xs
xsm
sm
md
lg

เปิดคุก สัมภาษณ์ “แพท พาวเวอร์แพท” บาปหนักที่ทำให้แม่ร้องไห้ อีก 7 ปีพ้นโทษ อยากกราบเท้าแม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“แพท พาวเวอร์แพท” หมายเหตุ: ด้วยกฎระเบียบของเรือนจำที่ห้ามไม่ให้เผยแพร่ใบหน้าผู้ต้องขังสู่สายตาประชาชน
16 ปีแล้ว ที่อดีตนักร้องขวัญใจวัยรุ่น “แพท พาวเวอร์แพท” วรยศ บุญทองนุ่ม ถูกขังในเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี หลังเจ้าตัวถูกจับในข้อหาค้ายาเสพติด ศาลตัดสินจำคุก 50 ปี วันเวลาผ่านไป ตอนนี้แพทอายุ 39 ปี และยังคงต้องชดใช้ความผิดที่ตนเองได้กระทำลงไป รวมถึงใช้ทุกวินาทีในคุกพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อรอโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่จะไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก

ความผิดพลาดในชีวิตที่ผ่านมาของแพท ไม่ใช่แค่ทำลายอนาคตตัวเองจนย่อยยับ แต่ยังทำร้ายความรู้สึกของพ่อและแม่ คนที่รักแพทหมดหัวใจให้เจ็บปวดที่สุด ในโอกาสที่จะถึงวันแม่ 12 สิงหาคม ทีมข่าวบันเทิง “ผู้จัดการออนไลน์” ได้ขออนุญาตเข้าไปสัมภาษณ์แพทแบบ exclusive ในเรือนจำกลางบางขวาง ถึงบทเรียนราคาแพงที่เจ้าตัวเคยคิดว่าชีวิตนี้คงต้องตายในคุก หรือไม่กว่าจะพ้นโทษออกมา พ่อแม่ก็คงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว กลายเป็นความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจแพทมาตลอด ที่ทำให้แม่ร้องไห้เสียน้ำตา

จากอดีตนักร้องที่เสพยาจนเกือบช็อกตาย จากเสพถลำลึกไปค้ายา จากคนที่ไม่เชื่อในความดี นับถือนักร้องติดยาเป็นไอดอล ไม่ไหว้พระ ไม่เรียนหนังสือ ไม่เคยดูแลพ่อแม่ วีรกรรมสุดโต่งจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีอะไรดึงสติเจ้าตัวกลับมาได้ แต่เพราะพลังความรักที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ทำให้แพทเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ตั้งใจเป็นคนดีจนได้ลดโทษเหลืออีกแค่ 7 ปีก็จะได้รับอิสรภาพ ถึงวันนี้แพทได้รู้ซึ้งแล้วว่า “แม่” คือผู้ให้กำเนิด และเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่กับเขาอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้แพทยังเผยชีวิตหลังเรือนจำ ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจแฝงแง่คิดดีๆ มีประโยชน์ โดยเราจะแบ่งเป็น 2 ตอน ซึ่งตอนที่ 2 สามารถติดตามอ่านได้ในวันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม นี้

จุดเปลี่ยนของแพทที่ทำให้ไปยุ่งเกี่ยวยาเสพติด ทั้งที่เป็นนักร้องในวงการ น่าจะมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว กลับไปเสพยา และถลำลึกไปค้ายาจนโดนจับ

“ผมอยู่ในนี้เข้าปีที่ 16 ผมยังจำความรู้สึกแรกที่โดนจับได้ดี มันคาดไม่ถึงเพราะผมไม่ได้คิดอะไรเลย ตอนนั้นอ่อนประสบการณ์ชีวิต อายุ 20 ต้นๆ หลักๆ เลยต้องโทษตัวเอง และประจวบกับคบคนไม่ดีแล้วเขาชักจูง โน้มน้าวด้วยจิตวิทยา ด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ จนเราทำเพราะคิดว่าไม่เป็นอะไรหรอก (ทำไมจิตอ่อนไปเชื่อ ทั้งที่ก็น่าจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี?) ไม่เชิงเป็นนักร้องเป็นดาราแล้วจมไม่ลง แต่เป็นคนเชื่อใจคนง่ายเกินไป เพื่อนอยากทำอะไรก็โอเคทำๆๆ ขาดการยับยั้งชั่งใจ เป็นคนตามใจตัวเองมากเลย เริ่มแรกผมเสพก่อน แล้วถึงมาขาย (เหตุผลหลักที่ค้ายาเพราะอะไร หรือเพราะเห็นว่ามันรวยเร็ว?) ตอนนั้นผมไม่ได้คิดค้ายา เสพอย่างเดียว แค่มีให้เสพก็พอแล้ว ตอนนั้นก็ติดยาหนักเลยแหละ เล่นทุกอย่างยกเว้นเฮโรอีน ผมเอายามาจากกลุ่มเพื่อนที่คบ”

