“ต่อ ธนภพ” เปิดมุมมองชีวิตนิวนอร์มอล โควิด-19 ทำชีวิตเปลี่ยนทุกด้าน ต้องขยันเล่นโซเชียล เรียนรู้วางแผนบริหารจัดการเปิดบริษัทดูแลตัวเอง แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลายล็อกแล้ว แต่การใช้เวลากับครอบครัวกลับรู้สึกไม่เหมือนเดิม เคยฝันถึงชีวิตแต่งงาน อยากมีลูก เป็นพ่อเท่ๆ แต่ตอนนี้ยุคสมัยทำให้รู้สึกไม่แน่ใจแล้ว คำว่าพร้อมมันต้องเพิ่มขึ้นไปอีก
เคยเป็นตำนานหรับ #ต่อผู้ไม่มีอินสตาแกรม แต่สุดท้าย “ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร” ก็ยอมใจอ่อนเปิดโซเชียลให้แฟนๆ ได้ติดตาม และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อลองถามคนไม่ชำนาญโซเชียลอย่างต่อต้องปรับตัวเยอะไหมในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ เจ้าตัวก็ยอมรับว่าตนนั้นปรับตัวเยอะสุดๆ กับเรื่องนี้
“สุดๆ แล้วทุกวันนี้ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองปรับได้ดีด้วยนะ ผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจริงๆ ในทุกแง่ ไม่ว่าจะคนดู คนทำงาน มันเปลี่ยนหมด มันคือนิวนอร์มอลจริงๆ ไม่รู้จะพูดยังไงว่านอร์มอลของทุกคนมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกอย่างดูออนไลน์ขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัดเลย มาเจออังกอร์ลิทึ่มอะไรอีก ยิ่งทำให้เราป้ำๆ เป๋อๆ มันงงๆ สติสตังผมก็ยิ่งไปกันใหญ่ จากที่เล่นไม่เก่งอยู่แล้ว ก็บอกตัวเองว่าจะมาป้ำๆ เป๋อๆ อย่างนี้ไม่ได้นะ
คือผมไม่ใช่คนแอนตี้นะ ชอบอ่าน อ่านเท่าที่ไหวครับ พยายามจะอ่าน แต่ผมเล่นไม่เก่ง ผมก็พยายามจะทำให้มันดีขึ้นเพราะว่าเราแคร์คนที่ตามเรา ทุกวันนี้คือทำเพื่อพวกเขาเลยจริงๆ”
พยายามเล่นโซเชียลแต่ไม่ให้เสียธรรมชาติของตัวเอง ยกแฟนคลับเป็นครูช่วยสอน
“ผมไม่ชอบที่ตัวเองพยายามจนเสียธรรมชาติ ผมจะพยายามเท่าที่ตัวเองได้ หลังๆ จะใช้วิธีพูด คือไม่อายที่จะบอกว่าเราไม่เก่ง ไม่เก่งก็คือไม่เก่งจะให้ทำไง ก็ยอมรับว่าเราไม่เก่ง ก็ไม่ต้องเก่งไปทุกอย่างก็ได้มั้ง ก็ยอมรับและค่อยๆ ทำไป บางครั้งก็เรียนรู้จากแฟนคลับตัวเองนี่แหละ ถือว่าเขาก็เป็นครูเราได้เหมือนกัน”
เปิดบริษัทดูแลตัวเอง มีเรื่องให้ต้องเรียนรู้เพิ่มอีกมากมาย เพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ง่ายเลย
“ทุกวันนี้ยังเตรียมตัวไม่เสร็จเลยครับ (หัวเราะ) ผมไม่ได้เก่งเรื่องเมเนจเมนต์ ผมเป็นคนที่ทำๆ มาตลอด นาดาวเป็นแบ็กผมเลยพุ่งได้โดยไม่ต้องพะวง แต่ตอนนี้เหมือนผมต้องเรียนรู้ข้างหลังให้แน่น ให้ได้เท่านั้นก่อน ผมถึงจะปล่อยและทำทุกอย่างเหมือนเดิมได้ ก็ยากครับ เพิ่งเรียนรู้ว่ามันไม่ง่าย ก็เสียเวลาไปเยอะครับ แต่ผมเชื่อนะว่าผมไม่ต้องรีบ ผมรู้สึกว่าถ้ารีบแล้วมันไม่ดี งั้นอย่ารีบเลย รีบไปก็เท่านั้น
