xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) 11 ปี รักพัง “ตุ้ย-แอนนา” ทัศนคติไม่ตรงกัน การหย่าคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ตุ้ย ธีรภัทร์” ยอมรับ หย่า “แอนนา นาตาชา” มา 4-5 เดือนแล้ว เหตุเพราะทัศนคติการใช้ชีวิตไม่ตรงกัน พยายามปรับตัวแล้วแต่สุดท้าย การหย่าคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ขอจบก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ไปกว่านี้ เสียดายเวลา 11 ปี เริ่มต้นด้วยความรักแต่จบลงด้วยการจากลา



ตกเป็นข่าวเตียงหักมาตลอด 2 ปี สำหรับ “ตุ้ย ธีรภัทร์ สัจจกุล” กับ “แอนนา นาตาชา เปลี่ยนวิถี” อดีตนางแบบชื่อดัง มาวันนี้ตุ้ยได้เปิดใจด้วยสีหน้าเศร้า ยอมรับว่าขณะนี้ได้หย่ากับแอนนาเรียบร้อยแล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้แยกกันอยู่ และเพิ่งจะหย่าร้างกันเมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา

“ก็เป็นความจริงครับ ก็โดยประมาณนั้นครับ ก่อนหน้านั้นก็แยกกันอยู่สักพักใหญ่แล้วครับ 2 ปีที่ผ่านมาเตียงไม่ได้หักครับ ก็คงจะเหมือนชีวิตคู่ของหลายๆ คนแหละครับ มันก็คงจะมีทั้งราบรื่นบ้าง มีปัญหาบ้างครับ ก็ใช้คำว่าค่อนข้างจะเป็นช่วงที่จะปรับตัวเข้าหากัน แล้วก็ทำให้มันดีขึ้น แต่ว่าก็คงจะมาถึงจุดที่เราทั้งสองคน เห็นตรงกันแล้วก็ตัดสินใจกันด้วยเหตุและผล ที่จะเปลี่ยนสถานะครับ”

“สาเหตุหลักๆ คงจะเป็นเรื่องของทัศนคติแล้วก็เรื่องของมุมมองในการใช้ชีวิตที่อาจจะไม่สอดคล้องกัน ไม่เกี่ยวกับอายุที่ห่างกัน 5 ปี ผมไม่เชื่อว่าในมุมของอายุมันจะมีผล แต่ผมเชื่อว่ามันคงเป็นที่ความคิดและมุมมองของชีวิตมากกว่า”


ลูกอยู่ในความดูแลของ “แอนนา”
“หลักๆ คงจะอยู่ที่แอนนา แต่ว่าก็อยู่ไม่ไกลกันหรอกครับ”

ยันไม่มีมือที่ 3 ไม่ได้นอกใจ “แอนนา
“ไม่มีแน่ๆ ครับ ไม่มีมือที่สาม สาวๆ ไม่มีหรอกครับ ไม่มีครับ เพราะว่าที่ผ่านไม่คิดว่าประเด็นนี้จะมีผลอะไรทั้งสิ้นในการตัดสินใจ เรื่องทัศนคติมันก็คงจะเป็นระยะๆ นะครับ ผมคิดว่าคงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เวลามีความคิดเห็น มุมมองในเรื่องต่างๆ ก็ใช้เวลาปรับตัวในการที่จะดำเนินต่อในราบรื่นที่สุด แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดที่เราตัดสินใจตรงกัน”

เสียใจเริ่มต้นชีวิตคู่เพราะอยากสร้างครอบครัว แต่ต้องมาจบลง
“ก็แน่นอนครับ มันก็ต้องเป็นความเสียใจผิดหวังอยู่แล้ว เพราะว่าจุดเริ่มต้นคือการสร้างครอบครัว มันก็ต้องเกิดจากความตั้งใจที่ดีความรู้สึกที่ดีๆ ครับ ถ้ามันถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ของเส้นทางที่ดำเนินมาแล้วมันไม่สามารถไปต่อได้ ก็ต้องยอมรับความจริง แล้วก็คุยกันว่าเราจะตัดสินใจที่จะเปลี่ยนฐานะ เปลี่ยนบทบาท เป็นคุณพ่อและคุณแม่ ที่จะดูแลลูกที่น่ารักต่อไปครับ”

ไม่มีใครเป็นคนเอ่ยปากเลิกราก่อน แต่เป็นการตัดสินใจผ่านการพูดคุยกัน
“มันไม่มีใครเริ่มต้นครับ มันไม่มีจุดเริ่มต้น มันไม่ใช่ฉากหนัง เพราะฉะนั้นมันจะผ่านการพูดคุยกัน แล้วก็ยอมรับในธรรมชาติของกันและกันมากกว่า”

