xs
xsm
sm
md
lg

“จิ๊ก เนาวรัตน์” กับประสบการณ์ศพไม่เงียบ! หวิดดับเพราะหลับใน โชคดีได้ผีสะกิด?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ยุคหนึ่งเธอคือนางเอกสาวสวยอันดับหนึ่งของบ้านเรา ยืนยันได้จากการคว้าตำแหน่งขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน และรองมิสออด๊าซอันดับหนึ่ง รวมถึงผลงานภาพยนตร์ที่ยาวเป็นห่างว่าว


ยุคหนึ่ง... เธอถูกมองว่าเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ที่มาพร้อมกับบุคลิกเฮฮา จนแลดูเพี้ยนๆ

สำหรับปัจจุบัน ชื่อของ “จิ๊ก เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์” คือหนึ่งในคนจิตอาสาที่ทำงานเพื่อสังคมกับงานที่ใครหลายคนไม่ค่อยจะพิสมัยเท่าไหร่นัก นั่นคือ “แต่งหน้าศพ”

ระยะแรกๆ ที่ตกเป็นข่าว หลายคนอาจจะคิดว่าเธอทำงานอาสานี้แบบเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย ทว่านับจากวันที่เริ่มจับเครื่องมือแต่งเติมความสวยครั้งสุดท้ายให้กับร่างที่ไร้ลมหายใจถึงตอนนี้ก็เป็นเวลานานกว่า 5 ปีเข้าไปแล้วที่ในเกือบจะทุกๆ วันเธอจะต้องขับรถไปโรงพยาบาลรามาธิบดี จัดการแต่งหน้าศพซึ่งเฉลี่ยวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 ศพก่อนจะไปทำงานของตัวเอง

“คือถ้าไปทุกวันก็มีทุกวัน แต่บางทีต้องเพลาๆ ลงหน่อย เพราะว่าบางครั้งก็เหนื่อย ปกติแต่งวันหนึ่งก็เป็น 10 ศพนะ ก็เหนื่อยเหมือนกัน ขับรถกลับมาบ้านก็เพลียแล้ว ต้องอาบน้ำ แล้วจะงานต่อก็ต้องรีบแต่งตัวไปงานต่อ...ตอนนี้ก็น่าจะ 5 ปีแล้ว หลายร้อยศพแล้ว แต่งทั่วๆ ไปแล้วตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลรามาธิบดี”

คำบอกเล่าจากนักแสดงหญิงวัย 61 ปี ที่เธอยอมรับว่าบางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยมากๆ และอยากจะหยุดงานจิตอาสานี้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหยุดได้สักที...“เราไม่ใช่ว่าอยากจะแต่งก็แต่ง อยากจะเลิกก็เลิก ก็ถึงเวลาแต่งถ้าระยะเวลาไหนที่เราไปเมืองนอกหลายๆ วันไม่ได้แต่ง เรากลับมาบ้าน อยู่บ้านสักพักก็รู้สึกว่าต้องไปแต่งหน้า มันทิ้งไม่ได้ อาจจะขาดช่วงไป แต่มันทิ้งไม่ได้”

แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่หลายคนอยากจะรู้ก็คือ มาทำงานแบบนี้เคยเจอเรื่องแปลกๆ หรือไม่? เกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า...“เรื่องเข้าฝันมันอาจจะมีบ้าง ไม่มีบ้าง ก็อาจจะเป็นจิตหลอนของเราเอง แต่เราก็พยายามคิดว่าทันมันไม่มีหรอก มันเป็นเรื่องที่อาจจะคิดไปเองซะมากกว่า แล้วก็สิ่งที่เราทำมันเป็นสิ่งที่ใจรัก คนอื่นบางคนเอาก็จะกาว่าเราทำเพราะอยากดัง แต่เราก็ไม่แคร์คนอื่น ชีวิตเราเกิดมา อยากทำอะไรก็ชีวิตของเรา จนทุกข์จะสุขก็ตัวเรา”

“อยากทำอะไรก็ตัวเรา คนอื่นจะพูดอะไรก็ไม่สนใจ เพราะถือว่าการที่เราลงมาทำแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่ดูถูกกันไม่ได้ มีหลายสิ่งที่เราไปแตะต้องก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำตรงนี้ แล้วเราก็ไม่แคร์คนอื่น”

เขาจะมาขอบคุณเราหรือเปล่า?
“เขาก็อาจจะอยากมาขอบคุณ มาทักทาย เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่ไปจากโลกนี้แล้ว ในระหว่าง 7 วันเขายังไม่ไปไหนหรอก เขาก็จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับญาติพี่น้อง คนที่เขาอยากรู้จัก อยากขอโทษ อยากขอบคุณ มันจะอยู่ใน 3 วัน 7 วันนี้แหละ พอเผาแล้วเขาก็จะไปเกิด แล้วแต่เขาเลือก”