วันที่รู้ว่าต้องดูแลตัวเองผมปกติมาก มันไม่ได้เป็นการอยู่ๆ เรียกพวกผมไปแล้วก็พูด เราคุยกันมาแล้ว เราผ่านจุดที่เสียใจไปแล้ว สุดท้ายพูดไม่ได้หรอกว่าไม่เสียใจ ที่นี่คือบ้านก็ต้องเสียใจแค่ผ่านจุดนั้นไปแล้ว แต่ก็โชคดีที่พอผ่านไปได้แล้วคิดได้ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ และในเมื่อเลือกว่าไปต่อยังไงก็ต้องไป ก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนนึง เป็นเวลาที่เราจะได้โฟกัสตัวเองจริงๆ
อย่างตอนนี้ผมก็ขึ้นตรงกับบริษัทของตัวเอง ผมก็คงไม่ทำแค่เป็นบริษัทที่ดูแลตัวเอง คือถึงจุดนึงผมว่ามันต้องไปต่อ อนาคตอาจจะอยากดูแลใครสักคนที่เห็นแล้วถูกชะตาหรือบริษัทนี้อาจจะแตกไลน์ไปสู่อย่างอื่น เช่น ผมชอบเสื้อก็อาจจะเริ่มอะไรขึ้นมาก็ได้ ก็คิดอยู่ตลอด”
แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลายล็อกแล้ว สำหรับตนการใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวยังรู้สึกไม่เหมือนเดิม
“เหมือนกับว่ามันติดช่วงโควิดมาที่เราออกไปไหนไม่ได้เลย แล้วผมก็เป็นห่วงคนที่บ้าน จะพาไปเที่ยวทีก็จะมีคิดถ้าติดกันกลับมา ก็เลยรู้สึกว่าไม่กล้าไป แต่เราก็อยากให้เวลาพวกเขา อยากพาพวกเขาไปในที่ที่ไม่เคยไป อยากให้เวลากับเขามากขึ้น เพราะเวลาที่ผมอยู่บ้านผมก็เวิร์คช็อปกับตัวเอง มันก็จะไม่เจอใครหรอก ผมเจอแค่แม่บ้านเวลารีดผ้าเสร็จแล้วขึ้นมาเก็บผ้าผม ก็จะเดินผ่านแล้วพูดว่าขอเก็บผ้าหน่อยค่ะ แล้วก็จบ
โควิดมันเปลี่ยนเราเยอะมากจริงๆ ผมจะไปอยู่ใกล้เขา ไปคลุกคลีกับพวกเขาได้ยังไง ผมยังออกไปทำงานอยู่เลย ไปเจอผู้คนมากมาย ผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในตัวผมมีอะไรอยู่ วันนี้เอากลับมาด้วยรึเปล่า เราก็เป็นห่วงเขา ถึงพอจะมีเวลาบ้าง คลายล็อคแล้ว แต่มันก็ไม่เหมือนเดิม”
รับเมื่อก่อนฝันถึงชีวิตแต่งงาน อยากมีลูก เป็นพ่อเท่ๆ แต่ตอนนี้ยุคสมัยทำให้รู้สึกไม่แน่ใจ
“โลกตอนนี้ทำให้ความคิดผมเปลี่ยนไปในทุกๆ ปีเลยครับ จากสิ่งที่ผมเห็น จากสิ่งที่ผมเจอ ไม่ว่าจะเป็นข่าว คนรอบตัว แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจ เมื่อก่อนในอดีตผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าผมอยากแต่งงาน อยากมีครอบครัว อยากเป็นพ่อที่เท่ๆ แต่พอเราเห็นมาเรื่อยๆ มันมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้นจริงๆ นะ ผมไม่ได้เชื่อในเรื่องนี้น้อยลงนะ ผมรู้สึกว่าผมยังเชื่อในความรักเหมือนเดิม นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีให้กัน แต่การไฟนอลแบบนี้เราไม่แน่ใจว่ามันคือไฟนอลไหม
เมื่อก่อนการแต่งงานสำหรับผม การแต่งงานเท่ากับจบ โอเค finis ลงหลัก แต่เดี๋ยวนี้มันดู ฮึ! เป็นอีกโจทย์นึง บวกกับหนีไม่พ้นกับค่าใช้จ่ายที่มันสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างผมเพิ่งมีหลาน ผมกำลังเห่อหลาน เราเลยเห็นมาตลอดว่าการมีเขาเข้ามาคนนึงมันต้องรับผิดชอบอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ถ้ามีเราก็อยากทำให้มันดี น้อยที่สุดนะถ้ามีเราก็อยากจะให้ใช้ชีวิตที่ดีกว่าที่เราโตขึ้นมา มันก็เลยแค่ไม่แน่ใจว่านี่คือสิ่งที่เราต้องการไหม
