xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) เมียเก่าแตกหัก “สามารถ” ฟ้องแบ่งสมบัติ-เคลียร์หนี้ ซัดไม่แฟร์ จะให้แค่ล้านเดียว และให้ไปแต่ตัว!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เปิดใจอดีตเมีย “สามารถ” สุดทนต้องฟ้องแบ่งสินสมรส เคลียร์ภาระหนี้สิน แฉฝ่ายชายบอกให้อะไรไม่ได้นอกจากเงินล้านเดียว และให้ไปแต่ตัว ลั่นไม่แฟร์เป็นลูกผู้ชายจะไม่ทำแบบนี้ จวกตอนรักทำทุกอย่างให้ได้มา



ถึงจุดแตกหัก วลัยทิพย์ ภพธีรธรรม หรือ หญิง อดีตภรรยาคนที่ 2 ของนักมวยชื่อดัง สามารถ พยัคฆ์อรุณ ตัดสินใจฟ้องอดีตสามีให้แบ่งสินสมรส และเคลียร์ภาระหนี้สินที่มีร่วมกัน คดีนี้ได้มีการฟ้องร้องกันตั้งแต่ปี 2560 แต่ตกลงกันไม่ได้ โดยวันนี้ (21 ส.ค. 62) ทั้งสองฝ่ายเดินทางมายังศาลจังหวัดมีนบุรี หลังศาลนัดสืบพยาน เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกในรอบ 2 ปี

โดยทางฝ่ายของ สามารถ ได้เดินทางมาพร้อมทนายความ แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ด้าน วลัยทิพย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์พร้อมทนายความ นายธงวัช วราสุวรรณ เผยว่า ตนอยู่กินกับสามารถ 10 ปี ก่อนจะหย่าร้าง ตอนนี้มีภาระหนี้สินร่วมกันคือค่ายมวย และบ้านย่านสายไหมอีก 2 หลังที่กู้เงินมาสร้างร่วมกัน ตนอยากแยกและแบ่งสมบัติกันไปเลย แต่ทางฝ่ายของสามารถไม่ยอม ทั้งยังบอกว่าจะให้แค่ 1 ล้านบาท ยอมรับเสียใจที่อีกฝ่ายทำแบบนี้ จวกไม่ยุติธรรม

“จริงๆ ฟ้องกันตั้งแต่ปี 60 แล้วค่ะ เป็นเรื่องการแบ่งสินสมรสค่ะ วันนี้ก็เป็นวันที่พี่สามารถต้องมาสืบพยานเป็นวันแรกค่ะ เหตุผลที่ต้องฟ้องคือเรื่องภาระหนี้สินที่มีร่วมกันค่ะ เพราะจริงๆ แล้วตอนหย่าก็คล้ายๆ จะตกลงกันรู้เรื่องนะคะ แต่พอหลังจากนั้นไม่นานพี่เขาก็กลับคำ เขาบอกว่าอยากได้อะไรก็ไปฟ้องเอา เรื่องของภาระหนี้สินต้องการยังไงก็ไปฟ้องเอา ก็ไม่มีที่พึ่งค่ะ ขอร้องให้ผู้ใหญ่ไปคุยเจรจาให้ แต่ก็ไม่ได้ผลค่ะ เขายืนยันแบบนี้ เหตุผลที่เขาไม่รับผิดชอบ เขาก็บอกว่าเขาไม่มีเงินให้ หญิงก็บอกว่าถ้าไม่มีเงินให้ก็น่าจะมาคุยกันนะ แล้วเขาก็บอกว่าไปฟ้องได้เลย เพราะว่าแม่แชมป์ที่เป็นอดีตภรรยาเขาที่มีลูกด้วยกันเตรียมทนายไว้ให้แล้ว แม่แชมป์ไม่ให้เขาเสียเปรียบ เขาพูดแบบนี้ค่ะ”

“ถามว่าหญิงเป็นภรรยาคนที่เท่าไหร่ ไม่ทราบว่าที่เท่าไหร่ แต่ที่จดทะเบียนและแต่งงานกันก็คือคนที่ 2 ค่ะ และในส่วนหนี้สินที่มีร่วมกันถามว่าประมาณเท่าไหร่ เรื่องนี้หญิงไม่แน่ใจนะคะในเรื่องของตัวเลข เพราะยังไม่ได้เช็กล่าสุด แต่ว่าเป็นหนี้สินที่เรากู้มาสร้างบ้านร่วมกันทั้งสองหลัง กู้มาทำค่ายมวยด้วยกัน ซึ่งการกู้นี้ก็เป็นชื่อร่วมกันทุกอย่างตั้งแต่แรกเลย ตั้งแต่เป็นพื้นดินไม่มีอะไรเลย จริงๆ การรับผิดชอบร่วมกันก็คือทำมาหาได้ร่วมกัน แต่ในวันที่เราจะแยกทาง เราก็ควรจะได้รับอะไรไหม ก็ถามเขาแบบนี้ เขาก็ตอบกลับมาแบบนี้ เรื่องราวก็เลยเป็นแบบนี้ค่ะ”

