xs
xsm
sm
md
lg

"ปีเตอร์ ดิงค์เลจ" กับชีวิตที่ไม่เคยโอเค?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ถือได้ว่าเป็นคนแคระที่โด่งดังที่สุดในโลกเวลานี้ทีเดียวสำหรับ "ปีเตอร์ ดิงค์เลจ" ผู้รับบทเด่น "ทีเรียน แลนนิสเตอร์" จากซีรีส์สุดยิ่งใหญ่ Game of Thrones

แต่รู้หรือไม่ ว่ากว่าเจ้าตัวจะเดินมาสู่จุดประสบความสำเร็จเป็นนักแสดงที่ได้รับการยอมรับและมีรางวัลทางการแสดงมาการันตีความสามารถนั้น ต้องผ่านเสียงหัวเราะและความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่กระนั้นเขาก็ไม่อยากบอกคนที่อยู่ในสภาพเดียวกับเขาว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร เพราะในชีวิตของ ปีเตอร์ ก็ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากอันเนื่องมาจากสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนคนอื่นเช่นกัน


เด็กมีพรสวรรค์

"ปีเตอร์ เฮย์เดน ดิงค์เลจ" เกิดเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 1969 ที่นิวเจอร์ซีย์ พ่อเป็นเซลล์แมนขายประกัน และแม่เป็นคุณครูสอนเด็กประถม ปีเตอร์ เกิดมาผิดปกติรูปร่างแคระ ซึ่งนับเป็นคนแคระคนเดียวในประวัติศาสตร์ครอบครัวที่มีเชื้อสายเยอรมันและไอริช ปีเตอร์ มีพี่ชาย 1 คนชื่อ โจนาธาน

เขาเคยบอกว่า คนที่เป็นนักแสดงตัวจริงของครอบครัวคือ โจนาธาน เพราะพี่ชายของเขาหลงรักในการเล่นไวโอลินซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักแสดง และโจนาธานยังเป็นนักไวโอลินให้กับละครเวทีเรื่อง Hamilton ด้วย

ความสามารถด้านการแสดงของ ปีเตอร์ มีมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาและพี่ชาย ชอบแสดงละครหุ่นกระบอกให้คนที่อยู่ในละแวกบ้านได้ดู ก่อนจะร่วมงานโปรดักชันละครเวทีของเด็ก ป.5 ซึ่งเขารับบทนำและได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม

ในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ปีเตอร์ หลงใหลด้านการแสดงมาโดยตลอด จึงเลือกเรียนด้านการแสดง และร่วมแสดงในโปรเจ็กท์ต่างๆมานับไม่ถ้วนก่อนจะจบการศึกษาจาก Vermont's Bennington College ในปี 1991


ชีวิตนักดนตรีกับรอยแผลเป็น

หลังจากนั้นเขาก็พกความมั่นใจด้านการแสดงเดินหน้าย้ายเข้ามาสู่มหานครนิวยอร์ก กับเพื่อนที่ชื่อ เอียน เบลล์ เพื่อตั้งบริษัทเกี่ยวกับการแสดงขึ้นมา โดยเช่าอพาร์ทเมนต์เก่าๆ ใต้สะพานวิลเลียมสเบิร์ก เป็นสำนักงาน ซึ่งเวลาที่รถไฟวิ่งผ่านด้านบนทีก็สั่นไปทั้งอพาร์ทเมนต์ที และในสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีแม้แต่เครื่องทำความร้อนหรือที่ทำอาหาร เตาอบจึงเป็นเหมือนแหล่งพักพิงของประชากรหนูที่ขอเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมอพาร์ทเมนต์ด้วย

แม้ความตั้งใจจะสูงมากกับการเปิดธุรกิจการแสดงแต่มันก็ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ พวกเขาไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าเช่า จนต้องโดนไล่ออกจากอพาร์ทเมนต์ และเมื่อความพยายามของเขาและเพื่อนหมดลง ชีวิตของทั้งคู่ก็ต้องแยกทางกันไป โดย เอียน เบลล์ เลือกที่จะย้ายไปอยู่ซีแอตเทิล ส่วนปีเตอร์ ขอปักหลังอยู่ที่นิวยอร์กต่อไป