“มันเสี่ยงตั้งแต่ผมเข้าไปยุ่งกับยาเสพติดแล้วล่ะ ถ้าเข้าไปวงจรนั้นมันจะค่อยๆ ซึมไปเรื่อยๆ ที่เลิกไม่ได้ ที่ถลำลึกอยู่ที่ใจตัวเองมากกว่า ช่วงนั้นงานในวงการผมไม่ค่อยดีแล้วครับ และมีปัญหาธุรกิจด้วยโดนโกงจนเจ๊ง แล้วผมก็เป็นคนใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ตอนวัยรุ่นวันนี้หามาก็ใช้ไป ไม่ได้คิดถึงอนาคต นี่คือเหตุผลหลักๆ เลย ไม่รู้ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน”

“เหตุผลที่ผมไปเสพยา เพราะรู้สึกว่าคนอื่นไม่เข้าใจ คุยกับใครไม่รู้เรื่อง ส่วนที่บ้านผมก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร เหมือนรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ไม่ใช่เสพยาเพราะประชดชีวิต แต่ผมเสพยาเหมือนเป็นเพื่อน ผมเป็นคนที่ไม่ชอบไปห้าง ไม่ชอบที่คนเยอะๆ ไม่ชอบชีวิตในมหาวิทยาลัย จะบอกว่าติสต์จัดก็ได้ ผมรู้ว่ายาเสพติดมันไม่ดี แต่ตอนนั้นผมมองว่ายาเสพติดมันเป็นเพื่อน มันเป็นการผ่อนคลายจากการที่เราเหนื่อยกับสิ่งที่เจอ เบื่อกับปัญหา ก็เลยไปยุ่งกับยาเสพติด ตอนนั้นเราคิดน้อยไป ไม่ได้คิดแม้กระทั่งว่าถ้าติดยาขึ้นมาจะทำยังไง หรือโดนจับจะเป็นยังไง รู้แค่คดียาเสพติดโดนจับ 2-3 ปีก็ปล่อยออกมาแล้ว คิดแค่นี้จริงๆ ครับ”

“สมัยก่อนมันไม่เหมือนปัจจุบัน ผมเป็นวัยรุ่นที่ไม่เสพสื่อ และไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมไม่รู้ว่าคดีเสพติดกี่ปี มียาเสพติดครอบครองเพื่อจำหน่ายติดกี่ปี ถ้าจำหน่ายแล้วตำรวจล่อซื้อมีเบอร์แบงค์ก็จะหนักขึ้นไปอีกทวีคูณ หรือถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายแจกบรรจุภัณฑ์ก็จะถูกตีความเป็นการผลิต ซึ่งมันจะมีข้อกฎหมายยิบย่อยพวกนี้ที่ผมไม่รู้ มันก็เลยขาดความยั้งคิด”

ยอมรับผิดแบบลูกผู้ชาย ไม่เคยคิดถึงพ่อแม่ ไม่ผูกพัน ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 16 เจอพ่อ 2 ปีครั้ง มีนักร้องติดยาเป็นไอดอล
“ตอนนั้นไม่นึกถึงพ่อแม่เลยครับ ไม่ผูกพันกับครอบครัวเลย ความรู้สึกเฉยๆ มาก ผมเป็นลูกคนเดียว ตอนนั้นผมไม่สนิทกับคุณพ่อคุณแม่เท่าไหร่ เพิ่งมาสนิทตอนที่เข้ามาอยู่ในนี้(เรือนจำ) ผมออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 16-17 ปี ออกมาอยู่เอง เล่นดนตรี ใช้ชีวิตเองตลอด ทำให้ไม่ค่อยผูกพันกัน แต่ผมจะไปเจอแม่บ่อย ปีนึงก็หลายครั้ง แต่เจอพ่อปีละครั้ง ล่าสุดก่อนเข้ามาในนี้ผมเจอพ่อ 2 ปีครั้ง แล้วตอนนี้พ่อกับแม่เหมือนสบายใจมากที่ผมมาอยู่ในนี้ คือยังไงก็รู้ว่าผมอยู่ไหน(หัวเราะ) แม่มาเมื่อไหร่ก็เจอ แต่อยู่ข้างนอกตามตัวผมยากมาก”

“ผมเสพดนตรีร็อกของอเมริกัน และฝังหัวมาตั้งแต่วัยรุ่นตั้งแต่เริ่มเล่นดนตรี ผมจะรู้ว่าวิถีชีวิตของร็อกสตาร์เขาใช้กันยังไง เสพยา เจ้าอารมณ์ คลั่งเลย เหมือนลัทธิเลย เหมือนศาสนาของเรา พระก็ไม่ไหว้ ผมนับถือพุทธแต่ไม่เคยไหว้พระ ไม่มีความเชื่อศรัทธาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมไม่รู้นักร้องคนอื่นเป็นหรือเปล่านะ แต่ในตอนนั้นผมเป็นแบบนี้ มันเป็นวัฒนธรรม แต่ลองไปดูผลลัพธ์จุดจบสิ คนที่ผมชอบ ที่เคยยึดเขาเป็นไอดอล ขอไม่เอ่ยชื่อละกันนะครับ(ศิลปินต่างประเทศ) ตอนดังๆ เขาเล่นยา ทุกวันนี้ผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง บางคนก็ตายไปตั้งนานแล้ว บางคนยังไม่ตายแต่ชีวิตพังหมดแล้ว”

