xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องจริงเหรอ! “เปิ้ล หัทยา” น้้ำตาไหล “ตั้ว” จากไปกะทันหัน เผยป่วยไวรัสตับอักเสบบี กลายพันธุ์เป็นมะเร็ง รู้กันแค่สองคน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เปิ้ล หัทยา” หลั่งน้ำตา ไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง “ตั้ว ศรัณยู” เสียชีวิต เพิ่งเข้า รพ. 6 วัน ยังคิดว่าเตรียมความพร้อมเปลี่ยนยา ไม่คิดว่าจะจากไป เผย สามีป่วยไวรัสตับอักเสบบี กลายพันธุ์เป็นมะเร็ง ลามกระดูก ลามไปเรื่อยๆ น้ำหนักลดลง ทานอาหารไม่ได้ มีภาวะแคลเซียมสูง สามีไม่ยอมบอกใคร ไม่อยากให้เดือดร้อน รู้กันแค่สองคน เผยสั่งเสียอยากไปงานรับปริญญาลูก “เอก ธเนศ” ไม่รู้เรื่องโรค ไม่ยื้อใดๆ ให้เขาหลับไปอย่างสบาย

บรรยากาศในพิธีรดน้ำศพ “ตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง” ที่วัดนาคปรก ศาลาเศรษฐี เต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีคนจากหลากหลายวงการมาร่วมแสดงความอาลัยครั้งสุดท้ายคับคั่ง กระทั่งเวลา 17.30 น. ครอบครัววงษ์กระจ่าง นำโดย “เปิ้ล หัทยา” ภรรยา ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อม “เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์” พี่ชายตั้ว โดย เปิ้ล หัทยา ได้เปิดใจทั้งน้ำตา

เปิ้ล : “ก่อนอื่นเปิ้ลอยากขอโทษทุกคนนะคะ ที่อาจจะไม่ได้อธิบายอะไรเลยในช่วงที่ผ่านมา เพราะตัวพี่ตั้วเองก็คิดว่าเขาอยากที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองก่อน คือ เขามองว่ามันเป็นแค่เรื่องสุขภาพ ก็เลยไม่ได้เปิดเผยหรือไม่ได้บอกใคร ซึ่งหลายๆ คน ก็น่าจะทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้พี่ตั้วเขาเคยมีอาการเจ็บหลัง และพอได้ทำการตรวจก็พบว่ามีกระดูกข้อที่ 3 บริเวณกระดูกสันหลังยุบลงไป คุณหมอก็เลยทำการตรวจอย่างละเอียด เพื่อดูว่ากระดูกที่ยุบลงมานั้นมันมีสาเหตุมาจากอะไร

“ตอนแรกก็เกือบจะทำการผ่าตัดแล้วนะคะ แต่พอคุณหมอลองพิจารณาดูอย่างละเอียด เขาก็รู้สึกว่ากระดูกบริเวณอื่นยังแข็งแรงดีอยู่ ดังนั้น มันเลยทำให้เขาสงสัยว่า เอ๊ะ สาเหตุมันเกิดจากอะไร และที่สำคัญ มันมีอาการของลิ่มเลือดด้วย สุดท้ายเขาก็เลยแนะนำว่าให้ตรวจร่างกายอย่างละเอียดดีกว่าเพื่อที่จะได้รู้ว่าลิ่มเลือดมาจากไหน”

รับไวรัสตับอักเสบบี กลายพันธุ์เป็นมะเร็ง เชื้อลามมาที่กระดูก และลุกลามไปเรื่อยๆ
เปิ้ล : “ปรากฏว่า หลังจากนั้นคุณหมอก็เรียกเราไปคุย และก็บอกข้อมูลกับเราว่าค่าตับของพี่ตั้วสูงมาก เราเคยทราบมาก่อนหรือเปล่าว่าตับพี่ตั้วมีปัญหา ตอนนั้นเราก็บอกไปตามตรงค่ะว่าเราทราบ เพราะพี่ตั้วเขาเป็นไวรัสตับอักเสบบีมานานแล้ว เป็นตั้งแต่ก่อนที่เราจะแต่งงานซะอีก แต่ที่ผ่านมา เขาสามารถดูแลตัวเองได้ และเขาดูแลตัวเองมาตลอด เขาเช็กร่างกายตลอด แต่อาจจะมีแค่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เขาไม่ได้เช็กร่างกาย ซึ่งมันก็กลายเป็นว่าไอ้สิ่งที่อยู่ในตับของเขามันโตขึ้น จนกระทั่งมันทำให้ไวรัสตับอักเสบบีกลายพันธุ์และเป็นมะเร็งในที่สุด”

