xs
xsm
sm
md
lg

"เอไทม์" ตอบแล้ว วิทยุจะตายไหม หลังตัวเลขรายได้ครึ่งปีแรกลดลง ชู "ธุรกิจโชว์บิส" แข็งแรง ไร้คู่แข่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ตัวเลขรายได้ลดลง แต่ไม่ตาย "เอไทม์" ต่อลมหายใจวิทยุ ขายพ่วงออนไลน์,อีเวนต์ พัฒนาคอนเทนต์ไปสู่รายการทีวี แฮปปี้ยังติดอันดับต้นๆ ในทุกๆ ทาง ฟุ้ง "โชว์บิส" ยังยืนหนึ่ง แต่จัดถี่ๆ ไม่ได้ มั่นใจแตกต่าง "เช้นจ์" คอนเซปต์ชัดเจน เตรียมรับดีเจหน้าใหม่ มีความสามารถทุกด้าน ไม่ได้เสียบแทนคนเก่า แต่ก็ต้องรู้ตัวเองจะอยู่ได้นานแค่ไหน

"คนยังฟังวิทยุอยู่อีกเหรอ?"
น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนในปัจจุบันยังค้างคาใจ แต่การหาคำตอบให้ก็คงจะไม่ยากเพราะถ้าประเทศไทยรถยังติดแบบขยับเท่ามดก้าว วิทยุก็ถือว่าเป็นส่วนนึงในชีวิตคนที่ใช้รถและต้องติดเหง็กกลางถนน ซึ่งการแข่งขันในยุคนี้อาจจะไม่ดุเดือดเท่าสมัยก่อน แต่กุลยุทธ์ที่จะเอาคนฟังอยู่ตลอดทั้งวันนั้นยากกว่า

งานนี้ “สมโรจน์ วสุพงศ์โสธร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร 3 คลื่นวิทยุในเครือ เอ-ไทม์ มีเดีย อาทิ “กรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม , อีเอฟเอ็ม 94, ชิล ออนไลน์” รวมถึงธุรกิจผู้จัดคอนเสิร์ต “เอ-ไทม์ โชว์บิส” เผยว่าทุกวันนี้การทำวิทยุ "ยังอยู่ได้" แต่อาจจะ "อยู่ยาก" ไม่ใช่เพราะมีคู่แข่งเยอะ แต่ช่องการเลือกฟังของผู้เสพมีหลายช่องทาง จึงทำให้ “เอไทม์” วันนี้ต้องขยับตัวไปสู่โมเดลธุรกิจ “A-Time Media Solutions 360 องศาที่เป็นมากกว่าวิทยุ” พร้อมเผยกลยุทธ์พิชิตคนฟังและแฟนประจำของ "โชว์บิส" ที่เดินทางมากว่า 14 ปี กับราคาบัตรที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีคู่แข่งมากขึ้นก็ตาม

"โดยภาพรวมของธุรกิจวิทยุอาจจะลดลง 5% ตั้งแต่มกราคมที่ผ่านมาจนถึงครึ่งปีแรก แต่เรายังโชคดีตรงที่เรามีแพลตฟอร์มดิจิตอลเข้ามาช่วย ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ลดลงมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว คือลดทั้งระบบรวมไปถึงอุตสาหกรรมทีวีด้วย และการที่เอเจนซี่มาลงโฆษณากับเอไทม์ เขาคุ้มแน่นอน เพราะเราติดอันดับต้นๆ ในทุกช่องทาง"

"ซึ่งถามว่าเราได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรอบข้างไหม ตอนนี้เรายังไม่กระทบ เพราะเราเป็น 360 องศามีครบทุกวงจร ซึ่งแน่นอนตอนนี้รายได้อันดับ 1 ของเอไทม์ก็ยังคงเป็นวิทยุในสัดส่วน 70% ต่อมาก็เป็นโชว์บิส 30% และก็เริ่มมีน้องใหม่ที่เป็นออนไลน์ รวมไปถึงอีเวนต์ต่างๆ ที่ลูกค้าให้โจทย์เรามา"