“ผมอยากจะฝากวัยรุ่นเลยให้ดูคนเหล่านี้เป็นตัวอย่างว่ามีจุดจบยังไง ตอนนั้นผมแยกแยะไม่ได้ รู้สึกแค่ว่ามันเท่ มันคือศาสดาของเรา คนที่เชื่ออะไรแบบนี้อาจจะเป็นเพราะความเชื่อ ความเป็นกบฏทางความคิดทางสังคมของเขา ตอนนี้ผมรู้แล้วเพราะโตแล้ว ไอดอลมีเยอะแต่ต้องเลือก ไม่ใช่จะเอามาเป็นไอดอลเราได้ทุกคน ไม่ใช่เขาเล่นยาแล้วเราจะเล่นบ้าง เขานักเลงแล้วเราจะนักเลงบ้าง มันไม่ใช่”

รู้สึกบาปมากที่ทำให้แม่ร้องไห้ ทำให้พ่อต้องโทษตัวเอง เป็นครั้งที่แพทเสียใจที่สุดในชีวิต
“แม่ร้องไห้บ่อยครับ เห็นน้ำตาแม่แล้วสะเทือนใจครับ ตอนแรกที่เกิดเรื่องผมรับไม่ได้ที่ได้เห็นน้ำตาแม่ และเอาจริงๆ ก็คือรับในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ด้วย ตอนนั้นผมเสียใจมาก เสียใจที่ทำให้แม่เสียใจ รู้สึกตัวเองบาปมาก พ่อด้วย ถึงพ่อจะไม่ร้องไห้แต่ผมก็รู้ว่าพ่อเสียใจและเป็นห่วงผมมาก และรู้สึกว่าพ่อโทษตัวเองด้วย พ่อไม่ได้พูดแต่ผมรู้สึกได้ว่าเขาโทษตัวเองว่าดูแลผมไม่ดีพอ เขาปล่อยปะละเลยเราเกินไป จนทำให้เราเป็นแบบนี้ ถ้าเขาเข้มงวดกับผมมากกว่านี้อาจจะไม่เป็นแบบนี้ นี่คือสิ่งที่พ่อโทษตัวเอง แต่ผมก็ได้บอกพ่อไปแล้วว่าไม่ใช่ความผิดของพ่อหรอก มันเป็นสิ่งที่ผมเลือกเอง”

“ที่ผ่านมาก็ได้ขอขมาพ่อกับแม่แล้วครับ แต่ยังไม่เคยกราบเท้าขอขมาท่านเลยครับ แค่ไหว้ขอขมาเฉยๆ (คิดว่าการขอขมาเพียงพอหรือยัง คิดว่าต้องทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่บาปที่ทำกับพ่อแม่อีกมั้ย?) ผมรู้ว่าพ่อกับแม่ได้ต้องการอะไรหรอก แต่ส่วนตัวผม ตั้งแต่คิดได้ก็ทำมาตลอด ก็คือทำตัวให้ดีขึ้น รู้หน้าที่ตัวเอง ต้องอยู่ให้รอดปลอดภัยจนวันที่ได้ออกไปข้างนอก และจะกลับไปดูแลเขาเพราะพ่อแม่ดูแลผมมานานแล้ว”

รู้ตัวเมื่อสายไป แพทเพิ่งรู้ว่าพ่อแม่รักตัวเองมากก็ตอนติดคุก ทั้งที่ตอนอยู่ข้างนอกไม่เคยดูแลพ่อแม่เลย

“16 ปีที่อยู่ในนี้ผมได้บทเรียนเยอะ ได้ชีวิตที่มันควรที่จะเป็น ทั้งความคิด ทั้งทุกอย่างในชีวิตเลยก็ว่าได้ ถ้าจะให้พูดให้ครบถ้วนยังไงก็ไม่หมด แต่ที่แน่ๆ เลยก็คือเรื่องครอบครัว ผมไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่เขารักผมขนาดนี้ ไม่เคยรู้สึกได้เลย เราจะรู้สึกได้ตอนเราแย่ ตอนเราลำบาก ตอนเราไม่เหลือใคร และเป็นคนสุดท้ายที่ไม่เคยทิ้งเราเลย จนทุกวันนี้ก็ไม่เคยทิ้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เคยทำตัวเป็นลูกที่ดีเลย ตอนเป็นนักร้องและเล่นละครหาเงินได้ให้เงินแม่บ้าง แต่ไม่เคยให้พ่อเลยครับเพราะไม่ได้สนิทขนาดนั้น ฟังดูแย่มากเนอะ ทั้งที่ตอนเด็กๆ เราก็รักและผูกพันเหมือนพ่อลูกทั่วไปนะ แต่อาจจะเป็นเพราะคิดว่าพ่อมีงานทำเป็นผู้ชายดูแลตัวเองได้ ก็เลยไม่ได้ให้เงินเขาเลย แล้วพ่อผมเป็นคนที่ไม่เคยเรียกร้อง พ่อเป็นคนที่ไม่พูด เขาจะไม่บอกเลยว่าผมจะต้องเป็นอะไรยังไง ให้เรียนรู้เอง”