หลังจากที่ความฝันเรื่องธุรกิจการแสดงของเขากับเพื่อนพังทลาย เขาก็หันเห มาสู่วงการดนตรี แนวเพลงที่เขาเลือกอาจทำให้หลายคนถึงกับประหลาดใจเมื่อเจ้าตัวต้องใช้เวลาหลายปีในการเป็นสมาชิกวง Whizzy วงดนตรีพังก์แอนด์ฟังค์ในนิวยอร์ก

โดยเขาทำหน้าที่เล่นทรัมเป็ต และร่วมร้องแร๊ปบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เขามีแผลเป็นยาวลงมาจากคิ้วระหว่างที่แสดงใน CBGB งานพังก์ชื่อดังของแมนฮัตตัน ซึ่งเขาเล่าว่าเขากระโดดไปมาทั่วเวทีจนได้แผล แม้เลือดออกเต็มเวทีเขาก็แค่เอากระดาษทิชชู่สกปรกๆมาแปะหัวก่อนทำการแสดงต่อไปโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยใดๆ

แต่หลังจากใช้ชีวิตในฐานะศิลปินแล้วไม่รุ่ง ปีเตอร์ ก็เริ่มตระหนักได้ถึงค่าใช้จ่ายที่ตามมาว่าวง Whizzy คงพาชีวิตในนิวยอร์กของเขาไปไม่รอด จึงไปเป็นพนักงานออฟฟิศทำงานบริษัทประมวลผลข้อมูลอยู่เกือบ 7 ปี

“ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบริษัทนั้นทำอะไร ผมก็แค่ เอาข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ ผมอยู่ที่นั่นนานเพราะว่าเขายอมให้ผมอยู่ ตลกดี ผมอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ผมทำให้คนอื่นหัวเราะ ผมสูบซิการ์กับคนที่มาจากห้องส่งเมล แล้วดูเหมือนพวกเขาก็เฉยๆเวลาที่ผมขอลาหยุดทุกวันศุกร์เพราะคืนวันพฤหัสผมออกไปดื่มกับเพื่อนจนเมาแอ๋”


สานฝันนักแสดง
หลังจากเริ่มอิ่มตัวกับการเป็นพนักงานบริษัท ปีเตอร์ ดิงค์เลจ ก็เริ่มหวนคิดถึงงานแสดง ก่อนลาออกมาทำอาชีพนักแสดงแบบเต็มตัว ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงใช้เวลาหลายปี กว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดัง นั่นเป็นเพราะจุดยืนด้านการแสดงของเจ้าตัว ที่เขาตั้งใจว่าจะไม่ขอรับบทที่เอาข้อบกพร่องทางร่างกายของเขามาทำให้กลายเป็นตัวตลก และไม่ขอรับบทเอล์ฟหรือผีแคระด้วย

ปีเตอร์ เปิดตัวในฐานะนักแสดงมืออาชีพจากหนังอินดี้ทุนต่ำเรื่อง Living in Oblivion เมื่อปี 1995 เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าถึง ทีมงานภาพยนตร์ทุนต่ำที่ต้องดิ้นรนอยู่กลางมหานครนิวยอร์ก บทของ ปีเตอร์คือ เป็นนักแสดงคนแคระที่ผิดหวังกับบทบาทซ้ำซากน่าเบื่อ ซึ่งภาพยนตร์ได้รับเสียงวิจารณ์ค่อนข้างดีมาก รวมถึงฝีมือการแสดงของเขาก็เริ่มฉายแสงให้เห็นเช่นกัน

แม้ว่าชีวิตของเขาจะหลีกเลี่ยงการรับบทคนแคระไม่ได้ แต่เขาก็ต้องการเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง เพราะคนแคระ ก็สามารถรับบทนักแสดงนำที่มีรักโรแมนติกได้เช่นเดียวกับคนที่มีขนาดรูปร่างปกติ การปฏิเสธงานที่หยิบยื่นเข้ามาให้เขาจึงมากมายนับครั้งไม่ถ้วนแม้ว่าตนเองต้องลำบากไม่มีจะกินก็ตาม

