เรียกว่าเชือดนิ่มๆ แต่ “กรีดเข้าไปถึงทรวง”
เมื่อนักแสดง-ผู้กำกับรุ่นใหญ่ ที่เปรียบเสมือนปูชนียบุคคลของวงการบันเทิง อย่าง “นพพล โกมารชุน” ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลส่วนตัว ความว่า....
.... อาหารแสลง เสาะท้อง และแป็นพิษ ไม่สมควรบริโภค คือมะตูม กับกาละแม ......
แน่นอนล่ะว่า งานนี้ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้นัยของข้อความในโพสต์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าหมายถึงใคร !!???
หมายรวมถึงยังบ่งบอกว่าเจ้าของโพสต์รู้สึกอย่างไรกับการกระทำของบุคคลในข่าวทั้งคู่ ที่เป็นเสมือนตัวการบ่อนทำลายชาติโดยตรง
เพียงเพราะการขาดจิตสำนึก และไร้การรับผิดชอบต่อสังคมอย่างรุนแรง !!!!
ความผิดของทั้ง “กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ” กับ “มะตูม-เตชินท์ พลอยเพชร” แม้จะเป็นการกระทำที่ต่างกรรม ต่างวาระ แต่ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงให้เกิดกับสังคมไทยอย่างชนิดที่ไม่ควรจะให้มีที่ยืนต่อไป ไม่ว่าจะในบทบาทไหนก็ตาม
การอวดอ้างสรรพคุณแบบ “ครอบจักรวาล” ของอาหารเสริม ที่ กาละแมร์ ใช้เป็นช่องทางสูบเลือดสูบเนื้อผู้บริโภค โดยอาศัยชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือมาสร้างรายได้ให้กับตัวเองนั้น อย่ามองความผิดแค่ว่าเป็นการโฆษณาเกินจริงเท่านั้น แต่มันคือการฆาตกรรมที่เลือดเย็นที่สุด
สรรพคุณที่อวดอ้างว่ายกหน้า ทำตาสองชั้น ถ้าผู้บริโภคกินแล้วไม่เห็นผล อย่างมาก ก็อาจจะแค่เจ็บใจ ที่โดนหลอกให้เสียเงินเปล่า
แต่สรรพคุณที่บอกว่ารักษาโรคโควิด และสารพัดโรคได้นั้น ถ้ามีผู้ป่วยหลงเชื่อ และไม่ยอมเข้ารับการรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้อง เพราะปักใจว่าแค่กินอาหารเสริมก็หายได้ มีโอกาสถึงตายขึ้นมาได้ง่ายๆ
ถามว่ากาละแมร์จะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร !!???
นี่คือสิ่งที่สังคมต้องการคำตอบ
และประเด็นสำคัญก็คือ งานนี้ กาละแมร์ อาจจะเป็นแค่หุ่นเชิดที่ถูกวางตัวให้ออกหน้าเสมอเหมือนเป็นเจ้าของสินค้า แต่จริงหรือไม่ !!??? ว่าแท้จริงแล้ว ยังมีตัวการใหญ่ที่เจ้าตัวยกย่องให้เป็น “เข็มทิศชีวิต” ชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเห็นจากภาพข่าวการทุ่มเงินทำบุญ - บริจาคเพื่อการกุศลจำนวนหลักร้อยล้านนั้น ก็พอจะเดาออกว่าเธอคนนั้นเป็นใคร !!?? มีบทบาท และมีอิทธิพลต่ออุคมคติ และแนวความคิดของ กาละแมร์อย่างไร !!???
