xs
xsm
sm
md
lg

เน้นปริมาณ ไอดอลไทยล้นตลาด แต่ขาดคุณภาพ !!???

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มีโอกาสพาตัวเองไปร่วมงาน Idol Fan Fest ซึ่งจัดขึ้นที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วก็ต้องยกมือทาบอก ที่เห็นคลื่นคนไปชุมนุมกันเนืองแน่น เหยียบ 2 พันคน เรียกว่าบัตรขายหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ

แอบหวั่นใจเล็กน้อยว่า อาจจะกลายเป็นคลัสเตอร์โควิดใจกลางกรุงขนาดใหญ่ๆ แต่ก็ทราบมาว่าทางผู้จัดงานได้กำหนดมาตรการควบคุมไว้อย่างรัดกุมในระดับหนึ่ง ก็พอจะทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นจากปริมาณคนดูที่แห่ซื้อบัตรเข้าไปร่วมงาน ก็คืออิทธิพลของบรรดา “ไอดอล” มากหน้าหลายตา ที่มีต่อหมู่มวลวัยรุ่น

วัฒนธรรมไอดอล ที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรงในบ้านเรานั้น จุดเริ่มต้นมาจากฟากฝั่งของประเทศญี่ปุ่น

บ้านเราเริ่มต้นทำความรู้จักกับคำว่าไอดอล ก็จาก BNK48 ซึ่งก็มีต้นสายมาจากทางญี่ปุ่นนั่นเอง


ภาพแรกของไอดอล ที่สร้างการจดจำให้เกิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ BNK 48 เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็คือเด็กสาวหน้าตาน่ารัก คิกขุ แต่งตัวสีสันสดใส เป็นแพทเทิร์นเดียวกันทั้งวง 

หลังจากนั้นคำว่าไอดอล ก็เป็นคำที่ใช้กันหลายแพร่หลาย และปรากฏอยู่ในทุกสื่อที่รายงานข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงบันเทิง และต่อมา ก็ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะแค่วงหญิงล้วนเท่านั้น แต่ยังขยายวงรวมถึงไปวงเด็กหนุ่มๆ หน้าตาดีเข้าไปด้วย


คำว่า “ศิลปิน” ที่เคยเป็นคำจำกัดความของใครก็ตามที่มีผลงานเพลงออกมาสู่สาธารณชน ดูเหมือนจะถูกกลืนหายไปพร้อมๆ กับการไหลบ่าของวัฒนธรรมของไอดอล

แล้วไอดอล กับศิลปิน แตกต่างกันอย่างไร !!???


หลายคนก็พยายามตอบคำถามนี้ตามมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่ก็พอจับใจความได้ว่า ส่วนใหญ่มองว่าไอดอล อยู่ได้ด้วยความนิยม เน้นขายภาพลักษณ์ รูปร่าง หน้าตา รวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีกับผู้ที่พบเห็นด้วย จึงจะสังเกตได้ว่าเวลาผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นไอดอล ทำอะไรผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตขึ้นมาทันที

ขณะที่ฟากฝั่งของศิลปิน เน้นที่การขายผลงานมากกว่า

หรืออาจจะพูดได้ว่า ไอดอล คือบันไดขั้นแรกสู่การเป็นศิลปินนั่นเอง แต่ว่าใครจะเดินไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ ? อย่างไร ? นั้น ก็ต้องมาว่ากันเป็นรายบุคคลไป

ดังเช่นที่ “พัคจินยอง” ซึ่งคร่ำหวอด และมีประสบการณ์ในวงการเพลงมากว่า 25 ปี รวมถึงเป็นเจ้าของค่ายเพลงอย่าง JYP ของเกาหลี ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“สำหรับผมแล้ว ความแตกต่างของไอดอลและศิลปินมันง่ายมาก ในการเป็นไอดอลสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความนิยม แต่ถ้าคุณจะก้าวสู่การเป็นศิลปินที่แท้จริง สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้รับการยอมรับในความสามารถด้านดนตรีของคุณ ซึ่งการก้าวจากไอดอลสู่การเป็นศิลปินไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ”


