“ดิว อริสรา” บินลัดฟ้าดูแฟชั่นวีก Chanel บอกไปในฐานะลูกค้า ไม่ใช่เซเลบ โอดยิ่งดูยิ่งสิ้นเปลือง เพราะเห็นของจริงแล้วน่าซื้อ ช่้อปปิ้งบ่อยแต่ใช้เงินตัวเอง สามีไม่เคยห้าม แต่จะบ่นถ้าซื้อแล้วไม่ใช้ น้ำตาซึมห่างลูกนาน 2 อาทิตย์ เตรียมเปิดร้านเล็บร่วมกับ “กุ๊บกิ๊บ-กวาง-แซมมี่” ไม่กลัวตีกันเพราะเรื่องธุรกิจ
เรียกว่าประสบความสำเร็จ ในฐานะสาวนักช็อปสุดๆ สำหรับนักแสดงสาว “ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์” ที่รับเชิญไปร่วมชมแฟชั่นวีกของ Chanel ถึงปารีส แต่งานนี้สาวดิวก็ได้เผยให้ฟัง ในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “THE KLINIQUE SURGERY CENTER” (เดอะ คลีนิกค์) ณ เดอะ คลีนิกค์ แฟลกชิพ สโตร์ ว่าก่อนจะไปก็มีการพูดคุยปรึกษากัน ว่าจะไปตามฝันดีไหม เพราะต้องห่างกับ “น้องไซลาส” ถึง 2 อาทิตย์ ทำเอามีน้ำตา เพราะคิดถึงลูกอยู่เหมือนกัน
“ก็เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ของสาวกนักช็อป เราก็มีโอกาสได้ไปดูแฟชั่นวีกของ Chanel เพราะเราก็ซื้อเยอะ เราเลยได้ไป ไปในฐานะลูกค้า ไม่ได้ไปในฐานะเซเลบอะไร ก็โอเคเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่เอาจริงๆ มันก็ทำให้เรายิ่งสิ้นเปลืองมากขึ้นนะ (หัวเราะ) เพราะพอเราเห็นของจริงแล้วในโชว์ ด้วยมู้ด ด้วยบรรยากาศใดๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันน่าซื้อเนาะ เขาก็ช่างเอาลูกค้าอย่างเราไปจริงๆ ถูกต้องแล้ว ก็มีโดนใจเยอะ ถามว่าเกิน 7 หลักไหม ก็ไม่เกินหรอก แต่ชิ้นหนึ่งมันก็ค่อนข้างราคาสูงอยู่แล้ว เวลาช้อปปิ้งไม่เคยตั้งเป้าอยู่แล้ว เอาที่เราชอบ ถูกใจก็เอา แต่อยู่บ้านเลี้ยงลูกก็ไม่ได้ออกไปไหน ก็ไม่รู้จะเอาไปทำไมเหมือนกัน (หัวเราะ)”
สามีเข้าใจไม่ห้ามช็อป แต่มีบ่นบ้างถ้าซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้
“เขาก็เขาเข้าใจอยู่แล้ว ว่าเราชอบอะไรแบบนี้ เขาก็เข้าใจแหละ ไม่ได้เบรกอะไร คือใส่แล้วสวยเขาก็โอเค เราใส่แล้วเรามั่นใจ เขาก็ไม่ได้ขัด แต่ถ้าซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้เขาก็บ่น เพราะด้วยเบบี๋เรายังเล็ก เราก็ไม่ค่อยได้ไปไหนอะเนาะ เขาก็จะบ่นว่าแบบ ก็ซื้อมาอยู่นั่น แต่เขาก็เข้าใจ เราเคยเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่เคยแต่มอง วันหนึ่งเราทำได้แล้ว เราก็เหมือนเป็นการให้กำลังใจตัวเอง”
ช้อปปิ้งด้วยเงินตัวเอง ไม่เคยใช้เงินสามี
“ไม่ค่ะ เวลาเราช้อปปิ้ง เราช้อปปิ้งด้วยเงินตัวเอง เพราะสามีก็ให้เขาดูแลครอบครัวไป”
เป็นทริปที่ห่างลูกนานที่สุด ทำจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ตั้งแต่มีเบบี๋มา ทริปนี้เป็นทริปที่จะห่างไปนานที่สุด ก็คิดถึงนะ คิดถึงมากเลย วันหลังๆ ก็คือเริ่มใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว คิดถึง คอลหาทุกวัน ดูรูปทุกวัน ดูคลิปตลอดเวลา ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเองจะมีอารมณ์นี้ อยู่ปารีสแทนที่จะดูหอไอเฟล แต่ในขณะที่รถขับผ่านหอไอเฟล ก็ดูคลิปลูกอยู่ มันก็จะแบบแอบเศร้าๆ ถามว่ามีน้ำตาไหลไหม มันก็นิดหนึ่ง”