“คือเรารับรู้กันมาตั้งแต่แรกนะคะ แต่ด้วยความที่พี่ตั้วเนอะ เขาก็รู้สึกว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่เขาดูแลสุขภาพอย่างดีมาโดยตลอด ตรวจเช็กร่างกายสม่ำเสมอ แต่สุดท้ายแล้วเชื้อมันก็ลามมาที่กระดูก จากกระดูกข้อที่ 3 ก็ลุกลามขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงสะบัก ซึ่งเขาก็รักษาตัวมาเรื่อยๆ ค่ะ”

พบมะเร็งระยะที่ 3 แล้ว แต่หมอมั่นใจยังรักษาได้ ฉีดยา 6 เข็ม จนกลับไปทำงานได้ แต่ไม่นานกระดูกทรุดเพิ่ม เข้าสู่กระบวนการฉายแสง จนเริ่มไม่อยากทานอาหาร ไม่อยากนอน
เปิ้ล : “ตอนที่ไปโรงพยาบาล ไปตรวจกระดูก คุณหมอบอกว่า น่าจะอยู่ในระยะที่ 3 ค่ะ และน่าจะยังรักษาได้ คือ คุณหมอก็จะพยายามให้ยาตัวที่สามารถดูแลตับ รวมถึงฉีดยาอีก 6 เข็ม ซึ่งตอนนั้นก็ถือว่าใช้ได้เลยค่ะ เพราะพี่ตั้วสามารถออกไปทำงานได้อีกครั้ง ออกไปกำกับละครที่เขาทำค้างอยู่ และก็เริ่มเปิดละครเรื่องใหม่ด้วย จนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกปวดบริเวณสะบักและเอว ก็เลยทำให้ต้องกลับไปหาคุณหมออีกครั้ง”

“ซึ่งในครั้งนั้นคุณหมอก็ลงความเห็นว่าควรจะต้องพัก เนื่องจากกระดูกของเขาทรุดเพิ่ม เราจึงเข้าสู่กระบวนการฉายแสง แต่ด้วยความที่ตับมันอยู่ใกล้กับท้องอยู่ใกล้กับกระเพาะ เลยทำให้เวลาพี่ตั้วทานอาหารเขารู้สึกพะอืดพะอม ไม่ค่อยอยากทานอาหารสักเท่าไหร่ ประกอบกับเขามีภาวะแคลเซียมสูง ดังนั้น เมื่อแคลเซียมสูงมันก็จึงไปทำลายระบบความคิด ระบบการพักผ่อน และทำให้เขาเริ่มไม่อยากนอนค่ะ”

ไม่เคยบอกใคร เข้าใจทุกคนเจอภาวะความเครียดอยู่แล้ว
เปิ้ล : “ใช่ค่ะ ตอนที่เขาเข้าไปรักษาตัวครั้งแรกเมื่อช่วงประมาณเดือนตุลาคมอย่างที่ทราบข่าว ตอนนั้นเขายังแค่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลีย เดินได้ช้าๆ แต่พอเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ เขาเริ่มแข็งแรงขึ้น เริ่มกลับมาออกกองได้ เขาไปออกกองอยู่หลายครั้งเหมือนกัน แต่สุดท้ายอาการของเขาก็เริ่มทรุด เริ่มเจ็บสะบัก เจ็บเอว บวกกับมันเป็นจังหวะที่ทุกคนต้องเจอกับ โควิด-19 พอดี เราก็เลยไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใคร และก็อยากให้ทุกคนหันไปโฟกัสดูแลตัวเองกันดีกว่า ขนาดเพื่อนฝูงที่เจอกัน เราก็ไม่ได้บอก ถึงแม้จะมีคนทักว่าทำไมพี่ตั้วดูผอมลง แต่พี่ตั้วก็ไม่ได้พูดหรือเล่าเรื่องนี้กับใคร เพราะเขามองว่าทุกคนต่างก็เจอภาวะความเครียดกันอยู่แล้ว ดังนั้น พอมันเป็นเรื่องสุขภาพของเขา เขาก็แค่อยากดูแลตัวเองดีกว่า”

ทานอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด มีภาวะแคลเซียมสูง เข้า รพ.เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
เปิ้ล : “พอเขาเริ่มทานอะไรไม่ค่อยได้ น้ำหนักเริ่มลดลง และมีภาวะแคลเซียมสูง ถึงขนาดเวลาที่เขาตื่นเขาก็จะเริ่มพูดว่า กองถ่ายมาพร้อมหรือยัง จะเริ่มถ่ายหรือยัง วันนี้กี่คัต กล้องกี่ตัว คือ เขาเริ่มรู้สึกคิดถึงงานมาก จนเราต้องบอกเขาว่า ตอนนี้เขาอยู่ที่บ้าน เขากำลังพักผ่อนอยู่ตามคำแนะนำของหมอ เขาต้องพัก 6 เดือน ถึงจะกลับไปทำงานได้ แต่มันเหมือนเขารู้สึกว่าเขาออกกองอยู่ตลอดเวลา ท้ายที่สุดแล้วเราก็เลยตัดสินใจว่าไปหาคุณหมอดีกว่า เราเพิ่งเข้าไปโรงพยาบาลกันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเองค่ะ ซึ่งหลังจากทำการเอกซเรย์ปอด คุณหมอก็อธิบายว่า จากเชื้อที่เคยมีอยู่ที่ปอดนิดเดียว ตอนนี้มันเยอะขึ้น แถมยังมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและก็เรื่องของแคลเซียมอีก”

น้ำตาคลอ คิดว่าไป รพ.เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนยา ไม่ได้คิดว่าจะมีวันนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
เปิ้ล : “มันก็เร็วนะคะ เร็ว ตอนแรกเราคิดว่าการไปโรงพยาบาลครั้งนี้ น่าจะทำให้เขาแข็งแรงขึ้น เพื่อที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนยา ไม่ได้คิดเลยว่า... ไม่ได้คิดเลย (น้ำตาคลอ)

“วันนั้นเขาคุยได้ค่ะ แต่จะพูดช้าลง เนื่องจากว่าเขามีภาวะแคลเซียมสูง จึงทำให้ระบบความคิดของเขาช้าลงตามไปด้วย แต่ก็ยังพูดได้อยู่ ตอนเจอคุณหมอเขายังพูดกับคุณหมอเลยว่า อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม จนกระทั่งคุณหมอเริ่มมาบอกกับเปิ้ลว่า พี่ตั้วเขาอยากเจอใครเป็นพิเศษไหม ตอนนั้นเปิ้ลก็รู้สึกเอะใจนะคะว่าทำไมคุณหมอถามแบบนี้ คือไม่แน่ใจเลยค่ะ แต่สุดท้ายก็เลยไปเชิญพี่ชายพี่ตั้วมาเจอหน้าเขา”

เอก : “ผมมาทราบเรื่องตอนนั้นเลยครับ”

เปิ้ล : “ไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้เลยค่ะ”

ไม่เคยบอกใคร ไม่อยากให้เดือดร้อน ญาติพี่น้องไม่มีใครรู้เรื่องนี้ รู้แค่สองคนกับเปิ้ล หัทยา
เอก : “ผมรู้ทุกอย่างตอนนั้นเลยครับ รู้ว่าเขาเข้าโรงพยาบาล รู้ว่าเขาล้ม คือเคยคุยกันแค่ประมาณนิดๆ หน่อยๆ ช่วงเดือนก่อน ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเขาอธิบายอะไร จนกระทั่งผมได้มาทราบรายละเอียดอีกทีตอนที่เปิ้ลบอกกับผมว่าตั้วเขากินอะไรไม่ค่อยได้ คือตั้วเขาไม่บอกใครเลยครับ ไม่บอกใครเลยจริงๆ เขาเป็นคนแบบนี้ เขาไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน เขาอยากแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ญาติพี่น้องไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย เขารู้แค่กับเปิ้ล 2 คน ขนาดลูกสาวเขายังไม่บอกเลย”

เปิ้ล : “แต่สุดท้ายลูกสาวก็ทราบค่ะ”

เอก : “หลังจากที่ผมทราบเรื่องของตั้ว ผมก็เดินทางมาหาเขา และเราก็เริ่มพูดคุยกัน ตอนนั้นอาการเขาก็โอเคนะ ถึงแม้เขาจะพูดช้า แต่เขารับรู้ทุกอย่าง ใช้วิธียักคิ้วตอบโต้เรา กับยกมือได้นิดๆ หน่อยๆ ผมจำได้ว่าเราคุยกันอยู่ประมาณ 2 วัน”