งานนี้ทำกันแบบธุรกิจเครือข่ายของจริง เพราะนอกจากจะมี กาละแมร์ แล้ว ยังมีสาวกในลัทธินี้อีกหลายคน ที่มีส่วนร่วมในมหกรรมลวงโลกครั้งนี้
จากอาชีพไลฟ์โค้ช ที่สร้างรายได้ให้เจ้าของกระบวนการด้วยการหลอกให้คนเลื่อมใส-ศรัทธามายาวนานถึง 9 ปี จนมีทรัพย์สินระดับเป็นพันๆ ล้าน กระทั่งถูกสาวไส้จากสื่อมวลชน ที่พร้อมใจกันตีแผ่ความจริง จนต้องประกาศปิดตำนานไปในที่สุด แต่ก็ยังไม่หยุดการหากินบนความเชื่อของผู้คน ด้วยการเปิดบริษัทผลิตอาหารเสริม ที่อวดอ้างสรรพคุณสุดวิเศษ หลอกสูบเงินคนต่อไป
ความผิดของกระบวนการที่ถูกความโลภครอบงำ จนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีนี้ ไม่ใช่แค่การโฆษณาเกินจริง หรือหลอกลวงผู้บริโภคเท่านั้น แต่ถ้าลองสาวลึกลงไปอีก จะพบว่าบริษัทที่มีชื่อของ กาละแมร์ เป็นนอมินีนั้น อาจจะมีความผิดในโทษฐานตกแต่งบัญชีด้วย
เพราะลองบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลได้มากขนาดนี้ นั่นแปลว่าทั้งกระบวนการต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าหลักพันล้านบาท ไม่ใช่แค่หลักร้อยล้าน และมีกำไรแค่สิบกว่าล้านอย่างที่แจ้งไว้อย่างแน่นอน
เพราะต้นทุนอาหารเสริมนั้น รู้กันดีว่าไม่เท่าไหร่ แต่สามารถฟันกำไรได้มากกว่า 50- 70 %
และสิ่งที่สังคม “รับไม่ได้” ที่สุด ก็เห็นจะเป็นอาการไม่สะทกสะท้านหรือเกรงกลัวต่อบาป ยังคงออกมาลอยหน้าลอยตาไลฟ์สดอวดอ้างสรรพคุณของอาหารเสริมต่อไป แถมยังบอกว่าหยุดทำไม่ได้ เพราะไม่อยากให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพ
ต้องเป็นคนแบบไหนกัน ที่ทำตัวแบบทองไม่รู้ร้อนได้ขนาดนี้
คือสักแต่ว่าอยากรวย โดยไม่สนวิธีการว่างั้น
จากเรื่องของ กาละแมร์ มาว่ากันต่อถึงเรื่องของ มะตูม
ดีเจ. ที่ “เกิด” มาจากสังคมอินเตอร์เน็ต และก็กำลังจะ “ตาย” เพราะสังคมอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกัน
การประกาศว่าตัวเองติดโควิด – 19 ของ มะตูม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กับการประกาศของ “แมทธิว ดีน” เมื่อปีก่อน ผิดกัน
กรณี แมทธิว ติดเชื้อจากสนามมวย ซึ่งเจ้าตัวไปทำหน้าที่เป็นพิธีกร พูดง่ายๆ ว่าไปทำงานนั่นเอง แล้วก็เกิดในช่วงต้นๆ ที่การระบาดยังไม่ลุกลาม แพร่กระจายหนักมาก
แต่กรณี มะตูม ติดจากการจัดงานปาร์ตี้สังสรรค์แบบไพรเวท ในช่วงที่การระบาดระลอกใหม่กำลังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างวิกฤต และถือเป็นการละเมิดต่อข้อกำหนดของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินตามมาตรการควบคุมโควิด – 19 ที่ว่าด้วยการห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ห้ามการจัดกิจกรรมในเขตพื้นที่สถานการณ์กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด
ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังอยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่ระบาด สถานประกอบการหลายแห่งถูกปิด กระทบทั้งเจ้าของกิจการ และบรรดาลูกจ้าง ที่ขาดรายได้ ตกงาน แต่ มะตูม กลับลุกขึ้นมาจัดงานสังสรรค์ มีผู้คนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค
นั่นคือความผิดฐานที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมกระทงแรก
กระทงต่อมา ก็คือการเจตนาปกปิดรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลกระทบไปถึงขั้นตอนของการตามบุคคลในกลุ่มเสี่ยงมาสอบสวนโรค
มะตูม ยืนยันหนักแน่นเสียงแข็งแม้ว่าพิธีกรแต่ละรายการพยายามถามย้ำหลายครั้ง ว่าไม่มีดารา นักร้อง เข้าร่วมในงานปาร์ตี้ครั้งนี้อย่างแน่นอน
แม้กระทั่งคนที่รู้ตัวเองดีกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนี้ ก็ไม่ออกมาเปิดเผยตัว ถ้าไม่จำนนต่อหลักฐาน ที่บรรดานักสืบโซเชียลตามไปแกะรอยขุดคุ้ย จนรู้ตัว
“ข้าวโอ๊ต-คริษฐ์ พรรณธรรม”
อดีตสมาชิกวง AXIS วัย 23 ปี ที่น่าจะมีความสนิทสนมกับ มะตูม ในระดับที่สามารถเข้าไปถึงห้องนอนส่วนตัวในยามวิกาลได้ แต่จะในฐานะใดๆ นั้น ไม่ใช่ประเด็น