"เพราะในยุคนี้ถ้าทำวิทยุอย่างเดียวคืออยู่ยาก วันนี้ทุกสื่อก็ต้องขยายไปทิศทางใหม่ๆ เพราะสุดท้ายไลฟ์สไตล์คนอยู่บนมือถือส่วนใหญ่ ไม่ใช่เขาจะเลิกฟังวิทยุจากเครื่องรับนะ เพราะถ้ารถติด เขาก็เปิดวิทยุฟัง และถึงที่ทำงานไม่เปิดคอมพ์ก็เปิดจากโทรศัพท์ฟังจากเน็ต ซึ่งก็ตรงตามผลสำรวจ เพราะคนส่วนใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งก็ฟังจากแอปพลิเคชั่น ซึ่งเราก็เริ่มจากการฟังวิทยุผ่านอินเตอร์เน็ตมาก่อน และเราเริ่มรู้ว่ากระแสมันเริ่มมาแล้ว เราก็เริ่มทำแอปพลิเคชั่นเป็นเจ้าแรก และพอ ก.ค.ก็จะมีเวอร์ชั่นใหม่ จะสามารถดูคอนเทนต์ของเอไทม์ รายการต่างๆ รวมอยู่ในแอปฯ เดียวกัน"

"อย่างที่บอกว่าเอไทม์มีเดีย 360 องศามีเดียโซลูชั่นตอนนี้เราครบเลยครับ ทั้งวิทยุ, คอนเสิร์ต, อีเวนต์, ออนไลน์และการสร้างคอนเทนต์ต่างๆ เพราะบางรายการในวิทยุก็สามารถพัฒนาไปเป็นรายการทีวี ซึ่งอยู่ในกระบวนการคิดอยู่ หรืออย่างคอนเสิร์ตที่เหลืออยู่ตอนนี้มี 3 คอนเสิร์ต The Lyrics of Love : Greatest hits Of Dee Boyd, Green concert หมายเลข 22 The Lost Rock Songs, คอนเสิร์ต 22 ปี โบ สุนิตา"

"ซึ่งธุรกิจโชว์บิสของเอไทม์เป็นธุรกิจที่มีผลตอบรับได้ดีมาก และกำไรค่อนข้างดี แต่เราไม่สามารถจัดได้เยอะๆ ภายในหนึ่งปี เพราะการจัดคอนเสิร์ตมันต้องมีช่วงโปรโมต ไม่งั้นมันจะทับกัน ซึ่งสัก 5 คอนเสิร์ตกำลังดีต่อหนึ่งปี รวมไปถึงองค์ประกอบสถานที่ แม้ตอนนี้จะมีคู่แข่งเยอะ แต่เราต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะศิลปินที่สามารถจัดอิมแพค พารากอนได้นั้น มันมีไม่เยอะหรอก มันจึงขึ้นอยู่ว่าเราจะเอาโจทย์อะไรไปครอบเขาไว้"

รุกหนัก ชูคอนเทนต์เด็ดในวิทยุก้าวสู่หน้าจอทีวี ย้ำตัวเลขบนหน้าปัดตอนนี้ยังจำเป็น แต่ดีใจคนส่วนใหญ่จำแบรนด์ของแต่ละคลื่นได้ เผยโปรเจกต์รับสมัครดีเจหน้าใหม่ไม่กระทบจิตใจดีเจรุ่นเก่า
“และตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนมาถึงครึ่งปีนี้เราได้เต็มที่ 100% ไปแล้วในส่วนของออนไลน์ แต่ถามว่าเต็มที่ได้อีกไหม เรายังสามารถทำเต็มที่ได้มากกว่านี้อีก ก็เลยต้องมามุ่งตรงนี้ให้มากขึ้น แต่ถ้าเทียบในธุรกิจรวม ตัวเลขอาจจะยังไม่ได้ใหญ่มาก แต่เราหวังว่ามันต้องโตมากขึ้นแน่นอน ปีนี้เราเริ่มสะสมคอนเทนต์ สะสมเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพุธทอล์กพุธโทรหรืออังคารคลุมโปงที่อาจจะต่อยอดไปเป็นรายการทีวี อาจจะทำเป็นซีรีส์สั้นๆ หรืออาจจะทำออกมาในรูปแบบรายการ How to ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการตั้งเป้าเอาไว้"