พร้อมเผยประสบการณ์สุดระทึกขับรถแล้วหลับใน แต่โชคดีที่เหมือนมีใครมาตบหน้าจนได้สติกลับมา
“มีครั้งหนึ่งกำลังขับรถแล้วง่วงนอนมาก เอาไม่อยู่ แล้วก็มีอะไรในรถทำให้เราตกใจ จนทุกวันนี้ยังเฉลยไม่ได้เลย ว่ามันมีอะไรดำๆ ผ่านมาในรถ มันคืออะไร ทุกวันนี้เวลาจะหลับ มันก็จะคิดถึงภาพนั้น ก็ไม่เคยหลับเลย คือครั้งนั้นเรียกได้ว่าหวิดหลับใน ถ้าชนก็คือไปเลย เสียบไปใต้รถแน่นอน”

“ทุกวันนี้ภาพนี้ก็ยังอยู่ ภาพที่เหมือนมีอะไรมาตบหน้า ให้เราตกใจ ผ่านมาหลายปีแล้ว เราก็ยังคิดถึงภาพนั้นตลอดเวลา เวลาที่จะง่วง เราก็หาคำตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เราก็ไม่กล้าที่จะพูด เพราะจริงหรือไม่จริง เราให้คำตอบไม่ได้ ไม่มีใครให้คำตอบได้ทั้งนั้น แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันเป็นสิ่งเตือนใจเรา ว่าเวลาขับรถอย่าหลับใน”

แม้จะเจอเรื่องแปลกๆ มากมาย แต่ใครจะเชื่อว่าจริงๆ แล้วเจ้าตัวไม่เชื่อเรื่องลักษณะนี้เลย
“คือเราเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ไง บางครั้งเราก็คิดว่าเขาก็อยากจะช่วยนะ ถ้ามันเป็นสิ่งลี้ลับจริงๆ เขาก็อยากจะขอบคุณ จะช่วยเหลือ แต่เราไม่เคยเล่นหวย ไม่เคยซื้อลอตเตอรี่ ใครมาขายเราก็จะบอกเขาว่า ขอบคุณนะพี่ พอแล้วเราไม่อยากรวยแล้ว เรากลัวมากกับการซื้อลอตเตอรี่ เพราะว่าการซื้อลอตเตอรี่มันทำให้หัวใจวุ่นวาย ทำให้ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ มันลุ้นในเรื่องที่ไม่หน้าจะลุ้น เราไปลุ้นเรื่องอื่นดีกว่า ขายบ้านดีกว่า”

“วันนี้คนจะมาซื้อบ้านเรา เราลุ้นว่าเขาจะชอบไหม จะซื้อไหม ลุ้นอันที่มันเป็นไปได้จริงๆ หรือจะเอาอะไรไปขาย เขาจะซื้อไหมวันนี้ หรือวันนี้จะมีงานชิ้นโตเป็นโฆษณา ลุ้นดีกว่าว่าเขาจะเอาเราไหม อันนี้มันน่าลุ้นมากกว่า แต่ถ้าลุ้นลอตเตอรี่เราไม่เคยลุ้น ไม่เคยซื้อเลย แต่ถ้ามีคนมาให้ก็เอา แต่ควักซื้อเรายังไม่เคยรู้เลยว่าเขาขายเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าขี้เหนียวนะ (หัวเราะ)”

เชื่อระหว่างตนกับศพที่แต่งให้บางครั้งก็เป็นเรื่องของดวงที่ต้องเจอะเจอกัน
“จริงๆ มันก็เคยมีเหตุการณ์หนึ่งค่ะ เป็นคู่แม่ลูกเป็นประชาชนทั่วไปนี่แหละ คือแม่เขาดูโทรทัศน์แล้วเห็นเรา แม่เขาก็เลยบอกกับลูกว่าถ้าหากแม่จากไปแล้ว ขอให้พาพี่จิ๊กไปแต่งหน้าให้แม่นะ และปรากฏว่าอยู่มาวันหนึ่งคุณแม่เขาได้เสียชีวิตจริงๆ เป็นการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ลูกเขาก็เลยต้องการทำตามคำขอของแม่ นั่นคือการให้พี่ช่วยไปแต่งหน้าให้”