ด้วยค่านิยม หรือคำนิยามของไอดอล ที่ไม่จำเป็นต้องเก่ง เลิศเลอ ไม่ต้องร้องเพลงเพราะมาก หรือไม่จำเป็นต้องเต้นระดับเท้าไฟ แค่พอร้องเต้นได้ แค่มีรูปร่างหน้าตาที่ดี มีบุคลิกที่ทำให้คนเห็นแล้วนิยมชมชื่น และสามารถตกหลุมรักได้ทันที ทำให้ใครต่อใครก็พากันยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นไอดอลได้ง่ายๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในงาน Idol Fan Fest รวมถึงอีกหลายๆ อีเว้นต์ ที่จัดขึ้นในรูปแบบและคอนเซ็ปท์ที่คล้ายคลึงกัน

ยอมรับว่าหลายวงแทบจะไม่ได้มีผลงานออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็มีแฟนคลับติดตามกันอย่างเหนียวแน่น เป็นกลุ่มก้อนเฉพาะ ที่ผันแปรมาเป็นกำลังหลักในการสร้างรายได้อันมากมายให้กับบรรดาไอดอล เพราะเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการซื้อหาของที่ระลึกในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย โปสเตอร์ หรืออื่นใดก็ตาม ที่มีรูป และชื่อของวงไอดอลนั้นๆ ปรากฏอยู่


สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการไปสังเกตการณ์ไปงานรวมไอดอลมาหลายครั้ง ก็คือแฟนคลับของวงไอดอลผู้หญิงที่ขายความน่ารัก สดใส ไร้เดียงสา ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน ที่ดูทรงแล้วน่าจะเป็นแฟนเพลงของคาราบาว หรือบอดี้ สแลมมากกว่า

ผู้หญิงมักจะไม่ค่อยกรี๊ดวงผู้หญิงด้วยกัน เหมือนอย่างที่ผู้ชาย (แท้ๆ) ก็ไม่ดูซิรี่ส์วายอะไรประมาณนั้น

และถ้าจะบอกว่าไอดอล เน้นขายรูปร่างหน้าตา ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะไอดอลบางคน (เน้นว่าบางคน) หน้าตาก็เหมือนวัยรุ่นดาดๆ ทั่วไป ไม่ได้มีความโดดเด่น แต่ที่เข้ามาร่วมอยู่ในวงไอดอลได้ ก็อาจเป็นไปได้ว่าครอบครัวน่าจะเป็นสปอนเซอร์ หรือร่วมลงทุนให้กับลูกหลานของตัวเอง

และพร้อมๆ กับจำนวนไอดอลที่เกิดขึ้นแบบนับนิ้วกันไม่ทัน ก็คือบรรดาหน่วยงานเล็กๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมา จะเรียกว่าเป็นค่ายเพลงก็คงเรียกได้ไม่เต็มปาก เพราะแค่โปรโมทผลงานผ่านช่องทางโซเชียล ทั้งแฟนเพจ หรือช่องยูทูบ ซึ่งยุคนี้ใครๆ ก็สามารถเปิดเพจ หรือเปิดช่องของตัวเองได้ทั้งนั้น ไม่เหมือนในยุคก่อนที่ค่ายเพลงต้องลงทุนมหาศาล ทั้งการผลิตเพลง การทำมิวสิกวิดีโอ การลงทุนซื้อสื่อโปรโมทในทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ กว่าจะปลุกปั้นศิลปินคนหนึ่งคนใดให้เป็นที่รู้จักได้ ก็ต้องทุ่มงบกันมหาศาลทีเดียว

สมัยนี้อย่างมากก็อาจจะลงทุนค่าแต่งเพลง ค่าเสื้อผ้านิดๆ หน่อยๆ เผลอๆ พ่อแม่ของเด็กเอง ก็พร้อมจะจ่ายหนักเพื่อให้ลูกได้ขึ้นชื่อว่าเป็นไอดอลด้วยซ้ำไป มิวสิกวิดีโอก็ถ่ายกันแบบง่ายๆ เหมือนคาราโอเกะ ไม่ต้องซื้อเวลาออนแอร์ในช่องทีวี ด้วยซ้ำ
ก็ไม่แปลกอะไรที่ไอดอลจะเกลื่อนกลาด ล้นตลาด แต่หนักไปที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ

ผู้จัดการ 360 องศาสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16-22 เมษายน 2565