บอกเลิกกันก็อยากจะเคลียร์ทุกอย่างไม่ให้คาราคาซัง แต่ตนพยายามพูดคุยแล้ว ทั้งมีผู้ใหญ่เข้าช่วยคุย แต่ไม่สำเร็จ

“จริงๆ ตัวเลขหนี้สินไม่เยอะค่ะ แต่หญิงมองว่าคนเรามันเลิกกันแล้วก็ควรจะเคลียร์กันให้เรียบร้อยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชื่อร่วมกันในการกู้แบงก์ เพราะในเมื่อเราแยกกันแล้วยังจะมาเป็นหนี้ร่วมกันเหรอ แล้วถ้าเกิดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ชดใช้หนี้ล่ะ มันก็ต้องเดือดร้อนทั้งสองฝ่ายมั้ย ก็คิดแบบนั้น และตั้งแต่เลิกกันมาหญิงก็ใช้ส่วนที่บ้านหญิงอยู่ เขาก็ใช้ส่วนที่บ้านเขาอยู่ แต่มันก็ยังเป็นชื่อร่วมกันอยู่ดี ก็เลยอยากให้เคลียร์ไปซะทุกอย่าง ถามว่าที่ผ่านมาเราต้องรับผิดชอบอยู่คนเดียวไหม ก็ไม่เชิงอย่างนั้นค่ะ แต่ที่ผ่านมาก็ร่วมกันทำมาทุกอย่าง ก็รู้สึกเหนื่อยค่ะ”

“ที่ผ่านมาเราก็ต่อรองทั้งโดยตรง ทั้งทางอ้อมค่ะ การฟ้องนี่ก็ไม่ใช่ว่าต้องการจะมีเรื่องอะไรขนาดนั้น ก็คิดว่าเราคุยกันไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็อยากจะมีตัวกลาง เพราะว่าผู้ใหญ่ที่เรารู้จักก็คุยกับเขาหลายคนแล้ว เขาก็ยังยืนกรานอยู่แบบนั้น เราก็เลยคิดว่าไม่มีที่พึ่ง ก็มาพึ่งบารมีศาล ทีนี้พอพึ่งบารมีก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าศาลครอบครัวหรือเยาวชนท่านก็จะพยายามให้คุยกัน ให้ไกล่เกลี่ยกัน ไม่อยากให้เป็นเรื่องให้เป็นประเด็น ทีนี้ทุกครั้งที่ท่านเชิญให้มาไกล่เกลี่ยเขาก็ไม่เคยมาสักครั้ง ส่งแต่ทนายมา แล้วเราก็บอกว่าเราต้องการแค่นี้ แบ่งกันแบบนี้ดีไหม ทนายเขาก็ยืนกรานมาเลยค่ะว่าพี่สามารถบอกว่าให้อะไรไม่ได้นอกจากเงินล้านเดียว แล้วก็ให้ไปแต่ตัว มันก็เลยยาวมาถึงทุกวันนี้ค่ะ”

อัดบ้านเป็นชื่อตน อีกฝ่ายก็จะเอาไปด้วย และจะเอาทุกอย่าง แล้วให้ตนออกไปแต่ตัว จวกไม่แฟร์
“ที่หญิงฟ้องก็บ้านมีอยู่แล้วสองหลัง ก็คนละหลัง แล้วถ้าเกิดไม่มีเงินที่จะแบ่งปันกันก็น่าจะเอาอะไรที่มีอยู่ขายใช้หนี้ที่มีร่วมกันแล้วมาแบ่งกันดีไหม ก็ขอไปอย่างนี้เองค่ะตามสิทธิ ไม่ได้เรียกร้องอะไรที่มากกว่านี้ค่ะ แต่เขาบอกว่าได้แค่ล้านเดียวค่ะ แล้วบ้านที่เป็นชื่อหญิง ที่หญิงอยู่เขาก็จะเอาไว้ เขาจะเอาไว้ทุกอย่าง แต่ให้ล้านเดียว แล้วให้หญิงออกไป ตรงนี้ไม่มีใครรู้สึกว่ามันแฟร์หรอกค่ะ เพราะเราสร้างมาด้วยกันจริงๆ ค่ะ ตั้งแต่ที่ 2 ไร่ที่สายไหมเป็นพื้นดิน ลงเสาเอก เสาโทเราก็ทำกันเอง พี่สามารถกับหญิงก็ทำกันเอง ไม่ได้ไปจ้างพราหมณ์อะไรมาทำเลย ทำด้วยกันทุกอย่าง ไม่มีตังค์ทำบ้านก็ไปกู้แบงก์ร่วมกัน เป็นชื่อคู่กัน อยากทำค่ายก็กู้มาร่วมกันทุกสิ่งทุกอย่างค่ะ”