"ในส่วนของการแข่งขันของวิทยุถ้าเทียบกับสมัยก่อน คิดว่าในสมัยนี้ค่อนข้างแข่งขันน้อยลง เพราะเท่าที่เหลืออยู่เป็นผู้เล่นเจ้าหลักๆ ที่เหลืออยู่ แต่มันเหนื่อยมากขึ้น เพราะมีหลายแพลตฟอร์มที่ต้องแข่งขันกันมากขึ้น มีคนเคยบอกว่าวันนี้คนทำสื่อไม่ใช่ว่าครีเอตคอนเทนต์อะไรให้โดนอย่างเดียว แต่มันต้องคิดต่อว่าใน 1 วันเราจะสามารถดึงเวลาให้คนมาอยู่กับเราได้กี่ชั่วโมง"

"อย่างเวลารถติดคนก็จะเปิดวิทยุฟัง เพราะถ้าฟังแบบสตรีมมิ่งมันก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าอินเตอร์เน็ต แต่วิทยุคือฟังฟรีได้เลย แต่วิทยุก็ยังไม่ตายนะ ซึ่งถ้าใครทำวิทยุอย่างเดียวจะอยู่ยาก แต่ถ้าคุณมีดิจิตอลแพลตฟอร์มให้คนอยู่กับมือถือได้ คุณก็จะได้ไปต่อ"

"หรือถ้าดูจากต่างประเทศวิทยุของเขาก็ยังไม่ตาย ของเราล้าหลังกว่าเขาเกือบ 10 ปี เพราะเขาเป็นวิทยุดิจิตอลแล้ว ข้อดีคือฟังวิทยุดิจิตอลด้วยเลขๆ เดียว มันก็สะดวกสำหรับคนฟัง แต่ของเราฟังได้แค่กรุงเทพฯ เพราะมันยังเป็นระบบอนาล็อคอยู่ แต่ต้องรอว่าถ้าเป็นดิจิตอลก็น่าจะดีขึ้นมาอีกนิดนึง เพราะมันจะทำให้คลื่นเรากระจายไปทั่วประเทศมากขึ้น แต่ไม่รวมการฟังในมือถือนะ แต่ข้อเสียมีอยู่นิดนึงคือคนต่างจังหวัดจะมาให้เขาเสียค่าเน็ต เขาก็คงไม่มาเสียหรอก"

"แต่สิ่งที่เป็นกังวลจากการวิทยุมาเป็นดิจิตอลนั้น เครื่องเสียงมันจะเปลี่ยนทันไหม เพราะมันไม่สามารถฟังจากวิทยุรุ่นเดิมได้ แต่ว่าข้อดีที่สังเกตจากรถยี่ห้อใหม่ๆ วิทยุจะเป็นดิจิตอลแล้ว ก็เลยเชื่อการฟังบนรถไม่มีปัญหาหรือเครื่องเสียงรถยนต์เขาก็อาจจะเปลี่ยน เพราะเขาจะได้ฟังคลื่นที่เขาชอบได้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้าวันนี้มีการปรับเปลี่ยนไป เอไทม์เราพร้อมเสมอ ซึ่งตอนนี้ กสทช. ก็เริ่มทดสอบแล้ว"

"และในปัจจุบันการประมูลเลขหน้าปัดคลื่นทุกครั้งก็ปีต่อปีแล้ว เพราะตอนนี้ไม่ค่อยมีคนลงมาเล่นธุรกิจนี้สักเท่าไหร่เหมือนกับธุรกิจโทรทัศน์ และ ณ วันนี้ตัวเลขบนหน้าปัดวิทยุก็ยังจำเป็นสำหรับเราอยู่ แต่ความจำเป็นมันจะน้อยกว่าสมัยก่อน เพราะวันนี้ทุกคนเน้นแบรนด์ดิ้งมากกว่าตัวเลข และเอไทม์เราก็เปลี่ยนตัวเลขมาเยอะมาก"