“โดยวิธีการของเขาที่เขาใช้ในการตามหาตัวเราก็คือ เขาโทร.หาสถานีโทรทัศน์ทุกช่องเลยค่ะ เพราะเขาเข้าใจว่าการที่เราเป็นนักแสดงทุกช่องเขาต้องมีเบอร์โทรศัพท์ของเราอย่างแน่นอน ตอนแรกทางช่องเขาก็ปฏิเสธที่จะให้เบอร์ติดต่อเรานะคะ เนื่องจากว่ามันเป็นของส่วนตัว แต่พอเขาได้อธิบายเหตุผลว่าคุณแม่เขาได้ขอไว้ และเขาก็อยากจะมอบสิ่งนี้ให้กับแม่เพื่อเป็นของขวัญก่อนเผา ก็ทันทีเลยค่ะทางช่องที่เขาติดต่อไปก็ให้เบอร์โทร.เราทันทีเลย พอเราทราบเรื่องเราก็หิ้วกระเป๋าไปช่วยแต่งหน้าให้เขาที่วัดกู้ โชคดีมากวันนั้นเป็นวันที่เราเคลียร์งานเสร็จเร็ว เหมือนจังหวะมันได้จริงๆ มันเป็นแบบนั้นเลย”

เคยตั้งคำถามกับตัวเองมั้ยว่ามาทำตรงนี้ทำไม? แล้วทำแล้วมันได้อะไร?
“มันช่วยเราได้เยอะ ในกึ่งหนึ่งเราเกิดความสบายใจ เกิดความรู้สึกว่าเป็นกัลยาณมิตรให้เรารู้ว่าคนเราเกิดมาก็แค่นี้ รวยเป็นพันล้านก็เอาไปไม่ได้สักคนหนึ่ง ก็นอนอยู่อย่างนี้ทุกคน ทุกอย่างเหมือนกันหมดเลย เราแต่งมาหมดแล้ว ตั้งแต่คนรวยร้อยล้าน ถึงคนที่เช็ดกระจกแล้วตกลงมา ก็นอนอยู่ข้างๆ กัน เราเห็นมาหมด เลยปลง”

“แล้วเรื่องการปลงมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ชอบความหลอกลวง ไม่ชอบการโกหก นั่นจึงทำให้ทุกวันนี้เรากลายเป็นคนที่คบกับคนอื่นยาก เพราะถ้าหากเราเจออะไรที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีเราก็จะพูดตรงๆ จึงทำให้หลายๆ คนไม่ค่อยชอบนิสัยของเรา แต่เราก็ไม่รู้จะช่วยยังไง”

“คืออาชีพของเรา เราเป็นนักแสดง มันก็เหมือนเราหลอกลวงคนดูด้วยการแสร้งเป็นคนอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นในชีวิตจริงของเรา เราจึงอยากที่จะพูดความจริง เวลาเห็นอะไรไม่ดีเราก็จะพูดตรงๆ ฉะนั้นคนที่เขารับความจริงไม่ได้เขาก็จะไม่ชอบเรานักหรอก แต่ก็อย่างที่บอกเราเองก็คงเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่นไม่ได้เหมือนกัน เราก็เป็นของเราอย่างนี้อยู่แล้ว”


ที่ผ่านมามีข่าวว่ามีปัญหาเรื่องของอุปกรณ์ เครื่องมือที่ไม่พอ ตอนนี้ยังมีปัญหานี้อยู่มั้ย?
“ก็มีบ้าง บางคนเขาก็บริจาคมาจริงเขาให้มาจริงนะคะ แต่มันก็ค่อนข้างที่จะเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ไม่ได้ คือต้องบอกก่อนว่าเราเองก็มีหน้าที่เป็นคนตรวจเช็กเครื่องสำอางด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นบางคนเขาก็ส่งครีมสำหรับทากลางคืนมาให้ใช้ หรือส่งครีมกันแดดมาให้ใช้ อารมณ์มันเหมือนเขาอยากจะโละมากกว่า

คิดดูง่ายๆ คุณคิดว่าคนที่เสียชีวิตเขาจะไปโดนแดดที่ไหน มันต้องเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นที่ใช้ คือถ้าคุณจะให้ทั้งทีคุณก็ควรที่จะดูดีๆ นิดหนึ่ง อย่าบริจาคมาเหมือนกับเราเป็นถังขยะ พวกครีมกันแดด ขนตาปลอม เพชร กากเพชร จะให้พี่เอาไปทาให้เขาตรงไหน

