xs
xsm
sm
md
lg

"เปิ้ล" โหด เลี้ยงลูกแบบหน่วยซีล จับโยนทิ้งกลางทะเล อนาคตลูกอยากแปลงเพศ จะหาหมอที่แพงที่สุด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ฮาร์ดคอร์สุดๆ "เปิ้ล นาคต" เลี้ยงลูกเหมือนหน่วยซีล โยนทิ้งไว้กลางทะเล เผยนาทีเผชิญพายุกลางเขื่อน โชคดีที่รอด บอกแม่ไม่มีสิทธิ์ห้าม ลูกเกิดมาชาติเดียวอย่ามาห้าม ลั่นพร้อมดันลูกให้สุดทาง แม้ในอนาคตอยากแปลงเพศ ก็จะหาหมอที่แพงและดีที่สุดในโลกให้ ปลื้มใจ "น้องออกู๊ด" ไม่ตาเหล่แล้ว อยากกราบเท้าหมอ

หลังจากครอบครัวเผชิญหน้าพายุกลางเขื่อนศรีนครินทร์ จ. กาญจนบุรี ถึงขนาด "จูน กษมา ศิลาชัย" ซึ่งห่วงลูกชาย "น้องออก้า" และ "น้องออกู๊ด" ออกปากไม่อยากให้ลูกขี่เจ็ตสกีอีก แต่ก็ขัดคุณพ่อ "เปิ้ล นาคร ศิลาชัย" ไม่ได้ ล่าสุดพ่อเปิ้ลก็ออกมาเผยแล้วว่าแม่ไม่มีสิทธิ์ห้ามเรื่องนี้ มีหน้าที่แค่สนับสนุน ยืนยันเลี้ยงลูกแบบหน่วยซีล

เปิ้ล : "หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นก็โชคดีที่รอด เพราะว่ามันก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ เราออกไปกลางเขื่อนในช่วงมรสุมพอดี มันก็เห็นไกลๆ แล้วแหละว่าพายุกำลังจะมา ก็บอกลูกให้รีบขับหนีเร็วๆ ลูกก็เลยขับหนีไป แต่พ่อกับแม่โดนพายุ เพราะหนีไม่ทัน ลูกก็เลยรอดไป ตอนนั้นมันเหมือนในหนังนะ สุดท้ายรอดมาได้ก็โอเค"

"ตอนลูกหายไปก็เป็นห่วงมาก แต่คงไม่ตายหรอก เพราะเขามีเสื้อชูชีพอยู่ พายุจะแรงขนาดไหน ตกน้ำขนาดไหน ชูชีพก็เอาเขาอยู่ ก็คงลอยติดอยู่แถวเกาะใดเกาะหนึ่งในเขื่อนนั้นแหละ ออก้าก็ไม่เข็ด พอเราไปเจอเขากำลังเล่นสไลเดอร์อยู่ที่รีสอร์ตมีความสุขมาก เขาไม่รู้เรื่องอะไร เขาไม่รู้ว่าพ่อกับแม่และน้องออกู๊ด ออกู๊ดก็ติดอยู่ในเจ็ตสกีเดียวกันด้วย ทีแรกออกู๊ดก็ร้องไห้ แต่พอพายุผ่านไปก็เป็นเสียงหัวเราะ เล่นน้ำฝนที่มันเหลือเป็นฝนปรอยๆ"

สอนลูกอย่ากลัวตาย เลี้ยงลูกเหมือนหน่วยซีล เคยจับลูกโยนทะเล ทิ้งไว้เป็นกิโล
เปิ้ล : "คือสอนว่าอย่ากลัวอย่างเดียว เพราะบางทีเราก็จับเขาโยนลงกลางทะเล โยนกลางแม่น้ำ แล้วเราก็ขับหนีทิ้งไปกิโลหนึ่ง หรือไม่ก็โยนกลางแม่น้ำ แล้วก็ปล่อยให้เขาไหลไปเรื่อยๆ กลางแม่น้ำสักกิโล สองกิโล แล้วค่อยขับไปตาม เลี้ยงลูกเหมือนหน่วยซีล"