บอกน้องหลับไปก็ได้ ไม่ต้องห่วง ให้คิดเสียว่ากำลังจะขึ้นเครื่องบินไปเที่ยว
เอก : “ในช่วงสุดท้ายตอนที่ตั้วจะไป สำหรับผม ผมมองว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีนะ คือตั้วเขานอนนิ่งๆ เหมือนเขาหลับไปเฉยๆ ตอนนั้นเราก็บอกเขาว่าหลับไปก็ได้นะตั้ว ถ้ามันเหนื่อยก็หลับไปไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวมันก็เหมือนตื่น ไปตื่นที่ไหนก็ไม่รู้ ตื่นเมื่อไหร่ก็ช่างมัน แต่ตอนนี้ให้เขาสบายใจได้แล้ว ลูกเมียอยู่กับเขา ญาติพี่น้องอยู่กับเขา เพื่อนฝูงมาอยู่กับเขาหมดแล้ว ทุกคนมาส่งเขาแล้ว ให้เขาคิดว่าเขาไปเที่ยว ให้คิดซะว่าตัวเองกำลังจะขึ้นเครื่องบิน แล้วทุกคนมาส่งเขาที่สนามบิน เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีกไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง จนสุดท้ายตัวเขาก็ค่อยๆ ไปครับ”

ไม่ยื้อใดๆ เขาไปแบบสบาย
“คุณหมอบอกว่า ที่ผ่านมาตั้วเขาพยายามสู้ เพราะเหมือนชีพจรเขาคงที่มาตลอด จนกระทั่งทุกคนเดินทางมาถึงครบถ้วน ทุกคนที่เขาปรารถนาจะเจอได้เดินทางมาถึง สักประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ ชีพจรเขาก็ค่อยๆ ลง ค่อยๆ ลงไปเรื่อยๆ ไม่มีอาการที่แบบว่าลงแล้วขึ้นหรืออะไรเลย ไม่มีภาวะยื้อใดๆ เลยทั้งสิ้น เขาไปแบบสบายๆ คือ สงบจนผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เขาพาพวกเราทุกคนที่อยู่ตรงนั้นสงบตามไปด้วยเลยครับ”

สั่งเสียเรื่องงานและลูกทั้งสองคน ต้องทำความฝันที่คิดไว้ให้เป็นจริง
เปิ้ล : “ก็มีนะคะคือเราคุยกันอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่น ก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาลเราก็คุยกันอยู่เรื่อยๆ ทั้งเรื่องของละคร เรื่องของทีมงาน การทำงานไหวหรือเปล่า คือ เขาจะเป็นคนที่ห่วงเรื่องงานเยอะมาก โดยเฉพาะงานที่เป็นงานของเขา ขนาดเราเสนอไปว่าจะหาใครมาช่วยเขากำกับ เขาก็บอกว่าไม่ได้ เพราะมันคืองานที่เขากำกับมาตั้งแต่แรกเขาต้องทำให้จบ”

“นอกจากเรื่องงานแล้วก็ยังมีเรื่องของลูกสาว น้องหนุน กับ น้องหนัง หนุนเรียนจบแล้วใช่ไหม หนุนวางแผนชีวิตอย่างไร หนังวางแผนชีวิตอย่างไร เปิ้ลต้องทำความฝันที่คิดไว้ให้เป็นความจริงนะ เปิ้ลอย่าท้อนะ คือเขาก็จะพูดไปเรื่อย เราคุยกันเกือบทุกวัน แม้แต่ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เราก็ยังคุยกันอยู่เลยว่า เราจะต้องทำสิ่งที่เราอยากทำให้เป็นความจริงให้ได้ ถึงแม้ว่าจะลำบากก็อย่าท้อ”

“เปิ้ลต้องเข้มแข็งมากค่ะ จริงๆ มันต้องเข้มแข็งตั้งแต่เวลาที่มีคนเข้ามาถามแล้วค่ะว่าพี่ตั้วเป็นอย่างไรบ้าง คือพี่ตั้วเขาไม่อยากให้ใครต้องมาวิตกกังวลว่าเขาจะเป็นอย่างไร เขาไม่อยากให้เพื่อนต้องกังวลว่าจะต้องมาเยี่ยม เขามองว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะทุกคนต่างก็มีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น เราต้องเก็บเอาไว้ แม้กระทั่งญาติพี่น้องบางคนเราก็ไม่ได้บอก ไม่ได้บอกเลยจริงๆ ค่ะ”