“ตอนนี้ผมได้รู้ความสำคัญของครอบครัวว่าสำคัญต่อจิตใจ สำคัญต่อทุกอย่างในชีวิต ครอบครัวนี่คือที่สุดแล้ว ทุกวันนี้ถ้ามีโอกาสได้เจอพ่อกับแม่ในวันพบญาติใกล้ชิด ผมจะกอดจะหอมแก้มทั้งพ่อแม่ หรือกับพี่สาวที่ต่างพ่อ ทำแบบไม่มีอาย ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยทำ(ยิ้ม) พี่สาวผม ถึงจะต่างพ่อแต่เขารักผมมาก รักเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา พ่อผมก็รักเขาเหมือนลูกแท้ๆ”

ถึงกับเป๋ตอนที่รู้ว่าต้องติดคุก 50 ปี แต่ไม่เคยสิ้นหวังเพราะไม่อยากตายในคุก
“ผมเข้าใจดีว่าผมต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป นี่คือสิ่งที่เราต้องชดใช้ และผมก็มองไปข้างหน้าด้วยว่าอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ รับโทษเสร็จแล้วก็อยากออกไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็คือดนตรี ศิลปะ และทำสิ่งที่ผมเคยมองข้ามไป อย่างเรื่องครอบครัว ผมอยากออกไปดูแลครอบครัว (ตอนที่รู้ว่าตัวเองต้องติด 50 ปี เคยหมดหวังมั้ยว่าต้องตายในนี้ หรือถ้าได้ออกไปก็คงแก่มากแล้ว?) ไม่เคยหมดหวังครับ แต่ยอมรับว่าตอนตัดสินใหม่ๆ ก็งงกับตัวเองเหมือนกันว่าจะอยู่ได้ยังไงวะ ก็เป๋เหมือนกัน ความคิดก็แกว่งเลยล่ะ แต่ก็พยายามตั้งสติว่ามันจะมีหนทางไหนบ้างที่จะทำให้เราอยู่ในนี้น้อยกว่านั้น ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องตายในคุก ผมไม่อยากตายในนี้(ยิ้ม) ผมมีหลายอย่างที่อยากจะทำ ก็เลยเป็นแรงผลักดันที่ดีให้อยากออกไป มันก็เลยไม่เคยท้อแท้สิ้นหวังเลย”

“แรงผลักดันหลักๆ เลยก็คือยากออกไปดูแลพ่อแม่ เพราะเมื่อก่อนไม่เคยดูแลท่านเลย ปัจจุบันพ่อกับแม่แยกทางกันแล้ว ผมอยากกลับไปดูแลครอบครัว อยากออกไปเลี้ยงหลาน หลานกำลังน่ารัก ตั้งใจจะบวชให้พ่อแม่ และอยากกลับไปทำงานที่เราชอบก็คือดนตรี ไม่ได้คิดว่าจะได้กลับเข้าวงการเพราะคงยาก แค่คิดว่าอยากกลับไปทำเพลง ในฐานะไหนก็ได้ อาจจะเป็นนักดนตรีกลางคืน อาจจะเป็นจิตอาสาอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับดนตรี หรือทำเบื้องหลังก็ได้ อะไรก็ได้ที่ได้อยู่กับดนตรี แต่เพลงทำแน่นอน กีต้าร์เล่นแน่นอน แล้วก็เรื่องวาดรูป และงานศิลปะที่เราอยากต่อยอด”

แม้จะเข้มแข็งและมีความหวังว่าจะได้ออกมาอยู่กับพ่อแม่ แต่ลึกๆ ก็ทำใจมาตลอดว่าหากตนเองต้องติดคุก 50 ปีจริงๆ กว่าจะพ้นโทษออกมา พ่อกับแม่อาจไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว

“คิดครับ คิดตลอด เพราะที่ผ่านมาญาติผู้ใหญ่ก็เสียไปหลายคนแล้ว คุณย่า คุณปู่ คุณตา เสียไปหมดแล้วครับ แต่ผมก็คิดว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แล้วพ่อก็พูดตลอดว่าจะอยู่ได้ถึงวันที่ผมออกไปหรือเปล่าไม่รู้นะ เราก็ต้องปลงให้ได้ ถ้ามันจะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่เราห้ามไม่ได้หรอก ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงผมก็ต้องอยู่ให้ได้ ชีวิตต้องเดินต่อไป ก็คิดแค่ว่าจะทำในสิ่งที่เราทำได้ในตอนนั้นให้ดีที่สุด ถ้าขอได้ก็อยากให้พ่อกับแม่อยู่กับผมนานๆ เพื่อรอวันนั้น วันที่ผมออกไปหาครับ”