เผยจูนห่วงลูก แต่ไม่ให้เลิก
เปิ้ล : "ทีแรกจูนก็บอกพอแล้วนะทำอะไรแบบนี้ แค่ประโยคเดียว หลังจากนั้นก็ร่าเริง อารมณ์เขามาเร็ว ยิ่งกว่าพายุอีก ถามว่าจูนอยากให้เลิกไหม เลิกอะไร วางแผนจะขับพาออก้าไปแข่ง แข่งเสาร์-อาทิตย์นี้ที่โคราช ไม่ให้ป๊าพาลูกไปแข่งแล้ว แม่พาไปเอง"

จูน : "อย่างที่บอกว่าเรื่องเจ็ตสกีมีปัญหากันมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้สักที เพราะลูกดันชอบไปแล้ว เราก็ได้แต่เปลี่ยนตัวเองว่าต้องชอบตามลูก หน้าที่เราก็ซัพพอร์ตแล้วก็ดูแลให้ดีกว่านี้มากๆขึ้น เพราะเราไม่สามารถห้ามพี่เปิ้ลกับลูกได้"

แม่ไม่มีสิทธิ์ห้าม มีหน้าที่แค่ผลักดัน เกิดมาชาติเดียวจะห้ามทำไม
เปิ้ล : "แม่ไม่มีสิทธิ์ แม่ไม่มีสิทธิ์มาห้ามในสิ่งที่พ่อกับลูกชอบ แม่มีหน้าที่ผลักดันสิ่งที่เราชอบ เหมือนแม่ชอบอะไร เราก็จะคอยผลักดันแม่ คอยเป็นแรงใจ กำลังใจ ไม่ใช่ไปห้าม เพราะคนเราเกิดมามีชีวิตเดียว มีชาติเดียว จะไปห้ามชาตินี้ไม่ให้ทำโน้นทำนี่ มันสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน มันไม่ใช่หน้าที่สิ่งมีชีวิตด้วยกันไปห้ามให้แต่ละคนทำอะไร"

ภูมิใจ "ออก้า" แข่งเจ็ตสกีชิงแชมป์ระเทศไทย ครั้งแรกในชีวิต
เปิ้ล : "ตอนนี้เขาแข่งชิงแชมป์ประเทศไทยอยู่ เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา เขาเด็กอายุ 7 ขวบเอง ไปแข่งกับเด็กอายุ 12 ขวบ ซึ่งจากครั้งแรกที่ให้เขาแข่ง เขาก็ร้องไห้ เตรียมตัวมาดีพอถึงสนามร้องไห้ ไม่ยอมแข่ง เขิน คนกรี๊ดเยอะ พอเขาประกาศชื่อว่า นักแข่งคนต่อไป นครา ศิลาชัย ออก้า ร้องไห้ เขาถามว่าพูดชื่อออก้าทำไม ออก้ากำลังจะเตรียมตัวไปแข่ง ร้องไห้ เขาเรียกชื่อทำไม ออก้าไม่แข่งแล้ว"

"เขาคิดว่าเขาทำผิดเลยมีการประกาศชื่อ เขาก็เลยไม่แข่งเลย พอครั้งที่สองก็เลยอธิบายเขา ว่าลูกไม่ต้องไปสนใจตรงนั้น หน้าที่ของลูกคือทำให้ดีกว่าวันที่ออก้าร้องไห้นะ โอเคไหม เอาแต่วันนี้ออก้าไม่ร้อง แล้วลงไปแข่งตามที่ตัวเองอยากแข่ง ปรากฎว่าเขาก็ลงไปแข่ง คือไม่ต้องไปชนะคนอื่นหรอก แค่นี้พ่อกับแม่ก็ถือว่าชนะแล้ว ทุกวันนี้มีแต่บอกว่าป๋าไปซ้อมๆ ไปซ้อมเร็ว เขารอเสาร์-อาทิตย์นี้มากเลย รอเลยว่าเมื่อไหร่จะไปโคราช เมื่อไหร่จะไปแข่ง อีกกี่วัน อีกกี่ชั่วโมง คือถามทุกวัน"

