขยายออกไปอีก อันนั้นอันนี้ยังไม่จบ มันก็จะทรมานกับผมมาก
ขออนุญาตโปรดเห็นใจครอบครัวเราด้วยนะครับ (ยกมือไหว้) อยากให้สงสารผมด้วย เพราะผมก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิด เราก็ระวังที่สุดแล้วก็ไม่อยากให้มีอะไรมากกว่านี้แล้ว เพราะที่ผ่านมาก็ทำร้ายจิตใจกันแบบสุดๆ แล้ว ถ้ามีปมประเด็นอะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้อีก มีอะไรให้เราเครียดอีก มันก็ไม่จบ และผมก็ต้องทุกข์ทรมานต่อไป หลังจากนี้ผมอยากจะกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว อยากจะทำการผ่าตัด อยากจะดูแลคนไข้ของผม และรันงานต่างๆ ที่มันคงค้างอยู่ และเคลียร์ปัญหาที่ยังคงคั่งค้างตอนที่ผมไม่อยู่ ก็อยากจะสบายใจกับตรงนี้ครับ แต่เรื่องของเซนซิทีฟต่างๆ เรื่องของประเทศด้วย ก็อาจจะลงลึกได้ไม่มาก เพราะผมก็ได้ปรึกษาทางหลายๆ ท่านแล้ว มันก็ควรจะเป็นประมาณนี้ครับ”