จริงๆ ของที่ใช้มันก็มีไม่เยอะหรอกค่ะ ก็แค่ฟองน้ำ รองพื้น ที่โกนหนวด หวี สเปรย์ แป้ง ที่ทาตาเล็กน้อย ลิปสติกสีอ่อนๆ แค่นั้นเองค่ะ อย่างบางคนที่ส่งของมาให้ก็มีนะคะ ลิปสติกสีม่วง คือจะให้เราเอาไปทำอะไรนอกจากทิ้งลงถังขยะ หรือบางครั้งเปิดถุงบริจาคออกมาน้ำก็ไหลตามมาด้วยเลยเพราะเขาบรรจุมาไม่ดี แถมยังเลอะเต็มไปหมด ก็เลยต้องทิ้ง”

กลายเป็นภาระเราไป?...“ถูกต้องค่ะ ซึ่งแบบนั้นมันไม่ได้ แถมยังทำให้เลอะถังขยะโรงพยาบาลเปล่าๆ เพราะมันใช้ไม่ได้หรอก อย่าทำเลยค่ะ”

สำหรับงานในวงการบันเทิงนั้น อดีตนางเอกเบอร์หนึ่งของบ้านเราเผยว่ายังคงรับเล่นละครอยู่แต่น้อยมากเพราะเลือกมากขึ้นเนื่องจากตนเองมีงานประจำอยู่แล้วนั่นเอง

“ก็เล่นละครนะคะ แต่ก็เลือกนิดหนึ่ง เล่นน้อยลง เพราะว่าเราก็มีงานประจำทำของตัวเอง อย่างตอนนี้งานประจำก็มีรายการทีเด็ดลูกหนี้ แล้วก็มีละครค่ะ แล้วก็มีเป็นที่ปรึกษา เหมือนเป็นพีอาร์เรียกแขก หาแขกให้กับโรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน ที่ทำเพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบค่ะ ชอบทำงานโรงแรม ทำงานเกี่ยวกับด้านบริการ ชอบดูแลเทกแคร์”

พร้อมฝากบอกไปยังคนที่ต้องการเข้ามาทำงานจิตอาสาไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ควรมาด้วยใจรักจริงๆ ไม่ใช่แค่ต้องการจะโปรโมตตัวเอง..."อยากอธิบายให้หลายคนฟังว่าการทำหน้าที่ตรงนี้เราต้องทำเพราะใจเรารักจริงๆ ไม่ใช่อยากแต่งเพราะมองเห็นว่ามันคือแฟชั่น ประมาณว่าเข้ามาช่วยแต่งแค่ 2-3 ศพ ก็หนีกลับ พอตามให้มาช่วยกันก็ไม่เอาแล้ว แบบนี้มันไม่ใช่นะคะ"

“แล้วตัวเราเองก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปสอนด้วย เพราะคนสอนเองก็รู้สึกถอดใจไปด้วยเหมือนกัน เราต้องบอกก่อนว่าเวลาที่เราสอนใครเราก็จะทำให้เขาดูตลอดว่าเราต้องทำอะไรกับผู้เสียชีวิตบ้าง เราต้องคอยสัมผัสเขา ต้องคอยบอกเขาว่าการที่เขาจากไปนั้นมันคือสิ่งที่สูงสุด และจากนี้ก็ขอให้เขาได้เดินทางไปหาภพที่เขาอยากอยู่ให้ได้

จงอย่าเสียใจและอย่าร้องไห้ อย่ายึดติดกับอะไรทั้งสิ้น เราจะพูดแบบนี้ผ่านหูผู้เสียชีวิตทุกท่าน จากนั้นเราก็จะมอบตะเกียงเล็กๆ ให้กับเขา 1 อัน พร้อมกับบอกเขาว่า ‘ให้ถือตะเกียงนี้เอาไว้เพื่อช่วยส่องทาง ไม่ว่าแสงมันจะริบหรี่แค่ไหนก็ต้องพยายามทำให้มันสว่างให้ได้’ เป็นตะเกียงที่ใส่เข้าไปในโลงให้กับเขาค่ะ”

“ส่วนตัวเองถ้าถามว่าจะทำตรงนี้ไปอีกนานมั้ย? ก็คงทำของเราไปเรื่อยๆ เพราะมันก็คงขึ้นอยู่กับบุญและวาสนาของเราด้วยเหมือนกันว่าเราจะทำไปได้อีกนานแค่ไหน อย่างทุกวันนี้เวลาที่เราได้มีโอกาสเข้าไปแต่งหน้า เราก็เหมือนได้เรียนรู้ไปทุกๆ วันนะว่าเราจะสามารถทำใจได้แค่ไหนกับการตาย และอย่าไปเสียดายกับชีวิตที่เกิดมา ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นคนที่ชอบนั่งวิปัสสนาเหมือนคนอื่นๆ แต่เราก็ได้มาเรียนรู้จากการทำหน้าที่ตรงนี้ค่ะ...”


กำลังโหลดความคิดเห็น...