“การทำให้พ่อแม่เสียใจมันรู้สึกแย่มากนะครับ ผมได้รู้ซึ้งแล้วว่าอย่าทำเลย การเป็นพ่อแม่คนจริงๆ เขาไม่ได้ต้องการอะไรจากลูกมากหรอก แค่ลูกเป็นคนดี ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น แค่นี้พ่อแม่ก็พอใจแล้ว เมื่อก่อนผมอาจจะคิดว่าต้องประสบความสำเร็จ ต้องมีเงินเยอะๆ ค่อยกลับไปดูแลพ่อแม่ ความจริงไม่จำเป็นหรอก ถึงไม่มีเงินก็เป็นลูกกตัญญูได้ กตัญญูทำได้ตั้งหลายอย่างไม่ต้องใช้เงินก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรออะไร ทำเลยก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะเวลามันย้อนกลับไปไม่ได้ มีเงินก็ซื้อเวลากลับไปไม่ได้ เขาไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าให้ลูกคอยเป็นห่วงและดูแลเขาหรอก ไปหาพ่อแม่บ้าง โทร.หาบ้าง ไปกินข้าวด้วยกันบ้าง แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้ว”

ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง อีก 7 ปีพ้นโทษ เจ้าตัวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตั้งมั่นจะทำความดีถวาย ในหลวง รัชกาลที่ ๑๐

“ในวาระพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในหลวง รัชกาลที่ ๑๐ ที่ผ่านมา ผมได้ลดโทษ 4 ปีครึ่ง ผมรู้สึกดีใจมาก ขอบคุณพระองค์ท่านที่ให้โอกาส ผมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างมาก และผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้ลดโทษก็รู้สึกเช่นเดียวกัน และตั้งใจที่จะกลับตัวเป็นคนดี สังคมอย่าไปมองว่าปล่อยนักโทษออกมาแล้วจะทำให้สังคมมีเพศภัย ผมเข้าใจว่ามีคนไม่เชื่อว่าจะกลับตัวกลับใจจริงหรือเปล่า แต่มันส่วนน้อยครับ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกติดคุกยังไม่เข็ด พวกที่ติดแค่ปีสองปีมันไม่เข็ด แต่พวกที่ติด 10 ปีขึ้นไปจะรู้เลยว่าพวกเขาเอียนคุกมาก ไม่อยากกลับเข้ามาแล้ว มีแต่อยากจะกลับไปดูแลครอบครัว ดูแลพ่อแม่”

“ผมมีความตั้งใจไว้ว่า ถ้าออกไปแล้วอยากทำความดีถวายพระองค์ท่าน ผมจะแบ่งเวลามาเป็นจิตอาสาให้ทางเรือนจำ หรืออาจจะติดต่อไปทางกรมราชทัณฑ์มาเป็นวิทยากรพูดให้ความรู้กับนักโทษที่อยู่ข้างใน มาสอนดนตรี สอนวาดรูป ถ้ามีกลุ่มเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกันก็อาจจะพามาเล่นดนตรีให้ผู้ต้องขังฟัง มาให้กำลังใจเขาเหมือนที่เราเคยผ่านจุดนั้นมา ให้เขามีเครื่องยึดเหนี่ยว ให้เขาได้อยู่ในเรือนจำอย่างไม่สิ้นหวัง และมีความหวัง สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมอยากทำเพื่อตอบแทนในหลวงครับ”

“ณ ตอนนี้ผมเริ่มเห็นความหวังชัดขึ้นแล้วว่าจะได้ออกไปเมื่อไหร่ มันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เรายังไม่รู้ชะตากรรม โทษจริงๆ ผมเหลือ 7 ปี แต่ผมก็มีความหวังว่าจะได้ลดโทษอีก ทุกวันนี้ก็ประพฤติตัวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำตัวอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เขาควบคุม ถ้ามีโอกาสเกิดขึ้นเราจะได้มีสิทธิ์นั้น ผมอาจจะยื่นเรื่องขอวันลดโทษ ลดโทษกับอภัยโทษแยกกันนะครับ อภัยโทษคือกษัตริย์ให้ ส่วนวันลดโทษหรือพักโทษคือทางกรมราชทัณฑ์เสนอไป แล้วศาลสั่งให้มีการคุมประพฤติ คือออกก่อนแต่ต้องคุมประพฤติ อย่างเช่น ให้มารายงานตัวทุกเดือน ห้ามออกเกินพื้นที่ที่กำหนด และต้องใส่ข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ มันมีสิทธิ์ทำได้อยู่แต่ต้องรอเข้าเกณฑ์ที่เขากำหนดก่อน แต่ผมยังไม่รู้หรอกนะเพราะมันยังไม่ใกล้ที่จะทำตรงนั้นได้”