เผยสามีใจสู้มาตลอด เพราะอยากทำงานที่ค้างให้เสร็จ
เปิ้ล : “สู้ค่ะ เขาสู้จริงๆ ครั้งแรกที่คุณหมอบอกว่าเขาป่วยเขาก็ตอบคุณหมอทันทีเขาว่าเขาสู้ ตอนที่หมอบอกว่าเขาต้องฉีดยา 6 เข็ม และเขาต้องวอร์มร่างกาย เขาทำทุกอย่าง เขาสู้มาตลอด ทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด เขาสู้จริงๆ ค่ะ เพราะเขาอยากทำงาน เขาอยากออกกอง เขาอยากทำงานของเขามากค่ะ เนื่องจากเขายังมีงานที่เขาทำค้างเอาไว้อยู่ เรื่องงานพี่ตั้วเท่าที่คุยนะคะก็ทราบว่าเดี๋ยวจะมีผู้กำกับท่านอื่นมาช่วย คิดว่านะคะ”

พูดตลอด ต้องไปงานรับปริญญาลูกให้ได้
เปิ้ล : “อย่างที่ทราบตอนนี้น้องหนุนเรียนจบแล้ว แต่ด้วยความที่ช่วงนี้มันเป็นช่วงของ โควิด-19 ก็เลยอาจจะมีเรื่องของการเลื่อนโปรเจกต์จบนิดๆ หน่อยๆ เพราะตอนแรกเหมือนเขาจะต้องทำละครเวที 1 เรื่อง โดยมีคุณพ่อเขาเป็นคนช่วยแนะนำ แต่พอมันเกิด โควิด-19 ขึ้น หนุนเขาก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่หมด ซึ่งพี่ตั้วเขาก็พูดว่าเขาจะต้องไปงานรับปริญญาลูกให้ได้ ส่วนน้องหนัง เป็นช่วงที่เขากลับมาจากเกาหลีพอดี เขาก็เลยได้มีโอกาสอยู่ดูแลคุณพ่อค่ะ”

ไม่คิดว่าจะจากไปกะทันหันแบบนี้
เปิ้ล : “พูดกันตามตรงเลยนะคะ เราไม่ได้คิดเลยว่าพี่ตั้วเขาจะไปกะทันหันขนาดนี้ ไม่ได้คิดเลยจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ เรายังวางแผนกันอยู่เลยว่าปีนี้จะไปหาลูกที่เกาหลีช่วงไหนดี หรือถ้าพี่ตั้วหายดีแล้วเราก็จะไปเที่ยวทะเลกัน เพราะเราชอบทะเลกันทั้งคู่ ส่วนหนุนที่เรียนจบ เราก็คุยกันว่าเขาจะมาช่วยอะไรเราได้บ้าง คือ ไม่ได้คิดอะไรเรื่องพวกนี้เลย มันกะทันหันมากค่ะ”

ร่ำไห้ถามตัวเองเป็นเรื่องจริงเหรอ
เปิ้ล : “เราพร้อมนะกับการทำงานหนัก พร้อมที่จะลุยงาน (ร้องไห้) แต่เรื่องของสภาวะจิตใจแน่นอนค่ะมันก็ต้องมีบ้างที่เรารู้สึกถามตัวเองว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องจริงเหรอ มันมีแว้บๆ เข้ามาบ้างเหมือนกัน”

“พี่ตั้วเขาเป็นคนที่มีหลายบุคลิกค่ะ เขาเป็นคนทำงาน เป็นคนจริงจัง เรื่องไหนที่เป็นเรื่องส่วนตัวมันก็จะเป็นสไตล์เขา คือส่วนตัวก็คือส่วนตัว ทุกคนต่างก็มีภาวะความเครียดของตัวเองอยู่แล้ว ทำไมเราจึงต้องเอาเรื่องของเราไปให้คนอื่นเขาคิดมากอีก เขาเป็นคนที่มองอะไรแบบนี้ อีกมุมเขาก็เป็นคนน่ารัก เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นคนเข้มๆ เป็นคนที่ดูจริงจัง แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีในบางจุด”