ตัดสินใจไปตามฝันก่อน เพราะตอนนี้ลูกยังไม่รู้เรื่อง
“เรามีการคุยกัน ปรึกษากัน ว่าเราจะไปดีไหม ครั้งหนึ่งในชีวิตจะไปตามฝันตัวเองดีไหม เราก็เลยรู้สึกว่าถ้ามีโอกาสแล้ว ก็ลองดูครั้งหนึ่งในชีวิตแล้วกัน ในขณะนี้ที่เบบี๋ยังจำความไม่ได้ เราก็ไปซะหน่อย ดีกว่าไปตอนที่เขาจำความได้แล้ว แล้วหม่าม๊าปะป๊าไปไหน เพราะเราจะยิ่งรู้สึกแย่ไปอีก แล้วเราไปมาเกือบ 2 อาทิตย์เลยค่ะ ไปปารีสก่อน แล้วก็ไปต่อเยอรมัน”
มีคนช่วยเลี้ยงลูกเยอะ ทั้งย่า ทั้งยาย และเพื่อนๆ ที่ผลัดเวรกันมาช่วยดู
“นางยังไม่รู้เรื่องไง ตอนนี้เรายังไม่รู้เลย ว่านางรู้ว่าเราเป็นแม่ (หัวเราะ) เขาแค่ 2 เดือนเองนะ เขายังไม่รู้อะไร บางทีเขายังไม่มองกล้องด้วยซ้ำ มันเหมือนเราเป็นแฟนคลับเขามากกว่า แต่คุณแม่เซบ (สามี) เขาก็บินมาจากไต้หวัน มาช่วยดูลูก แล้วก็มีคุณแม่ดิวด้วย ทั้งย่า ทั้งยาย ทั้งพี่เลี้ยง แล้วก็มีแม่บ้านอีก เขาไม่เหงาหรอก แล้วไหนจะบรรดาเพื่อนๆ ที่อยู่ทางนี่ ไม่ว่าจะเป็นกุ๊บกิ๊บ (สุมณทิพย์ ชี) กวาง (วรรณปิยะ ออมสินนพกุล) เขาก็มีการวางแพลนผลัดเวรกันมาช่วยดูหลาน จนบอกว่าโอเค ไม่ต้องแล้ว”
เร็วๆ นี้จะเปิดธุรกิจร้านเล็บ ที่ทำร่วมกับ “กุ๊บกิ๊บ, กวาง และ แซมมี่ เคาวเวลล์”
“ใช่ค่ะ จะเปิดร้านเล็บค่ะ ก็จะมีดิว กุ๊บกิ๊บ กวาง แซมมี่ ถ้าร้านไม่เวิร์กเนี่ย ต้องพิจารณาตัวเอง แล้วออกจากวงการเลยนะ ก็คือเรามาทำตามฝันกันแหละ (มีเถียงกันบ้างไหม?) เอาความเป็นจริงไหม มันทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้ว ทำธุรกิจมันมีการสุ่มเสี่ยงที่จะทะเลาะกัน แต่การทำธุรกิจกับคนที่ใช่ มันไม่ทะเลาะกันหรอก เพราะทำกับคนที่ใช่ไง คนริเริ่มมันคือเรา แล้วเราก็เลยดึงเพื่อนเรามา อย่างกุ๊บกิ๊บเราก็ดึงมา แล้วเราก็สนิทกับกวาง กับแซมมี่ เราก็ดึงมา เขาก็โอเคได้รู้จักกัน สนิทกันมากขึ้น”
เป็นร้านเล็กๆ กันเองๆ ไม่ใหญ่จริงๆ
“มันก็ร้านเล็กๆ กันเองๆ ไม่ใหญ่จริงๆ (หัวเราะ) เป็นร้านเล็กๆ แต่ลงทุนก็ประมาณหนึ่ง คือผู้หญิงทุกคนก็จะมีความฝันในการทำธุรกิจ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราเคยฝันตอนเด็กๆ พอวันหนึ่งเราโตขึ้นแล้ว เราก็อยากทำ แค่นั้นเอง ทุกคนลึกๆ คืออยากทำอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้มีเวลามาเปิดคนละร้าน ก็รวมตัวกันแล้วกัน”
เป็นเพื่อนกันได้ เพราะนิสัยคล้ายๆ กัน ไม่มีตีกันเพราะเรื่องธุรกิจแน่นอน
“เรายังเคยตีกับคนอื่นเลย (หัวเราะ) แต่พอเรามาทำกับเพื่อนๆ เรา เราก็จะรู้อยู่แล้ว ว่าแต่ละคนนิสัยเป็นยังไง แล้วมันทำให้เราเห็นอะไรขึ้นเยอะ ว่าจริงๆ แล้วทำธุรกิจมันไม่จำเป็นต้องตีกันตลอด ถ้าตราบใดที่เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน แล้วเพื่อนเรานิสัยน่ารัก มันก็ไม่ตีกันหรอก เรื่องความเห็นไม่ตรงกันก็ไม่มีเลย เพราะคนเราเป็นเพื่อนกัน นิสัยมันก็จะคล้ายๆ กัน ความชอบมันจะคล้ายๆ กัน ดังนั้นมันก็เลยไปในทิศทางเดียวกัน”