“ที่ผ่านมามีคนเข้าใจผิดเรื่องการอภัยโทษในวันพ่อวันแม่ครับ คนมักจะเข้าใจว่าได้ทุกปี ได้ทุกวันพ่อวันแม่ จริงๆ ไม่ใช่ครับ คือถ้าไม่มีวาระใหญ่ๆ เขาจะไม่ลดโทษให้ครับ แต่จะได้ลดในวาระเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวงครบกี่รอบ หรือในหลวงทรงครองราชย์ครบกี่ปี ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์ตรงนี้อยู่ครับ (เหลือ 7 ปี รู้สึกว่านานมั้ย รอได้มั้ย?) ไม่นานครับ อยู่มาขนาดนี้แล้ว(หัวเราะ) ภาพที่คิดไว้ถ้าออกไป อย่างแรกที่จะทำคือกราบเท้าพ่อกับแม่ครับ มันเป็นภาพที่สวยงามที่ผมอยากจะทำเป็นอย่างแรก”

เป็นแพทเวอร์ชั่นใหม่ จากคนที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่อยู่ในเรือนจำเรียนจนจบปริญญาตรี จากคนไม่เชื่อในความดี ไม่ศรัทธาพุทธศาสนา ตอนนี้สอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก จบแล้ว
“เมื่อก่อนไม่ไหว้พระเลย ไม่ศรัทธาพุทธศาสนาเพราะเราไม่เข้าใจหลักธรรมคำสอน ไม่เข้าใจแก่นของพุทธศาสนา แต่แม่ผมเป็นคนใส่บาตรทุกวัน แต่ผมไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่เชื่อเรื่องนรก เพิ่งมาเชื่อตอนเข้ามาอยู่ในนี้ เริ่มจากชีวิตในเรือนจำเขาก็ปลูกฝังเรื่องธรรมะอยู่แล้ว ประกอบกับก่อนหน้านี้ผมมีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านมา ทำไมชีวิตเราต้องมาเจอแบบนี้ พอได้ทบทวนตัวเองก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นเรื่องบาปกรรมที่เราเคยทำไว้หลายๆ อย่าง ก่อนหน้านั้นผมทำแบบนี้ผลมันจึงเป็นแบบนี้ ทำให้ได้รู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลหมดเลย”

“ทำให้ผมเข้าใจพุทธศาสนาว่าเป็นเรื่องของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของธรรมชาติ ทำอะไรก็ย่อมได้รับอย่างนั้น มันเป็นเรื่องของเหตุและผลที่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เรื่องที่งมงายจับต้องไม่ได้ แต่ในตอนนั้นผมมองไม่เห็นธรรมะตรงนี้เลย ในนี้เขาจะเปิดธรรมะเป็นเสียงตามสายให้ฟังทุกวัน กินข้าวไปแล้วก็ฟังพระเทศน์ไปด้วย ของทุกหลวงพ่อที่ดังๆ มีหมดครับ ตอนนี้ผมเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างหมดใจแล้ว ผมสอบธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก เขามีสอบทุกปี ผมก็ไปสอบ ตอนนี้ผมจบธรรมศึกษาชั้นเอกแล้วครับ

“อยู่ในนี้พระพุทธศาสนาช่วยได้เยอะเลยแหละ ยิ่งช่วงแรกๆ ที่เข้ามาผมก็ดึงมาใช้เรื่องการปลง การอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความจริง และการคิดถึงผลของการกระทำที่จะส่งผลให้เราได้รับในอนาคต สอนให้เชื่อในการกระทำความดี เชื่อในผลของความดี เมื่อก่อนผมไม่เชื่อนะ ความดีบางครั้งมันอาจจะเห็นผลช้าหน่อยแต่มันให้ผลมั่นคงและระยะยาว ในขณะเดียวกันถ้าทำบาปหรือทำผิดก็ต้องได้รับผลกรรมนั้นแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว ทำไม่ดีกับใครก็ต้องได้รับผลกรรมนั้นแน่นอน แม้กระทั่งการทำไม่ดีกับตัวเองก็ต้องมารับผิดชอบความผิดนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ผลของการกระทำทุกอย่างไม่ว่าดีหรือไม่ดีเราต้องได้รับมันทั้งหมด”