คาดเดาอนาคตไม่ได้ แต่หากลูกชายอยากเป็นนักกีฬาจะดันให้ดีที่สุดในโลก แต่ถ้าอยากแปลงเพศ จะหาหมอที่แพงที่สุดในโลก ต้องได้ทิฟฟานี
เปิ้ล : "คือจริงๆ แล้วเราคาดเดาไม่ได้ ถ้าเกิดเขาโตขึ้นมาแล้วเขาอยากเป็นนักการเมือง หรืออยากจะเป็นทหาร หรืออยากจะเป็นหมอ หรือเขาอยากจะไปแปลงเพศ คือเราเดาเขาไม่ได้จริงๆ ถ้าวันหนึ่งเขาอยากเป็นนักกีฬาเราก็จะดันเขาให้เป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดในโลก แต่ถ้าวันหนึ่งเขาอยากจะแปลงเพศ เราก็จะหาหมอที่แพงที่สุดในโลกให้เขา แล้วเขาต้องได้มิสทิฟฟานี่ เอาให้สุด ส่วนออกู๊ดชอบมาก แต่ชอบร้องไห้มากกว่า(หัวเราะ) แล้วก็ติดแม่มาก แล้วยังขี้เหร่เหมือนแม่มากที่สุด"

โล่งใจ "ออกู๊ด" ไม่ต้องผ่าตัดตาอีกต่อไป เห็นหน้าลูกแล้วอยากกราบเท้าหมอ
จูน : "น้องยังใส่แว่นเพราะว่าที่ใส่อยู่เป็นการปรับค่าสายตายาว เขามีเลซี่อายกับสายตายาวร่วมด้วย แต่ในชีวิตนี้ไม่ต้องผ่าตัดตาอีกแล้ว จบแล้ว หายแล้ว เหลือค่าสายตายาวอย่างเดียว"

เปิ้ล : "คือเอาตรงๆ เลยนะ ปีที่ผ่านมาก่อนที่จะผ่าตัดเรากังวลมาก ทั้งตาอ่อนแรง แล้วก็ตาเหล่ข้างหนึ่ง ตอนนี้ลองกลับไปดูสิ แฮปปี้มาก ตากลับมาเหมือนเดิมเป๊ะเลย คือทีแรกหมอบอกว่าเอาน่า เดี๋ยวจะหาย แต่พอผ่าตัดครั้งที่สองปุ๊บมันหนักกว่าเดิมอีก เราก็แบบหมอ มึงมั่วแล้ว โมโหหมอมากเลยนะ หมอชื่อปกป้อง เราก็แบบ ต่อไปนี้ปกป้องตัวเองเถอะ ทำไมเป็นอย่างนี้ หมอก็บอกใจเย็นๆ เชื่อไหมว่าทุกวันนี้เรามองหน้าลูกแล้วเราอยากจะกราบเท้าคุณหมอมากๆ ลูกเรากลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม รู้สึกดีใจมากๆ เป็นกำลังใจให้กับพ่อแม่ทุกคนด้วย ที่มีลูกเป็นแบบนี้ รักษาหายได้จริงๆ มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์ ตอนนี้เขาหายจริงๆ ดีขึ้นมากๆ"

จูน : "ส่วนจะใส่แว่นถึงเมื่อไหร่ ก็อยู่ที่สายตาเขา ให้แว่นคอยปรับโฟกัส แล้วก็ร่างกายน้องเองด้วย หลายๆ อย่าง ก็ต้องใช้เวลาแป๊บหนึ่งค่ะ แต่จริงๆ ใส่ยันโตก็ได้ ไม่ได้มีผลอะไร"


กำลังโหลดความคิดเห็น...