แต่คำถามที่สังคมสงสัยก็คือทำไม มะตูม ถึงไม่ยอมเปิดเผยว่า ข้าวโอ๊ต มีส่วนเกี่ยวข้องกับไพรเวทปาร์ตี้ในครั้งนี้ และทำไมตัว ข้าวโอ๊ต ถึงไม่ออกมาปรากฏตัวทันทีที่มีข่าวว่าฝ่ายแรกติดโควิด ในขณะที่นักแสดง หรือบุคคลในวงการที่ได้พบเจอกับ มะตูม ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทุกคนพร้อมใจกันออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการไปตรวจเชื้อ และพร้อมจะเก็บกักตัวเอง 14 วัน ตามคำแนะนำของแพทย์
แม้กระทั่งไทม์ไลน์ของคนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรง และทางอ้อมกับปาร์ตี้ของ มะตูม ก็มีทั้งไทม์ไลน์เก่า ไทม์ไลน์ใหม่ ไทม์ไลน์ใหม่กว่า ชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด
ถ้าเจ้าของไทม์ไลน์เจตนาปกปิด ก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าของไทม์ไลน์ยืนยันว่าแจ้งไว้ครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อไทม์ไลน์ที่ปรากฏออกมากลับมีข้อมูลไม่ครบถ้วนนั้น ก็ต้องมานั่งวิเคราะห์กันต่อว่า
เป็นไปได้หรือไม่ !!??? ที่งานนี้อาจจะมีระดับผู้ใหญ่พยายามวิ่งเต้นเพื่อปิดบังข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างกับสื่อ และสังคม
ก็ไม่แปลกที่เจตนาดังกล่าว จะทำให้ทุกคนมองว่างานไพรเทปาร์ตี้ในครั้งนี้ น่าจะมีอะไรซ่อนเร้นมากไปกว่าแค่การกิน ดื่ม หรือฉลองวันเกิดกันธรรมดา
อาจจะมีเรื่องของสิ่งผิดกฎหมาย หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม ที่จะกระทบต่อรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะหมายรวมไปถึงบุคคลแวดล้อมอื่นๆ หากว่าสังคมรู้ความจริง หรือรู้เหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังงานปาร์ตี้
แต่ที่แน่ๆ ผลของการร่วมกันปกปิดของทั้ง มะตูม และ ข้าวโอ๊ต ซึ่งมีต้นตอมาจากงานไพรเวทปาร์ตี้ ที่ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” หรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็น คลัสเตอร์ ที่ทำให้มีการติดเชื้อแพร่กระจายไปแล้วเกือบครึ่งร้อยคน และยังกระเทือนไปทั้งวงการบันเทิง ทั้งคนเบื้องหน้า เบื้องหลัง ที่ถูกยกเลิกงานไปตามๆ กัน
ล่าสุดก็คือ “เปา กิ่งกาญจน์” นักร้องที่ ข้าวโอ๊ต ไปร่วมถ่ายทำมิวกวิดีโอเมื่อเร็วๆ นี้
โชคดีที่ผลตรวจของเธอ ออกมาเป็นลบ สมมติว่าผลออกมาเป็นบวก จะกระทบต่อไปถึงไหน !!??
ถ้า ข้าวโอ๊ต ออกมาปรากฏตัวและยืนยันผลตรวจเร็วกว่านี้ เปา กิ่งกาญจน์ และคนในกองถ่ายนั้น ก็จะได้รีบเข้ารับการตรวจ ฉวยถ้าเกิดใครสักคนในกลุ่มนี้เกิดติดเชื้อขึ้นมา ก็ยังสามารถควบคุมได้ทัน แต่การที่เขาเลือกที่จะเงียบ ตัวของนักร้องสาว และคนในกองถ่ายก็ไม่ได้เฉลียวใจ ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีการตรวจ ไม่มีการกักตัว โอกาสที่จะแพร่ระบาดออกไปในวงกว้างย้อมเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
ถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ควรจะเป็นความรับผิดชอบของใคร !!???
มะตูม , ข้าวโอ๊ต , โรงแรมที่อนุญาตให้จัดงาน
หรือถูกทุกข้อ !!!???
ไม่แปลกเลยที่สังคมจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ว่ารัฐบาลสองมาตรฐาน
พอเป็นประชาชนหาเช้ากินค่ำ รวมกลุ่มกัน บอกว่าเป็นความผิด แต่พอเป็นคนดัง กลับบอกว่าไม่ใช่ความผิด เพราะแม้แต่ตัวของรองนายกรัฐมนตรีเอง ยังระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้น กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ เป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ แล้วก็โยนภาระให้สังคมเป็นคนประณามเอง
ตอนนี้สังคมก็ทำหน้าที่นั้นเรียบร้อยแล้ว
ว่าแต่รัฐบาล ทำหน้าที่ของตัวเองแล้วหรือยัง !!???
ผู้จัดการ 360 องศาสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2564