“อีกสิ่งที่ค้นพบตัวเองตอนอยู่ในนี้คือเพิ่งรู้ว่าตัวเองการวาดรูปเป็น เมื่อก่อนชอบศิลปะเพราะเรามาสายอาร์ตติสต์ วาดรูป รอยสัก ทุกอย่างที่เป็นศิลปะผมชอบหมด ชอบดูแกลลอรี่น่าจะซึมซับตั้งแต่เด็กแต่แค่ไม่เคยวาดรูปแค่นั้นเอง พอได้เข้ามาอยู่ในนี้มันมีเวลาผมก็เลยลองดู ถ้าจะนับจริงๆ ผมเริ่มวาดตั้งแต่อยู่โรงพักตอนโดนจับแล้ว ข้าวกล่องเป็นโฟมที่เขาแจก กินเสร็จผมก็เอาปากกาเขียนกล่องโฟม เหมือนระบายความรู้สึกก็เขียนไปเรื่อยๆ (ระบายอะไรออกมาบ้าง วาดตัวเองนั่งร้องไห้เหรอ?) ไม่ครับ ไม่ดาร์กขนาดนั้น(หัวเราะ) วาดรูปคนรูปทั่วไป พอเข้ามาในเรือนจำก็ได้รู้จักเพื่อนที่เคยเรียนวาดรูปมา ก็ขอคำแนะนำเขาก็วาดมาตั้งแต่ 15-16 ปีที่แล้ว เริ่มศึกษาการวาดรูปและฝึกเองมาเรื่อยๆ ก็มีพี่มีเพื่อนที่อยู่ข้างนอกซื้อหนังสือวาดรูปส่งเข้ามาให้เยอะเลยครับ”

“เรือนจำเปิดโอกาสให้เราได้วาดรูปกำแพง หรือให้วาดอะไรผมก็ทำหมด วาดมา 10 กว่าปีผมลองมาหมดทุกแบบ แต่ที่ชอบที่สุดคือสีน้ำและสีน้ำมัน ส่วนมากผมชอบวาดรูปคนครับ ภาพ portrait ผมวาดส่งไปเก็บไว้ที่บ้านเยอะเลย ถามว่าวาดเก่งหรือยัง ผมไม่กล้าให้คะแนนตัวเอง(หัวเราะ) ตอนนี้ผมเป็นครูสอนวาดรูปให้น้องๆ ในนี้ รูปที่ผมและเพื่อนวาดไว้ขายไปเยอะแล้ว เวลามีงานพบญาติใกล้ชิดผมจะวาดไว้เพื่อให้เขาเอาไปขาย เอาเงินเข้ากองทุนเรือนจำเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์วาดรูปให้น้องนักโทษรุ่นหลังๆ มาเรียนต่อ”

“อีกเรื่องที่ผมทำสำเร็จในนี้ก็คือ เรียนจบปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เขาจะส่งหนังสือมาให้เรา แล้วเราก็เรียนด้วยตัวเองครับ ถึงเวลาทำแบบฝึกหัดที่ต้องเก็บคะแนนเราก็ส่งงานไปทางไปรษณีย์ ส่วนวิชาภาคปฏิบัติจะมีอาจารย์เข้ามาสอนในนี้ ถึงเวลาสอบแต่ละเทอมก็สอบในนี้เลย เขาจะมีอาจารย์มาคุมสอบ ถ้าสอบตกก็สอบซ่อม ผมเรียนจบปริญญาตรีภายใน 4 ปี จบมาหลายปีแล้วครับ ตอนแรกตั้งใจจะจบภายใน 3 ปีครึ่ง แต่ผมวางแผนผิดเพราะมันจะมีบางวิชาที่ไม่ได้เปิดทุกเทอม แต่เปิดอีกเทอมนึง ก็เลยเรียน 4 ปี ถ้าอยู่ข้างนอกคงเรียนไม่จบ เพราะเมื่อก่อนไม่เชื่อในระบบการศึกษา เป็นคนมีแนวคิดกบฏต่อแนวคิดหลักทางสังคม(หัวเราะ) ความคิดเพิ่งมาเปลี่ยนตอนอยู่ในนี้ ที่เรียนเพราะอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ และอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าถ้าเราตั้งใจ เราก็สามารถทำได้นะ”

“ก่อนหน้านี้มีบางสื่อลงข่าวผิดด้วยนะครับ เรื่องผมจบปริญญาตรี 2 ใบ บางสื่อลงคณะผมผิดด้วยไปลงว่าผมจบนิติศาสตร์ก็มี แต่ผมไม่มีโอกาสแก้ข่าว ความจริงคือทุก 5 ปี กรมราชทัณฑ์จะจัดเรียกว่าเป็นวันของ มสธ.(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) เขาจะเอาบัณฑิตที่จบใส่ชุดครุยแล้วมาถ่ายรูป และเชิญสื่อเข้ามาทำข่าวว่ามีการเรียนการสอนแบบไหนอย่างไร ตอนนั้นผมมีการลงเรียนอีกใบนึงจริงๆ และเรียนไปแล้วจริงๆ แล้วระหว่างนั้นทางเรือนจำมีการจัดงานวัน มสธ.อีก ผมก็ได้ไปอยู่ในงานนั้นด้วย และมีนักข่าวมาทำข่าวก็ถามผม ก็เลยบอกว่าผมเรียนใบที่สองแล้วครับ เขาก็เลยคิดว่าผมจบแล้วก็เลยไปลงข่าว แต่จริงๆ หลังจากนั้นผมเรียนไปประมาณ 2 เทอมแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็เลยเลิกเรียนตัวนั้น และเปลี่ยนมาเรียนวิชาชีพจิตกรรมที่ในนี้เปิดสอน เป็น กศน. มีครูจากข้างนอกเข้ามาสอนวาดรูป ปริญญาตรีจบแค่ใบเดียวครับ อีกอันคือผมจบวิชาชีพจิตรกรรม”