“ถามว่าความรักพอมันเป็นแบบนี้แล้วรู้สึกยังไง มันต้องเสียใจอยู่แล้วค่ะ แต่ว่าหญิงข้ามจุดนั้นมาแล้ว หญิงอยากให้พี่สามารถเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องไปฟังใครมาก ตอนเรารักกัน เราก็รักกันมา 10 ปี วันที่อยากได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มา แต่วันที่จากลามาทำแบบนี้มันไม่ใช่ค่ะ มันต้องคุยกัน ถามว่าเพราะมีบุคคลที่ 3 เข้ามาทำให้เขาเปลี่ยนไปหรือเปล่า เขาก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่ามีคนหาทนายไว้ให้เขาแล้ว หญิงมีคลิปเสียงด้วยค่ะ”

“เรื่องค่ายมวยที่บอกจะขาย แต่เขาเปลี่ยนใจ เราก็มีหลักฐานค่ะ แต่จริงๆ หญิงไม่ต้องการให้ขายอะไรหรอกค่ะถ้าเกิดเราตกลงกันได้ ถ้าพี่สามารถหามา พี่สามารถอยากทำคนเดียว พี่ก็เก็บไว้เลย หญิงค่อนข้างแฟร์ๆ แมนๆ อยู่แล้วค่ะ แต่ในเมื่อพี่สามารถบอกว่าไม่มีจะให้ ไม่รู้จะให้อะไร ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่สร้างร่วมกันมาก็เอาไปทำอะไรเพื่อให้ได้เงินมาแล้วชำระหนี้ แล้วแบ่งกันดีไหม ก็แค่นั้นเองค่ะ ปัญหาตอนนี้ก็คืออยากให้ชำระหนี้ด้วย และสิ่งที่เราร่วมทำกันมา เสียเวลาอยู่ด้วยกันมา โอกาสที่เราเสียไป พี่สามารถเป็นลูกผู้ชาย พี่สามารถก็น่าจะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร”

เผยไม่รู้อดีตสามีมีปัญหาเรื่องการเงินหรือเปล่า ภาวนาให้จบสวยๆ
“ถามว่าฝั่งนั้นเขามีปัญหาเรื่องการเงินด้วยหรือเปล่า ไม่ทราบเลยค่ะ ตั้งแต่แยกกันมาก็ไม่ได้คุยกันเลย หญิงพยายามโทร.ไปเขาก็ไม่รับสาย คือไม่ได้คุยกันมา 2 ปีแล้วตั้งแต่เลิกกันค่ะ ไม่ได้คุยกันเลย บ้านก็อยู่รั้วเดียวกันนะคะ ในพื้นที่ 1 ไร่ แต่โฉนดแบ่งแยกกัน ก็ไม่ค่อยได้เจอ เพราะหญิงทำงานต่างจังหวัด ถึงเจอพี่สามารถก็หลบค่ะ เคยโทร.มาก็ไม่รับ โทร.ไปเบอร์ของเด็กๆ ในค่ายเขาก็บอกว่าพี่สามารถไม่คุย ถ้าวันนี้ต้องเจอกันในศาลก็มีหลายอย่างเลยค่ะที่อยากจะคุย”

“คิดว่าจะจบในทางที่ดีมั้ยเหรอ ตอนนี้ไม่สามารถจะคิดแทนพี่เขาได้แล้ว เพราะพี่เขาเปลี่ยนไปเยอะ กาลเวลามันเปลี่ยน สิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลงมันไม่มีอยู่จริงหรอกค่ะ เขาเปลี่ยนไปแล้ว ถามว่าตัวเราคาดเดาว่าจะต้องจบยังไง ก็อย่าพูดว่าคาดเดาเลยค่ะ เรียกว่าภาวนาให้มันจบสวยๆ แล้วกันค่ะ แต่ก็มั่นใจในคุณธงวัช ทนายความค่ะ คือทนายของเราเขาไม่ได้วางหมากซะทุกอย่าง เขาปรึกษาหารือและมีความเมตตา เพราะในเรื่องของคดีครอบครัวมันต้องมีความเมตตา มันต้องได้เจรจากันอย่างนี้ค่ะ ทนายของเราเป็นแบบนี้ พูดคุยกันค่ะ”