วันหนึ่งลูกจะเข้าใจและปรับตัวตามสัญชาตญาณ
“ถามถ้าตอนนี้ คือไม่ทราบหรอก ผมไม่ทราบว่าเขาเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เพราะว่าในมุมเรา เราก็มองว่าเขาก็คงต้องเข้าใจในวันหนึ่ง ก็ไม่ต้องเตรียมครับ ผมเชื่อว่าลูกผมก็คงจะมีสัญชาตญาณในการปรับตัว และเข้าใจด้วยเซนส์ของเขา”

“คือผมเชื่อว่าความรักระหว่างความเป็นพ่อเป็นแม่ก็ยังเหมือนเดิม ผมเชื่อว่าความรักเหล่านี้เขาสามารถรับรู้ได้ในความเป็นลูก แต่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนจะเป็นลักษณะไหน ผมเชื่อว่าผมคงตอบวันนี้ไม่ได้นะครับ แต่ผมแค่เชื่อว่าด้วยความรักของเราทั้งสองคนที่ยังพร้อมจะดูแลเขาต่อ เขาก็น่าจะมีพลังในความรักของพ่อแม่ในการที่จะเติบโตไปในโลกที่หมุนเร็วมากและปรับเปลี่ยนเร็วมากได้อย่างแข็งแรง”

เสียดายเวลา 11 ปีที่อยู่ด้วยกัน แต่ก็ต้องไปต่อ ยังไม่มีแพลนในอนาคตขอทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หายใจลึกๆ แล้วเดินต่อไป
“เสียดายอยู่แล้วครับ แต่ถามว่าเสียดายแล้วเราต้องเดินต่อไหม เราก็คงจะต้องเดินต่อ เอาตรงๆ เลยนะครับ ยังไม่ได้วางแผนอะไรทั้งสิ้น เพราะคิดว่าเราอยู่กับปัจจุบันและทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ หายใจลึกๆ ฮึบ และเดินต่อไป เรื่อง 11 ปีผมไม่ได้มองในเชิงของตัวเลข เวลา หรืออะไรก็ตามนะครับ เพราะผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เรามาพิจารณาในแนวนั้น ผมมองในมุมของทัศนคติมุมมองการใช้ชีวิตต่างๆ มันไม่สอดคล้องกันเท่านั้นเอง”

ปัญหาธุรกิจล้มละลายถูกยึดทรัพย์ไม่ใช่ประเด็นในการเลิกรา
“คือเรื่องธุรกิจมันเป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อนนะครับ ถามว่าเกี่ยวกับเลิกไหม ไม่เกี่ยว มันเป็นเรื่องของทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกันมากกว่า”

ถึงแม้จะเลิกกันแล้ว แต่ ณ วันนี้ยังรัก “แอนนา” ในฐานะเพื่อนที่ดี
“ก็รักในฐานะของ เอ่อ.. ของความเป็นเพื่อนที่ดี การเป็นทีมเวิร์กที่ดี และการที่เราจะแชร์ความรักของเราไปให้ลูกของเราให้ดีที่สุด แน่นอนว่าต่างคนต้องผ่านระยะเวลาของการเสียใจ แต่ว่าก็คงจะเป็นระยะเวลาที่เราต้องปรับตัว และเดินต่อไปในทิศทางที่เราคิดว่าเหมาะสมที่สุด”

ไม่ขอพูดถึงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน
“ถ้ารายละเอียดตรงนี้ต้องขออนุญาตไม่ชี้แจงดีกว่า”

เพิ่งจะแจ้งให้คุณพ่อ “บิ๊กหอย ธวัชชัย สัจจกุล” ทราบเรื่องหย่า
“พ่อผมก็อยู่อีกที่หนึ่งนะครับ นานๆ จะนัดกินข้าวกันที ท่านก็อายุมากแล้วก็เลยไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจไปรบกวนจิตใจ ตอนนี้ก็คุยกับท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ว่า...อ้าวหรอ แล้วก็หัวเราะฮ่าๆ คุณพ่อก็ให้กำลังใจตลอดในมุมของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตไหนๆ ในชีวิตก็ตาม มันก็เป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ คงไม่มีอะไรดีเสมอหรือว่าร้ายเสมอ ไม่ใช่สุขอย่างเดียวหรือทุกข์อย่างเดียว ทุกอย่างมันก็ปะปนกันไป เราก็แค่มีสติที่ดีและดำเนินชีวิตต่อไปให้สมดุลที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

ยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีปัญหามือที่ 3 แน่นอน แต่ถ้าวันหนึ่งจะมีใครเข้ามาก็เป็นธรรมดาที่จะต้องโดนจับตา
“ไม่มี ไม่มีแน่ๆ (หากในอนาคตมีใครใหม่ก็ต้องโดนจับตา) คือผมมองว่ามันอยู่ที่มุมมองว่าธรรมชาติของเราเป็นยังไง แน่นอนว่าในแรงกดดันหรืออะไรต่างๆ มันต้องมีเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเรียนว่าในการทำงานมาเกือบ 20 ปีแล้ว ก็มีทั้งเรื่องราวที่สุ่มเสี่ยงบ้าง เรื่องราวที่น่ายินดีบ้าง หรืออาจจะไม่น่ายินดีบ้าง ผมคิดว่ามันก็ปะปนกันไป แต่ถามว่ามันจะกระทบกับการตัดสินใจของเรามากน้อยแค่ไหน ผมก็คิดว่าในที่สุดแล้วก็อยู่ที่ตัวเราอยู่ที่ใจเราด้วย”

ยังตติดต่อพูดคุยกับ “แอนนา” มีความห่วงใยให้กันและกันตลอดเวลา
“คือถามว่าพูดคุยคือเราพูดคุยกันอยู่แล้ว และจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมาก มีความห่วงใยให้กันและกันตลอดเวลา เพราะยังไงก็ตามแล้ว เราก็ยังอยากสื่อสารความสุขกับลูกของเราอยู่ เพราะผมเชื่อว่าตรงนี้ก็ยังเป็นส่วนสำคัญอยู่ เพียงแต่ว่าก็เปลี่ยนชุดความคิดสักนิดหนึ่ง เปลี่ยนให้มันดำเนินไปได้อย่างราบรื่นที่สุด สำหรับเรื่องลูกไม่ต้องวางแผง เพราะว่ามันคงดำเนินไปตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ในฐานะของการเป็นพ่อแม่ไม่เปลี่ยน และจะไม่มีวันเปลี่ยนด้วยครับ”

ความล้มเหลวในชีวิตคู่ครั้งนี้ ทำให้ต้องกลับไปทบทวนข้อบกพร่องในตัวเอง
“ถ้ากับตัวเองก็คงจะต้องกลับมาทำความเข้าใจกับตัวเองบ้าง เพราะว่าวิกฤตครั้งนี้มันก็จะมีจุดที่เราต้องมองตัวเอง วิเคราะห์ตัวเองเหมือนกันว่า ในการเดินต่อไป เราบกพร่องตรงไหน แล้วจะแก้ไขข้อบกพร่องได้ยังไง แล้วจะทำให้มีกำลังใจกลับมาเดินต่อมีพลังในการทำงานต่อได้อย่างไร มันก็ต้องกลับมาคิดถึงข้อบกพร่องตัวเอง”

ยอมรับว่าเรื่องเวลาทำให้มีปัญหาในชีวิตคู่

“ในส่วนของเวลาแน่นอนครับ มันก็มีผลกระทบอยู่แล้ว คืออาจจะโดยธรรมชาติเราเป็นนักกีฬา เวลาลงสนามเราก็เต็มที่ ถามว่ามันมีส่วนเป็นผลกระทบไหม มันก็คงมีแหละ แต่ถามว่ามันจะเปลี่ยนธรรมชาติของการทำงานเราได้ไหมเนี่ย มันก็ต้องไปคิด มันยากพอสมควร เรื่องเวลาก็มีผลครับ ก็ยอมรับว่ามีผลครับ ซึ่งก็เคยคุยกันเรื่องนี้ ก็ต้องเคยมีบ้าง เราก็พยายามมาตลอดในการปรับ เรื่องเวลาก็จะเป็น 1 ปัจจัยเหมือนกัน ที่มันก็อาจจะทำให้ไม่ราบรื่นนัก ด้วยอาชีพเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าอาจจะเป็นธรรมชาติในสไตล์การทำงานเราเป็นแบบนี้”

การหย่าไม่ใช่คำตอบที่ดี แต่เป็นทางเลือกที่เห็นร่วมกันว่าเหมาะสมที่สุด
“ไม่ได้มองครับ แต่ว่าเป็นเรื่องของการพูดคุยกัน และคุยกันด้วยเหตุและผล ด้วยสติ แล้วก็เอาอารมณ์วางไว้ข้างๆ ก็คงจะเป็นทางเลือกที่เห็นร่วมกันแล้วว่าน่าจะเหมาะที่สุด คือมันไม่ใช่การบอกว่าว่าไม่มีความสุข แล้วเดินต่อไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนมันจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก เท่านั้นเอง”








กำลังโหลดความคิดเห็น...