เชื่อถูกกำหนดมาแล้วให้มาอยู่ในคุก ไม่อย่างนั้นคงเสพยาจนตาย สิ่งที่แพทมั่นใจที่สุดในชีวิตตอนนี้ คือการไม่กลับไปทำผิดอีก
“อยู่ข้างนอกกินเหล้า สูบบุหรี่ เอาทุกอย่าง เที่ยวจนเช้า นอนตีสี่ สุขภาพพังหมด ถ้าอยู่ข้างนอกก็คงตายไปนานแล้วแหละ(หัวเราะ) กับสิ่งที่ผ่านมาถามว่าเสียใจมั้ย มันไม่เชิงครับ เพราะลึกๆ เหมือนมันถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะคิดๆ ดูแล้ว ถ้าขืนผมยังใช้ชีวิตแบบนั้นตอนอยู่ข้างนอกคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ผมเคยช็อกยา 2 ครั้งแต่ไม่มีใครรู้ เพราะเล่นยาหนักมาก โอเวอร์โด๊ป ถ้าไม่โดนจับซะก่อน ดีไม่ดีผมคงตายเพราะเล่นยาไปแล้วก็ได้ เป็นเรื่องดีในเรื่องร้ายที่เจอ การได้มาอยู่ในนี้มีมุมดีเยอะ แม่มาเมื่อไหร่ก็เจอ(หัวเราะ)”

“คดียาเสพติดมีโทษสูง สู้คดียาก ได้ลดโทษน้อย ต้องคิดกันให้เยอะๆ เลย อย่ายุ่งกับมันจะดีที่สุด ถ้าโดนจับปัญหาตามมาก็เยอะ ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่ครอบครัวต้องมาลำบากด้วย ต้องหาเงินมาส่งเสีย ทุกวันนี้ที่บ้านก็หมดกับผมไปเยอะแล้วทั้งที่ตอนอยู่ข้างนอกไม่เคยให้อะไรเขาเลยคิดดูสิ มันทำให้ผมรู้สึกแย่มากเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกติดอยู่ในใจผมเลยแหละ ทางที่ดีอย่าทำผิดตั้งแต่แรก เพราะมันแก้ปัญหายาก และแก้ไม่ได้ด้วย ส่วนคนที่ทำผิดพลาดไปแล้วก็ไม่สายที่จะกลับตัวกลับใจ ถ้าคิดได้มันก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ ชีวิตมันเป็นครูเราอยู่แล้ว แต่ถ้าทำผิดซ้ำซากก็ต้องรับกรรมอีก เผลอๆ เจอหนักกว่าเดิม อันไหนที่ผิดพลาดไปแล้วเราก็เรียนรู้และไม่ทำอีกแค่นั้นเอง ให้มองไปข้างหน้าดีกว่า อย่าไปเศร้าโศกกับมันไม่มีประโยชน์หรอก เอาเวลามาใช้ชีวิตยังไงให้มันดีกว่าวันก่อนดีกว่า”


“ผมไม่กลับไปทำผิดอีกแน่นอน ผมพูดได้เต็มปาก และเป็นการให้สัญญากับตัวเองด้วย ผมได้เรียนรู้แล้วว่ามันเสียเวลา แล้วผมเอาสิ่งที่ผมอยากจะทำไปตั้งเป็นเป้าหมาย ถ้าผมกลับไปยุ่งยาเสพติดหรือทำผิดกฎหมายอีก ผมจะไม่มีโอกาสไปทำสิ่งที่ชอบอีกแล้วนะ อายุมากขึ้นขนาดนี้แล้ว อายุจะเข้าเลขสี่แล้ว ถ้าติดคุกอีกรอบก็แก่ตายในคุกแล้วล่ะ ฉะนั้นผมไม่กลับไปทำผิดอีกแน่นอน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมมั่นใจที่สุดในชีวิตแล้วตอนนี้ ไม่มีตังค์ก็ไม่เป็นไร แต่มีชีวิตอิสระข้างนอกดีกว่า”

เรื่องราวของ “แพท พาวเวอร์แพท” น่าจะเป็นบทเรียนให้ลูกทุกคนได้เป็นอย่างดี ความสุขของคนเป็นพ่อเป็นแม่ คงไม่อยากได้อะไรมากไปกว่า อยากให้ลูกเป็นคนดีและกตัญญู อย่าปล่อยให้อะไรๆ มันสายเกินไป จะได้ไม่มานั่งเสียใจภายหลัง





กำลังโหลดความคิดเห็น...