"ซึ่งเป็นข้อดีที่คนฟังจนจำแบรนด์ได้มากกว่าตัวเลข แต่เราก็ยังสู้อยู่ เพราะเราคิดไว้แล้วว่าเราไม่ใช่แค่ทำวิทยุอย่างเดียว เราจึงมีหนทางทำอย่างอื่นได้เยอะมาก (แต่จากผลสำรวจคนฟังคลื่นกรีนเวฟกับชิลออนไลน์ ตัวเลขคนฟังไม่ห่างกันมาก? ทำไมไม่เลือกทำออนไลน์ไปเลย) แต่ในแง่ของรายได้ต่างกันมาก รายได้วิทยุก็ยังสูงกว่าเยอะ เพราะเรตราคามันต่างกัน และตัวลูกค้าเองก็มีข้อมูลเหมือนที่เรามีอยู่ว่าคนก็ยังฟังวิทยุ"

"ผลสำรวจออกมาแม้จะมีคนฟังแบบสตรีมมิ่ง แต่เขาก็ยังฟังวิทยุสลับไปเพราะการฟังสตรีมมิ่งแบบเพลย์ลิสต์รายชื่อเพลงมันก็จะซ้ำวนไปวนมา มันก็เบื่อ ก็เลยต้องหันมาฟังดีเจพูดบ้าง รวมไปถึงเรายังมีแพ็กเกจขายให้ลูกค้าไม่ใช่จะออนแอร์ในวิทยุอย่างเดียว เราอาจจะมีการตัดเป็นคลิปลงในโซเซียลในช่องทางต่าง จึงทำให้มูลค่าแพ็กเกจไม่ได้ลด แต่แบรนด์ของคุณจะได้กระจายไปในทุกช่องทางที่เรามีอยู่"

"รวมไปถึงในอนาคตเราอาจจะเพิ่มอีกหนึ่งคลื่นออนไลน์เพื่อรองรับโครงการดีเจ นิวเฟรช ดีเจหน้าใหม่ ซึ่งที่เราเปิดรับเพราะเราต้องการแตกขยายไปทำรายการ ซีรีส์ที่เราได้บอกไปแล้ว เพราะนิวเฟรชที่เราอยากได้ ไม่ใช่แค่พูดเก่ง เปิดเพลงเก่ง แต่ต้องมีความสามารถรอบตัว เป็นพิธีกร มีพื้นฐานแอ็กติ้ง"

"เพราะวันนี้การสร้างหนึ่งคนขึ้นมา มันต้องมีความสามารถได้รอบด้าน ซึ่งก็เข้ากับเทรนด์ของเด็กรุ่นใหม่ที่มีความสามารถรอบตัว อีกอย่างเราเน้นคาแรคเตอร์มากกว่าหล่อสวย แต่ดีเจรุ่นเก่าๆ ก็ยังอยู่ ไม่ได้เอามาแทนใคร และเขาก็ต้องรู้ด้วยตัวเขาเองว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน มันไม่ได้อยู่ที่บริษัท มันขึ้นอยู่กับตัวเองด้วย ถ้าคุณยังเฟรช มีความสามารถคุณก็อยู่ได้นาน แต่ในแง่ของการสร้างคนใหม่ทุกองค์กรก็ต้องสร้างอยู่แล้ว ไม่งั้นก็จะไม่มีคนมาเพิ่มเติม"