ทางด้าน “นายธงวัช วราสุวรรณ” ทนายความ ก็เผยว่ามั่นใจในหลักฐานเอกสารที่มี แต่ก็พร้อมที่จะเจรจา
“จริงๆ เมื่อหย่ากันแล้วตามข้อตกลงตอนแรกเลยสามารถที่จะตกลงแบ่งกันได้ แต่เนื่องจากพอหย่ากันแล้วเขาไม่ทำตามข้อตกลง เราก็เลยจำเป็นต้องฟ้อง ฟ้องเพื่อให้แบ่งตามสิทธิเท่านั้นเอง ส่วนเงื่อนไขจะเป็นยังไง เมื่อมีการฟ้องร้องกันแล้วก็ขอให้คุยกันในคดี และอีกอย่างหลังจากที่มีการฟ้องคดีนี้แล้ว คุณสามารถเขาได้ฟ้องอีกคดีนึงเป็นลักษณะหนี้ตัวเดียวกันเลย ซึ่งเป็นทรัพย์สินนอกสมรส เป็นของคุณแม่คุณวลัยทิพย์เขา ซึ่งตัวนั้นเรามองไปว่ามันเป็นลักษณะฟ้องซ้อนกับคดีที่คุณวลัยทิพย์เป็นโจทก์ ซึ่งวันนี้ศาลก็กำหนดนัดทั้งสองคดี เราก็ต้องดูอีกทีว่าท่านจะมีแนวโน้มในการคุยหรือว่าจะให้ดำเนินการสืบพยานไปเลย ก็ต้องดูวันนี้ครับ ส่วนรูปคดีผมคงไม่อยากก้าวล่วงครับ”

“ลักษณะฟ้องซ้อนก็คือทรัพย์สินตัวเดียวกัน ก็เป็นทรัพย์สินที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งในที่ดินแปลงนั้นทางคุณสามารถได้มีการฟ้องแย้งในคดีที่คุณวลัยทิยพ์ฟ้องเป็นโจทก์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น คดีที่ 2 ที่เขาฟ้องมาก็คือเรื่องเดียวกันกับในคดีแรกที่เขาฟ้องแย้งมาครับ ก็คือเป็นลักษณะที่ว่าเราบังคับให้แบ่งสินสมรส ตัวที่เป็นหนี้ที่กู้ยืมมาด้วยกันโดยใช้หลักประกันของที่ดินทั้งหมดก็ต้องชำระให้หมด ส่วนที่เหลือก็แบ่งเป็นสินสมรสแค่นั้นเอง แต่มันมีที่ดินแปลงหนึ่งที่พูดถึงคือที่ขอนแก่น อันนั้นเป็นที่ดินส่วนตัว และปัจจุบันก็เป็นชื่อของคุณแม่คุณวลัยทิพย์ แต่เขาอ้างว่าเป็นสินสมรสอยู่ 30% ซึ่งตัวนั้นก็ต้องไปพิสูจน์กันที่ศาล”

“แนวทางการสู้คดีก็ต้องดูแนวโน้มของศาลวันนี้ว่าศาลจะไกล่เกลี่ยอีกรอบไหม เพราะก่อนหน้านั้นคุณสามารถไม่ได้มา ฉะนั้นก็ต้องดูอีกรอบว่าจะยังไง แต่เราก็มั่นใจในหลักฐานที่มีครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเอกสารสิทธิ ซึ่งโดยตัวแรกเลยจะเป็นที่ดินที่มีการจดทะเบียนอยู่แล้ว ฉะนั้นพยานหลักฐานเราค่อนข้างที่จะมั่นใจ แต่เราก็ไม่ตัดสิทธิในเรื่องของการเจรจาเพื่อที่จะหาข้อยุติ ซึ่งจริงๆ นัดไกล่เกลี่ยจะมีวันที่ 21-23 สิงหาคม แล้วก็วันที่ 28 สิงหาคมวันสุดท้าย ก็ต้องดูนัดวันนี้ เพราะดูแนวโน้มของศาลแล้วค่อนข้างที่จะอยากให้เจรจามากกว่า วันนี้ก็เป็นสืบพยานนัดแรก”