“ผมปฏิเสธบ่อยมากๆๆ ผมไม่อยากจะปูพื้นฐานอะไรที่จะทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงตัวเองทีหลัง เพราะถ้าแค่มารับบทภูติจิ๋วในโฆษณาเบียร์ ผมว่าผมกลับไปเข้าคอกโต๊ะทำงานนั่งป้อนข้อมูลเข้าคอมฯหากินแบบนั้นต่อไปดีกว่า นี่คือสิ่งที่ผมทำมานานหลายปี ถ้าคุณยอมรับบทพวกนั้นมันก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร การปฏิเสธจึงเป็นคำที่ทรงพลังที่สุด บางครั้งเราควรใช้คำว่า ‘ไม่’ ให้เกิดประโยชน์”

จากการปฏิเสธบทตัวตลกต่างๆเรื่อยมา จึงมาสู่บทที่สร้างชื่อเสียงที่สุดให้กับเขาคือ บท ทีเรียน แลนนิสเตอร์ จาก Game of Thrones ที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมากมายให้กับนักแสดงที่มีความแตกต่างเช่นเดียวกับเขาแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาเกือบ ปฏิเสธรับบท ทีเรียน แลนนิสเตอร์ แล้วก็ตาม

เพราะก่อนหน้านี้ ปีเตอร์ พยายามปฏิเสธบทแนวแฟนตาซีที่จับเขาแต่งตัวประหลาดและกลายเป็นเอล์ฟหรือผีแคระเพื่อสร้างเสียงหัวเราะให้ละครหรือภาพยนตร์ แต่เขาก็เคยยอมให้ตนเองไปรับบทนั้นในเรื่อง The Chronicles of Narnia: Prince Caspian หลังจากที่เขาได้เจอกับผู้กำกับ แอนดรูว์ อดัมสัน ที่ยอมให้เขานำเรื่องการเสียดสีสังคมมนุษย์มาใส่ในคาแร็กเตอร์แล้วสร้างตัวละครขึ้นมาในแบบฉบับของเขาเอง

แม้ว่าเขาจะเพลิดเพลินกับบทบาทอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มเข็ดกับแนวแฟนตาซี จนถึงขนาดต้องขอความมั่นใจจากทีมงาน Game of Thrones ที่มาทาบทามเขาว่า จะไม่จับเขาสวมหนวดเครา แต่งตัวประหลาดอีกแล้ว

“ผมเริ่มมีความลังเลกับแนวแฟนตาซี ผมบอกกับเขาเลยว่าผมไม่เอาหนวดเครายาว หรือรองเท้าหัวแหลม ซึ่งพวกเขาก็ให้ความมั่นใจว่าตัวละครนี้กับโลกของ GOT จะไม่มีอะไรแบบนั้นแน่นอน พวกเขาบอกว่าบทของผม เป็นบทที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ทั้งฮีโร่หรือวายร้าย เป็นคนเจ้าชู้ และดื่มหนัก พวกเขาวาดภาพตัวละครนี้มีทั้งตำหนิและความงาม ผมเลยตัดสินใจเซ็นสัญญา”

ตั้งแต่ที่เขาเข้าคัดตัวนักแสดงเป็นคนแรกของเรื่องนี้ จอร์จ อาร์อาร์ มาร์ติน นักเขียนดังเจ้าของบทประพันธ์ก็ถึงขั้นส่งนักแสดงคนอื่นที่เข้ามาแคสบทนี้กลับบ้านและเลือกเขารับบทตัวเอกนี้ทันที เช่นเดียวกับผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของซีรีส์ที่ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าเขาคือตัวเลือกหนึ่งเดียวของบท ทีเรียน แลนนิสเตอร์