ยิ้มกว้าง “เอไทม์โชว์บิส” กระแสดีบัตร SOLD OUT เผยกลยุทธ์ความต่างในความคิด ไม่ซีเรียสถูกเปรียบเทียบกับเจ้าอื่น ยืนยันไม่มีขึ้นราคาบัตรแน่นอน
"และในตอนนี้เอไทม์โชว์บิส ค่อนข้างเปิดกว้างร่วมงานกับกับทุกคน เพราะงานเราหลากหลายมากขึ้น อย่างป๋าเต็ด ยุทธนาก็เคยร่วมงานกับเอไทม์มาตั้งแต่กรีนคอนเสิร์ตครั้งแรกเลย และคราวนี้ก็กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ก็เลยชวนมานั่งคุยกันและตกลงทำกรีนคอนเสิร์ตในครั้งนี้"

"แต่ปีหน้าก็ว่ากันอีกทีว่าเราจะจับมือกับใครอีก เพราะปีนี้กระแสโชว์บิสค่อนข้างดุเดือดมาก (ยิ้ม) (แต่หลายคนคนสงสัยว่าโชว์บิสเอไทม์กับโชว์บิสของเช้นจ์แตกต่างกันยังไง?) ก็น่าจะเป็นที่คอนเซปต์มากกว่า และรายละเอียดสคริปต์ จริงๆ ก็ต้องถามคนดูว่าเขารู้สึกยังไงบ้างหลังดูคอนเสิร์ตของเราจบ ซึ่งหลายคนอาจจะสับสน แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องดูระยะยาวต่อไป ว่าอันไหนเป็นของใคร"

"และจริงๆ ก็ไม่ได้มีแค่ 2 เจ้า เพราะก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังทำโชว์บิส เพราะภาพจำของเอไทม์โชว์บิสคือความต่างในความคิดของรายละเอียดคอนเสิร์ต แต่เราไม่ได้เอาไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะมันคงไม่เหมาะ ซึ่งสำหรับเราๆ อยากให้คนดูตัดสิน ว่าหลังจากดูเอไทม์โชว์บิสจบแล้ว รู้สึกยังไง"

"และในส่วนการเลือกศิลปินก็ต้องกลับไปถามคนดูว่าคนดูอยากดูอะไร เพราะพอคอนเสิร์ตจบ เราก็ได้ทำการสำรวจทุกครั้ง เรามีข้อมูลอยู่ว่าเขาชอบอะไร ซึ่งถ้าเจ้าไหนจับทางได้แม่นกว่ากัน ก็จะประสบความสำเร็จมากกว่ากัน สรุปแล้วทุกอย่างสู้กันด้วยข้อมูลและคอนเซปต์ที่ครอบ พูดกันตรงๆ ศิลปินเรโทรมีกี่คน แต่มันขึ้นอยู่กับที่ว่าเราจับพวกเขามาเข้ากับคอนเซปต์อะไร และเอไทม์เป็นเจ้าเดียวที่มักจะสร้างคอนเซปต์ครอบศิลปิน ซึ่งก็ขายบัตรได้เต็มทุกรอบ"

"และในการทำโชว์บิสในปัจจุบันอย่างที่ทุกคนคงทราบว่าค่าลิขสิทธิ์แพงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่แกรมมี่ที่แพงขึ้นเท่านั้น ที่อื่นเขาก็ขึ้นเหมือนกัน มันก็อาจจะกระทบต้นทุนเพราะราคาบัตรเราไม่ขึ้นราคา เพราะตั้งแต่เราทำโชว์บิสมา เรารู้เลยว่าคนดูพร้อมจะควักเงินจ่ายแค่ไหน และทีมโชว์บิสของเอไทม์จะรักคนดูมาก"

"ยืนยันว่าจะไม่ขึ้นราคาบัตร แถมยังเพิ่มเติมเข้าไปมากกว่าทุกๆ ครั้งที่จัดคอนเสิร์ตซะอีก ซึ่งเราอาจจะไปเพิ่มตรงหาสปอนเซอร์เพิ่มขึ้น หรือหาแพ็กเกจใหม่ๆ มาเสริม ซึ่งหลายคนอาจจะยังคิดว่าเอไทม์ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงแกรมมี่หรือเปล่า แต่จริงๆ จ่ายเหมือนข้างนอก วิทยุก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เหมือนคนอื่นนะ"