กำลังเป็นประเด็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหน่วง เกี่ยวกับญัตติที่ว่า
ทำไมละครไทย ถึงไม่มีคนดู ?
เมื่อพระเอก อย่าง “ต่อ – ธนภพ ลีรัตนขจร” ที่กำลังมีผลงานภาพยนตร์ “One For The Road วันสุดท้ายก่อนบายเธอ” ออกโรงมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ผ่านรายการหนึ่งในช่องยูทูบ ความว่า
“ในฐานะนักแสดงเจ็บใจนะ ผมจี๊ดทุกครั้งเวลาที่ใครก็ตามที่บอกว่า ฉันไม่ดูละครไทย ฉันไม่ดูหนังไทย คือบางครั้งแค่เป็นคำถามเล็กๆว่า เราผิดอะไร แบบไม่ดีอะไร คนรอบตัวเก่งหมดแล้วเก่งจริงด้วย แต่แบบมันมีบางอย่างที่คุณไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร ถ้าทำถึงตรงนั้นได้ เราก็อยาก”
หลังคำสัมภาษณ์ดังกล่าว ก็มีบรรดาชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเพียบ ทำนองว่านักแสดงไทย (หลายคน) เก่งจริง ไม่เถียง ทีมงานเบื้องหลัง อาทิ ผู้กำกับหลายท่าน ก็มีความสามารถในระดับที่ไม่แพ้ใคร
แต่หัวใจหลักที่ทำให้ละครไทย ไปไม่ถึงไหน และส่งผลให้คนไทยด้วยกันเอง ปฏิเสธที่จะดูละครไทย ก็คือ.....
ความซ้ำซากของพล็อต ที่วนเวียนอยู่ไม่กี่เรื่อง อาทิ....
เมียหลวง-เมียน้อยตบตีกัน
แย่งชิงมรดก
อาฆาตแค้นข้ามภพข้ามชาติ ฯลฯ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความตื้นเขินในเรื่องอาชีพของตัวละคร โดยจะสังเกตได้ว่า แทบไม่มีละครไทยเรื่องไหน ที่เน้นไปที่หน้าที่การงานของตัวละครหลัก คือต่อให้มี ก็เล่าผ่านแบบผิวๆ
ตัวละครชายก็อาจจะแค่ใส่สูทผูกไท ตัวละครหญิงก็แต่งตัวสวยงาม เดินกรีดกรายไปมาในบริษัท
แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเจาะลึกถึงวิถีการทำงานในแต่ละอาชีพแบบจริงๆ จังๆ
ต่างจากซิรีส์เกาหลี ที่ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวแทบจะเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้
หลายเรื่องที่ผ่านหูผ่านตา จะเห็นได้ว่า มีการเล่าถึงเรื่องราวในสายอาชีพแบบเจาะลึก ชี้ให้เห็นถึงวิธีการ ขั้นตอนการทำงานแบบทะลุทะลวง เสมือนเปิดโลกทัศน์ให้คนดูได้เข้าไปสัมผัส ได้เรียนรู้อาชีพต่างๆ ที่อาจจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปเกี่ยวข้องในโลกของความจริง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหมอ , ทนายความ , อัยการ ฯลฯ
หมายรวมถึงในซิรีส์ล่าสุด
“Forecasting Love & Weather” ของช่อง JBTC นำแสดง โดย...
พัคมินยอง , ซงคัง , ยุนพัค , ยูรา
ผ่านฝีมือการผู้กำกับของ ชายองฮุน เจ้าของรางวัลแดซัง สาขาละครโทรทัศน์ จากงาน 56th Baeksang Arts Awards จากผลงานซิรีส์คุณภาพ When the Camellia Blooms
เรื่องราวพูดถึงกลุ่มคนที่ทำหน้าที่พยากรณ์อากาศในกรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลี และความน่าสนใจ ก็คือ มีการนำเรื่องราวของ “ความรัก” กับเรื่องราวของ “สภาพอากาศ” มาผูกเป็นเรื่องราว ด้วยจุดเชื่อมโยงที่ต่างก็มีความไม่แน่นอน และเหนือการคาดเดาเหมือนๆ กัน
“Forecasting Love & Weather” มีการนำเสนอถึงการทำงานในสายงานที่เกี่ยวกับการพยากรณ์แบบจริงจังเลยทีเดียว
เราๆ ท่านๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับคนในสายงานอาชีพนี้โดยตรงว่า กว่าที่จะมีการประกาศพยากรณ์ออกไปสู่สาธารณชนในแต่ละหน แต่ละคราวนั้น เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจและทบทวนหนักกันขนาดไหน โดยเฉพาะการพยากรณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบกับหลายๆ ภาคส่วน
ในแต่ละตอน จะมีการใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์อากาศของอุตุนิยมวิทยา มาเป็นจุดเชื่อมไปถึงเรื่องของความรัก จึงไม่น่าแปลกที่ทีมเขียนบทต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูล กว่าจะเรียบเรียงออกมาเป็นบทนานถึง 3 ปี
และไม่เพียงคนเขียนบทที่ต้องทำการบ้านอย่างหนักเท่านั้น แม้แต่ตัวนักแสดงเอง ก็เช่นกัน เพราะบทสนทนาต่างๆ ในเรื่อง ก็ล้วนเต็มไปด้วยศัพท์แสงเฉพาะทาง ที่แทบไม่มีโอกาสที่ในชีวิตปกติประจำวันจะเคยพูด หรือเคยได้ยิน นอกจากจะไม่คุ้นปากคุ้นหูแล้ว หลายๆ คำศัพท์ก็ไม่รู้ความหมายด้วยซ้ำ ก็ต้องมีการเซิร์ซหาข้อมูลกันอย่างเป็นการใหญ่ เพราะไม่เช่นนั้น ก็คงจะเป็นเหมือนกับนกแก้วนกขุนทอง ที่พูดไปปาวๆ แต่ไม่รู้นัยของประโยคที่สื่อสาร ว่าตัวละครอยากจะบอกอะไร ? หรือต้องการอะไร ?
นี่จึงอาจจะเป็นหนึ่งในเหตุปัจจัย ที่อาจจะเป็นคำตอบของคำถามดังกล่าวข้างต้น !!!!????
ผู้จัดการ 360 องศาสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19-25 กุมภาพันธ์ 2565