นอกจากความสามารถด้านการแสดงแล้ว ปณิธาน ของเขายังน่าประทับใจด้วย เพราะ ปีเตอร์ ปฏิเสธบทที่เป็นการลดทอนของคุณค่าของเขามาตลอด บท ทีเรียน จึงเหมาะสมกับเขาแบบไม่มีใครแทนที่ได้

“มันเป็นบทที่มีแกนกลางของความเป็นมนุษย์ที่ปกคลุมไปด้วยเปลือกแห่งปัญญาซึ่งทำให้เขาเหมาะสมกับบทบาทมาก” ผู้กำกับของเรื่องเผย

ซึ่งทางโปรดิวเซอร์ ก็ได้ยืนยันกับทาง ปีเตอร์ ว่าบทคนแคระของเขาจะแตกต่างจากนิยายแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ และมีบทรักโรแมนติกแบบมนุษย์ทั่วไปจริงๆ และถ้าเขาปฏิเสธที่จะแสดงก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเหมาะสมกับบทนี้เท่าเขาอีกแล้ว


กับชีวิตที่ไม่โอเค?
หลังจากที่ ปีเตอร์ ตัดสินใจเซ็นสัญญา ต้องยอมรับว่าบท ทีเรียน แลนนิสเตอร์ ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล จนกลายเป็นนักแสดงมากฝีมือที่ได้รับรางวัล Emmy Awards ถึง 2 รางวัล รวมถึงรางวัล Golden Globe ด้วย

แม้ในเรื่องเขาจะรับบทเจ้าชู้เป็นเสือผู้หญิง แต่ในชีวิตจริง ปีเตอร์ ดิงค์เลจ ก็มีรักที่มั่นคงจากฝีมือการจับคู่ของเพื่อนสนิทอย่าง โจนาธาน มาร์ค เชอร์แมน ซึ่งในตอนนั้น โจนาธาน กำลังอยู่กับเพื่อนที่ชื่อว่า เอริกา ชมิดท์ ที่เป็นนักเขียนและผู้กำกับ โดย เอริกา ได้บ่นออกมาว่าในชีวิตเธอไม่เคยมีผู้ชายดีๆ เข้ามาเลย

ทาง มาร์ค เชอร์แมน เลยอยากเป็นพ่อสื่อ ไล่หาเบอร์ในโทรศัพท์เพื่อดูว่าจะสามารถแนะนำใครให้เธอได้บ้าง แต่พอมาถึงชื่อของ ปีเตอร์ เขาก็หยุดชะงัก ทำให้ เอริกา ต้องร้องถามว่า ทำไมเขาถึงลังเล มาร์ค เชอร์แมน จึงตอบว่า เพราะปีเตอร์คือเพื่อนรักของเขา ถ้าเธอกับเพื่อนรักไปกันไม่รอด ก็คงจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกต่อไป

แต่กลายเป็นว่า ทั้ง ปีเตอร์ และ เอริกา ต่างชอบพอกันจนตัดสินใจแต่งงานกันเมื่อปี 2005 และมีลูกคนแรกด้วยกันในปี 2011 และคนที่สองในปี 2017

อย่างไรก็ตาม แม้ชีวิตในวันนี้ของ ปีเตอร์ ดิงค์เลจ จะประสบความสำเร็จ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปถึงวันวานที่ผ่านมาที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางด้านร่างกาย เจ้าตัวได้เผยว่า เขาไม่อยากบอกคนที่อยู่ในสภาพเดียวกับเขาว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร เพราะในชีวิตของ ปีเตอร์ ก็ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากอันเนื่องมาจากสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนคนอื่น

“ทุกคนที่มีขนาดตัวแบบเดียวกับผมต่างก็มีชีวิตที่แตกต่างกัน เรามีวิธีรับมือกับเรื่องราวต่างๆ แตกต่างกัน แค่เพราะว่าผมดูเหมือนโอเค ผมก็ไม่สามารถไปสอนได้ว่าทำยังไงมันถึงจะโอเค เพราะผมไม่ได้คิดว่าตัวเองยังโอเคอยู่ มันก็ยังมีอีกหลายวันที่ผมเองก็ไม่โอเคเช่นกัน..."











กำลังโหลดความคิดเห็น...