xs
xsm
sm
md
lg

T Major กับการเดินทาง และตำนานบทที่ 4 ของ “วิสูตร”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชื่อว่าถ้าเป็นคอหนังไทยแบบแฟนพันธุ์แท้จริงๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายคนที่ชื่อ....

“วิสูตร พูลวรลักษณ์”

ผู้ซึ่งมีเครดิตในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมาตั้งแต่ในยุค 90 คาบเกี่ยวตั้งแต่ปี 1985 – 2004 (พ.ศ. 2528 - พ.ศ. 2547)

ภายใต้แบรนด์  “ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์”


เจ้าของผลงานภาพยนตร์ระดับตำนานนับ 30 เรื่อง อาทิ....ซึมน้อยหน่อยกระล่อนมากหน่อย , ปลื้ม , ฉลุย , คู่แท้สองโลก . 2499 อันธพาลครองเมือง , นางนาก ,สตรีเหล็ก ฯลฯ


และเป็นผู้ปลุกปั้นนักแสดงหน้าใหม่ให้ฉายแสงในวงการบันเทิง และยังคงมีผลงานทั้งเบื้องหน้า-เบื้องหลังในแวดวงบันเทิงมาจนถึงทุกวันนี้อีกนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็น,,,บิลลี่ โอแกน , ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี , ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง , จันทร์จิรา จูแจ้ง,สุรศักดิ์ วงษ์ไทย ฯลฯ

ผ่านจากยุคของ “ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” ก็ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้บริหารของค่าย “GTH” ที่เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง .... จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ , ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และ หับโห้หิ้น


และอีกเช่นกันที่ผลงานการสร้างสรรค์ของวิสูตร ในนาม  “GTH”  ก็กลายเป็นตำนานบทที่สองที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ ด้วยความสำเร็จอันมากมายจากหนังหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ , มหา’ลัยเหมืองแร่ , เพื่อนสนิท , รถไฟฟ้ามาหานะเธอ , กวนมึนโฮ , Suck Seed ห่วยขั้นเทพ , ลัดดาแลนด์ รวมไปถึง พี่มากพระโขนง ที่กวดรายได้ทั่วประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1 พันล้านบาท


จวบกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พร้อมๆ กับข่าวคราวการปิดตัวของ “GTH” และการถือกำเนิดของค่ายใหม่ อย่าง “GDH” (Gross Domestic Happiness )ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ กับ หับโห้หิ้น เพียง 2 หุ้นใหญ่ โดยไม่มี  ไท      เอ็นเตอร์เทนเม้นท์

นั่นหมายถึงว่าวิสูตร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับค่ายหนังใหม่ที่เกิดขึ้นนี้โดยสิ้นเชิง

ท่ามกลางความรุ่งเรืองของ “GDH” ฝั่งของวิสูตร ก็ได้ผู้ร่วมทุนรายใหม่เงินหนา อย่างกลุ่ม โมโน ก่อตั้งเป็นค่ายหนังน้องใหม่ภายใต้ชื่อ “T Moment”


แน่นอนว่าการกลับมาของวิสูตรในครานั้น ก็แลกมาด้วยการถูกจับตามองว่าเขาจะเปิดด้วยของหนังเรื่องอะไร ? และมากไปยิ่งกว่านั้น ก็คือเขาจะสามารถเรียกศรัทธาของแฟนหนังที่ติดตามกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็น “ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” ได้มากน้อยขนาดไหน ?

คำตอบของคำถามดังกล่าว ถูกเฉลยแบบสิ้นสงสัย ด้วยความล้มเหลวของหนังเปิดตัวค่าย อย่าง “โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง” ผ่านการกำกับของผู้กำกับหน้าใหม่สองคน คือ “ภูวนิตย์ ผลดี” และ “ชานนท์ ยิ่งยง” ที่ทำรายได้ไปได้เพียงแค่ 15 ล้านบาทเศษเท่านั้น !!!!


หรือมนต์ขลังของวิสูตรสิ้นสุดลงแล้ว ? นับตั้งแต่การปิดฉากค่าย “GTH” ที่เขานั่งเก้าอี้บริหารมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี

แต่ถ้าเราจะตัดสินเขาจากผลงานเพียงเรื่องเดียว ก็ดูจะไม่ยุติธรรมนัก

ทว่าผลงานที่ตามมาอีก 2 เรื่อง ก็ไม่ได้ทำให้ข้อครหาดังกล่าวถูกลบลืม

เมื่อ  “App War แอปชนแอป” ภาพยนตร์ในแนวโรแมนติกคอเมดี้ ที่นำแสดงโยหนึ่งในไอดอลสาวแห่งวง BNK48
“อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ”
เก็บรายได้หลังปิดโปรแกรมฉายไปได้เพียง 17.8 ล้านบาท

ขณะที่ “The Pool นรก 6 เมตร” ผลงานของ “พิง ลำพระเพลิง” ที่ได้พระเอกแถวหน้าอย่าง “เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์” มาแสดงนำชนิดที่แบกเนื้อหาของหนังไว้คนเดียวแทบทั้งเรื่อง สามารถสร้างรายได้ไปได้เกินกว่า 53 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตัวค่าย

แต่ “T Moment” ก็ไม่มีโอกาสแก้มือเป็นคำรบที่ 4 เมื่อนายทุนใหญ่อย่างโมโน มีนโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในเครือของตัวเองครั้งใหญ่ จึงเป็นเหตุให้จำเป็นต้องยุติบทบาทในฐานะผู้ผลิตภาพยนตร์ไว้เพียงแค่ 2 ปี 8 เดือน กับผลงานเพียงแค่ 3 เรื่อง

วิสูตร จึงถูกจับตามองอีกครั้ง ถึงทิศทางการทำงานในสายผู้ผลิตภาพยนตร์ต่อจากนี้

และแล้วตำนานบทที่ 4 ของเขา ก็ปรากฏออกมาสู่สาธารณชนอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ “T Major”

โดยหนนี้เป็นการร่วมงานกันของ 2 พี่น้องร่วมตระกูล ที่แยกย้ายกันไปเติบโตในสายงานภาพยนตร์ทั้งคู่

วิสูตร เติบโตในสายงานผู้ผลิต

ขณะที่ “วิชา พูลวรลักษณ์” เติบโตในฐานะเจ้าของโรงภาพยนตร์


โดยผลงานเปิดตัวค่ายหนังที่ทำให้ 2 พี่น้องตระกูลพูลวรลักษณ์ มีโอกาสได้มาลงทุนลงแรงร่วมกัน ก็คือเรื่อง “บอสฉันขยันเชือด” (My Boss is a Serial Killer) ซึ่งเป็นการกลับมาใช้บริการพระเอกรุ่นใหญ่ อย่าง “ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา” ที่เคยสร้างความสำเร็จระดับ 150 ล้าน จากหนัง “ลัดดาแลนด์” (2554)


งานนี้ถือเป็นอีกบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของ “วิสูตร พูลวรลักษณ์” ที่อาจจะต้องวางเดิมพันกันชนิดหมดหน้าตักกันเลยทีเดียว

ผู้จัดการ 360 องศาสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19-25 ธันวาคม 2563


กำลังโหลดความคิดเห็น