เดี๋ยวคำตอบมันจะมาเอง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยน ความคิดนี้มันเริ่มกลั่นออกมาจากด้วยวัยที่มันเริ่มแล้วก็ได้ และผมก็มีความคิดจริงๆ ว่าถ้าเราแต่งงานเราจะไม่ทำงานหนักแบบนี้แล้ว ฉะนั้นตอนนี้ก็ต้องทำตัวให้พร้อมในทุกๆ ด้าน ก็ไม่รู้ว่าอนาคตโจทย์มันอาจจะเปลี่ยนไปอีกหรือเปล่า ถามว่ายังอยากเป็นพ่อเท่ๆ อยู่ไหม พูดจริงๆ ว่าไม่แน่ใจเลย พอได้เห็นหลาน ผมรู้สึกว่าคำว่าพร้อมของผมมันได้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว”
การแต่งงานเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลสุดๆ ไม่ได้บ่งบอกถึงฐานะ หรือเป็นเรื่องที่เอามาเกทับกัน
“ผมว่ามันเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลสุดๆ เลย บางครั้งมันไม่ได้เกิดจากผู้ชายหรือผู้หญิง มันเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันอันนี้ใช่ แต่ความอยากมันไม่ได้มาพร้อมกัน ผมไม่อยากพูดว่ามันจำเป็นหรือไม่จำเป็น เพราะผมรู้สึกว่าถ้ามันอยากมันเท่ากับจำเป็นอย่างเดียวเลย ถ้าคนเราอยากยังไงก็จำเป็น มันเลี่ยงไม่ได้
(ความคิดในตอนนี้สำหรับเราไม่จำเป็นต้องมีงานแต่งงานก็ได้?) ผมเห็นด้วยมากๆ ผมรู้สึกว่างานแต่งงานมันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น บางครั้งถึงจุดนึงในมุมมองบางคนเขาก็มองว่ามันวุ่นไปหมด กว่าจะจัดการอะไรเสร็จ วันเดียวปุ๊ง จบ โควิดเปลี่ยนเราไปเยอะครับ บางครั้งมันทำให้เราไม่แน่ใจเลย ถ้ารู้สึกว่ามันไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง แต่ถ้ามันเป็นความชอบ ความอยาก หรือความฝันของคนๆ นึง ผมรู้สึกว่าคุณควรทำตามฝันนะ แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งเกทับกันว่าไม่จัดงานแต่งเหรอ ไม่เกี่ยว เขาไม่จัด คุณจัดก็จัดสิ มันแค่นั้นเลย ไม่ได้บ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรเลย"
ค่อยเริ่มวางรากฐานอนาคต มองจะเกษียณตัวเองเมื่อไหร่
“ก็เริ่มคิดถึงอนาคตตัวเอง เพราะอายุเราก็ไปเรื่อยๆ ถึงจุดนึงมันคงต้องมีการแลนดิ้งของตัวเองแบบจริงจัง ไม่มีใครอยากเหนื่อยไปตลอดชีวิต วันนี้พยายามทำสิ่งที่ผมรัก สิ่งที่ผมชอบให้มันมากพอ พยายามพัฒนาตัวเองไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ฝีมือ ฐานะ คือรู้สึกว่าถ้าจะแลนดิ้งก็ต้องพร้อมนะ ไม่ใช่การพูดสุ่มสี่สุ่มห้าว่าจะเกษียณ มันไม่ได้นะแบบนั้น ทุกวันนี้ผมเรียนรู้ขึ้นเยอะมากที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพตัวเอง ค่อยๆ 0วางรากฐานของตัวเองน่าจะเข้าปีที่ 3 แล้ว ผมค่อยๆวางไปเรื่อยๆ”


