xs
xsm
sm
md
lg

“เรมี่” ภรรยา “ไมเคิล” โพสต์เศร้า หลังสามีจากไปไม่ทันได้ร่ำลา

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัว “ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล” หลังน้องชาย “ไมเคิล” ได้จากไปด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย ด้วยวัย 41 ปี หลังต่อสู้ได้เพียง 2 เดือน สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้แก่ครอบครัว โดยเฉพาะทางด้านของ “เรมี่” ภรรยาไมเคิล

โดย "เรมี่" ได้ออกมาเผยเรื่องราวระหว่างที่กำลังรักษาตัว "ไมเคิล" ว่าเธอต้องปิดบังความอ่อนแอ พร้อมสู้ไปกับสามีจนถึงวินาทีสุดท้าย

“เกือบ 2 เดือนที่ฉันต้องปิดบัง และอดทนเพื่อไม่ให้ใครได้เห็นความอ่อนแอ และสู้พร้อมๆไปกับคุณ ไม่เคยคิดที่จะประกาศให้โลกได้รู้ว่าฉันเศร้าโศกเสียใจมากแค่ไหน ต้องทำตัวว่าเหมือนไม่เกิดอะไร จนวินาทีสุดท้าย เราได้สู้มาสุดทาง ฉันรู้ว่าคุณสู้มากแค่ไหน พยายามที่จะหายใจมากแค่ไหน คุณร้องเรียกชื่อลูกชาย... เมซั่น ก่อนที่จะได้ใส่ท่อช่วยหายใจ แล้วก็สู้มาเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน และแล้วคุณก็จากไป ไม่ได้เอ่ยแม้แต่คำร่ำลา แต่ทุกครั้งที่ฉันมองคุณ ฉันรู้ว่าคุณต้องการอะไร

มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉันไม่เคยคาดคิดได้เลยว่า วันหนึ่งพายุลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตได้โหมกระหน่ำเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของชีวิต และจิตใจของฉัน

ในวันที่รู้สึกเหมือนยืนเพียงลำพัง น้ำตาไหลได้แทบทุกเวลา กับความเศร้า หดหู่กับสิ่งที่เข้ามา จะมีใครสักกี่คนที่จะเก็บความรู้สึก ซ่อนความอ่อนแอ ไม่ให้ใครได้เห็น เพราะทุกคนที่มองเรานั้น มองไปในทางเดียวกันว่า “ผู้หญิงคนนั้นช่างเข้มแข็งและยืนอยู่ได้อย่างไรในวันที่พายุลูกใหญ่พัดเข้ามาในชีวิตเธอขนาดนี้” ฉันได้แต่จ้องมองคนนี้ ... สามี และมองคนๆนั้น ... ลูกน้อย แล้วบอกตัวเองว่า นี่เรามาถึงจุดๆนี้ได้อย่างไร จุดที่คำว่าจะเอาไฟมาเผา หรือยิงปืนเข้าที่อกฉัน ฉันจะไม่มีความกลัว หรือความเจ็บปวดใดๆ เพราะจากนี้ไป จะไม่มีอะไรที่มาทำให้ฉันกลัวได้อีก “ ฉันรู้ในใจ ... ว่าฉันจะรักษา ... หรือปล่อยเค้าไปจากชีวิต”

ฉันจะสู้ ไม่ใช่เพื่อฉันเอง แต่เพื่อคุณกับลูก ... คิดถึงสามีเหลือเกิน .... 🖤


(ติดตามทุกข่าวสารในแวดวงบันเทิงทั้งหมดได้ที่https://mgronline.com/entertainment)


View this post on Instagram

เกือบ 2 เดือนที่ฉันต้องปิดบังและอดทนเพื่อไม่ให้ใครได้เห็นความอ่อนแอ และสู้พร้อมๆไปกับคุณ ไม่เคยคิดที่จะประกาศให้โลกได้รู้ว่าฉันเศร้าโศกเสียใจมากแค่ไหน ต้องทำตัวว่าเหมือนไม่เกิดอะไร จนวินาทีสุดท้าย เราได้สู้มาสุดทาง ฉันรู้ว่าคุณสู้มากแค่ไหน พยายามที่จะหายใจมากแค่ไหน คุณร้องเรียกชื่อลูกชาย... เมซั่น ก่อนที่จะได้ใส่ท่อช่วยหายใจ แล้วก็สู้มาเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน และแล้วคุณก็จากไป ไม่ได้เอ่ยแม้แต่คำร่ำลา แต่ทุกครั้งที่ฉันมองคุณ ฉันรู้ว่าคุณต้องการอะไร มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉันไม่เคยคาดคิดได้เลยว่า วันหนึ่งพายุลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตได้โหมกระหน่ำเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของชีวิตและจิตใจของฉัน ในวันที่รู้สึกเหมือนยืนเพียงลำพัง น้ำตาไหลได้แทบทุกเวลา กับความเศร้า หดหู่กับสิ่งที่เข้ามา จะมีใครสักกี่คนที่จะเก็บความรู้สึก ซ่อนความอ่อนแอ ไม่ให้ใครได้เห็น เพราะทุกคนที่มองเรานั้น มองไปในทางเดียวกันว่า “ผู้หญิงคนนั้นช่างเข้มแข็งและยืนอยู่ได้อย่างไรในวันที่พายุลูกใหญ่พัดเข้ามาในชีวิตเธอขนาดนี้” ฉันได้แต่จ้องมองคนนี้ ... สามี และมองคนๆนั้น ... ลูกน้อย แล้วบอกตัวเองว่า นี่เรามาถึงจุดๆนี้ได้อย่างไร จุดที่คำว่าจะเอาไฟมาเผา หรือยิงปืนเข้าที่อกฉัน ฉันจะไม่มีความกลัว หรือความเจ็บปวดใดๆ เพราะจากนี้ไป จะไม่มีอะไรที่มาทำให้ฉันกลัวได้อีก “ ฉันรู้ในใจ ... ว่าฉันจะรักษา ... หรือปล่อยเค้าไปจากชีวิต” ฉันจะสู้ ไม่ใช่เพื่อฉันเอง แต่เพื่อคุณกับลูก ... คิดถึงสามีเหลือเกิน .... 🖤

A post shared by R̥ḁm̥i̥e̥ B̥. 💋 (@ramiellie) on




View this post on Instagram

สาส์นจากครอบครัว 24/11/2019 ไมเคิล ได้สิ้นสุดลมหายใจอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 11.26 น. ที่อายุ 41 ปี 11 เดือน ไมเคิลได้ต่อสู้มากับโรคร้ายที่คร่าชีวิตของเขาภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน โดยไม่มีอาการบอกล่วงหน้า มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เขาพยายามสู้สุดชีวิตเมื่อทราบว่าตนเป็นโรคร้ายกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย เขาได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยความเศร้าโศกของครอบครัวและเพื่อน จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน Michael ended up breathing calmly and passed away At 11.26 am. the age of 41 years, 11 months. Michael has been fighting the disease that claimed his life in less than two months without any signs foretold. It happened very fast . He suffered from the last stage of stomach cancer. He tried to fight to live for his family. At the end ... He had to leave, never to return. จงหลับให้สบาย Rest In Peace Family 🖤

A post shared by R̥ḁm̥i̥e̥ B̥. 💋 (@ramiellie) on























กำลังโหลดความคิดเห็น...