เอก : “ผมภูมิใจในตัวเขามากครับ เขาเป็นคนที่จริงจังในทุกเรื่อง เขาเป็นคนที่ทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่คิดถึงตัวเองสักเท่าไหร่ และก็ชอบเก็บความรู้สึกเอาไว้ ชอบแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งผมถือว่ามันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจนะ แถมเขาเป็นคนที่รักครอบครัวมากเลยด้วย ในฐานะพี่ชายผมก็ภูมิใจในตัวเขาที่สุดครับ”

อุทาหรณ์ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ มาเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
เอก : “เรื่องเกิดแก่เจ็บตาย มันก็เป็นเรื่องธรรมชาตินะครับ มันมาเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ทุกคนช็อก เราเองก็ช็อก แต่ช็อกแป๊บเดียวก็พอ เราดูไว้เป็นอุทาหรณ์ สิ่งนี้มันอาจจะเกิดกับใครก็ได้แม้กระทั่งตัวเราเอง สิ่งที่เกิดกับตั้วมันก็เหมือนทำให้เราได้เห็นว่าทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่มีใครคาดคิด เพราะฉะนั้นก็ใช้เวลาทุกขณะด้วยความไม่ประมาทล่ะกันนะครับ ฝากแฟนๆ ของตั้วทุกคน ให้ลองมองตั้วเป็นอุทาหรณ์เพื่อที่จะได้เกิดเป็นบุญกุศลแก่เขา ผมขอฝากแบบนี้แล้วกันครับ”

เผยภาพที่เห็นเขาไปอย่างสบาย
เอก : “ตั้วเขาสบายอยู่แล้วครับ ถามว่าทำไมผมถึงกล้าพูดอย่างนี้ เพราะในขณะที่เขาจะไปผมเห็นว่าเขาไปสบาย เขาอยากจะพักตอนไหน ผมก็บอกว่าให้เขาพัก เขาอยากจะนอนตอนไหนก็ขอให้เขาได้นอน และสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเอง ผมเองก็ได้แต่บอกเขาว่าให้เขาอยู่กับความสบายนี้ไปนะ”

ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้ง
เปิ้ล : “ขอบคุณแฟนละครของพี่ตั้วทุกคน ทั้งจากเพจในโลกออนไลน์ หรืออะไรก็ตามที่เขียนถึงพี่ตั้ว เปิ้ลอ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เปิ้ลขอบคุณมากจริงๆ และก็ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ในวงการบันเทิงที่ได้เขียนข้อความไว้อาลัย รวมถึงโทรศัพท์มาหา แต่เปิ้ลต้องขออภัยด้วยหากเปิ้ลไม่ได้รับโทรศัพท์ใคร เพราะช่วงนี้มันค่อนข้างวุ่น แต่ก็ขอขอบคุณค่ะ ขอขอบคุณทุกคนจริงๆ รวมถึงขออภัยที่ไม่ได้บอกอะไรใครเลย เพราะพี่ตั้วเขาขอไว้ว่าเขาอยากให้แข็งแรงก่อน เพื่อที่เขาจะได้มาบอกกับทุกคนด้วยตัวเองว่าการต่อสู้ของเขากับโรคนี้ มันเป็นอย่างไร เขาอยากจะบอกเอง”

6 วันนอน รพ. นิ่งและสงบ ไม่เจ็บปวด หรือทรมาน
เปิ้ล : “แต่ก็อย่างที่พี่เอกได้บอก ช่วง 5-6 วันที่ผ่านมา ที่เขานอนโรงพยาบาล เขานิ่งและดูสงบมาก เขาไม่ได้ดูเจ็บปวดหรือทรมานใดๆ เลย ขนาดคุณหมอถามว่าเขาปวดหรือเปล่า เขาก็บอกว่าไม่ปวด จะมีก็แค่อาการหายใจไม่ปกตินิดหน่อยๆ แต่ทุกอย่างมันก็ดีจนถึงวินาทีสุดท้าย เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของสุขภาพ เขาทำให้เราไม่ชะล่าใจ ไม่ลืมที่จะตรวจเช็กสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะถึงแม้ที่ผ่านมาเขาจะดูแลร่างกายอย่างดี แต่ช่วงเวลาที่อ่อนแอมันก็เกิดขึ้นได้ค่ะ”






























กำลังโหลดความคิดเห็น...