xs
xsm
sm
md
lg

“เอ๋ ไพโรจน์” ขอจบดรามาเปิดศึกฟัดลูก ห่วงถูกตราหน้าอกตัญญู ไม่คุยกัน 3 เดือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“เอ๋ ไพโรจน์” ไม่คุยลูก 3 เดือน วอนจบเรื่องลูกอกตัญญูฟ้องแย่งสมบัติพ่อ บอกอย่ารื้อฟื้นให้พ่อลูกต้องแตกกัน ยันเป็นแค่ความเข้าใจผิดของลูก ขณะที่ตนมีปัญหากับภรรยาเก่า อนาคตเล็งใช้เป็นสถานปฏิบัติธรรม ตามความตั้งใจของภรรยาใหม่

จากกรณี “พีท รวิกร สังวริบุตร” บุตรชายนักแสดงรุ่นใหญ่ “เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร” ออกมาโพสต์มารดาที่หย่ากับบิดาไปแล้ว ถูกพ่อคัดชื่อออกจากการเป็นเจ้าของบ้านที่จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากมีภรรยาใหม่ และพาเข้ามาอยู่ในบ้าน แถมยังแจ้งความจับตน จนเกิดประเด็นดรามาสะเทือน ล่าสุดเอ๋ ไพโรจน์ได้เผยถึงเรื่องดังกล่าวระหว่างมาร่วมงานทัวร์ esc studio ณ esc studio ซอย คลองหลวง 17 ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว ไม่อยากรื้อฟื้นอีก เป็นปัญหาส่วนตนระหว่างตนกับเมียเก่า

“เรื่องผ่านมาและจบไปแล้ว จากวันนั้นมาชี้แจงเขาไปก็จบ ส่วนเรื่องเขาฟ้องศาล เขาฟ้องก่อนที่จะเกิดเรื่องตรงนั้นอยู่แล้ว คำว่าฟ้องศาล คือเขาไปฟ้องศาลปกครอง หมายถึงเขาแครงใจว่าส่วนราชการทำถูกระเบียบมั้ย ที่เอาชื่อเขาออกไปจากทะเบียนบ้าน เป็นความแครงใจของเขา พูดง่ายๆ เหมือนไปถามว่าทำไมเอาออกมาได้ แต่ในทางกฎหมายแล้ว คำว่าเจ้าของบ้าน กับเจ้าบ้านในทะเบียนบ้านเป็นคนละเรื่องกัน ตรงนี้ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน เพราะเขาฟ้องตั้งแต่ก่อนมีข่าวแล้ว”

ลั่นอีกฝ่ายฟ้องศาลปกครอง ไม่ได้ฟ้องตน ไม่ต้องรับรู้อะไรด้วย
“ไม่รู้เลย เพราะที่ฟ้องร้อง คือ ฟ้องศาลปกครอง ไม่ได้ฟ้องผม เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งสิ้น เขาแค่ถามว่าทำไมย้ายเขาออกไปอย่างนั้น ขอให้เขากลับมาได้มั้ย ส่วนที่มีคนจับผิดว่าเราเป็นคนเซ็นให้เขาย้าย แน่นอน เราเป็นเจ้าของบ้าน จะเอาตัวเราเองไปเป็นเจ้าบ้าน จริงๆ แล้วโดยหลักการเขาจะต้องย้ายเข้าทะเบียนบ้านกลาง เราก็ไม่ได้ทำขนาดนั้นนะ แค่เข้าไปเป็นเจ้าบ้าน แล้วให้เขาเป็นลูกบ้าน ไม่ได้ดึงชื่อออก

ขำๆ อีกฝ่ายอยากเป็นเจ้าบ้าน ไม่อยากให้มองพ่อลูกแย่งสมบัติ ห่วงลูกเสียหาย
“ถามว่าปัญหาเกิดจากอะไร เขาอยากเป็นเจ้าบ้าน(หัวเราะ) คนมองว่าพ่อลูกแย่งสมบัติกันก็อย่าพูดแบบนั้น เพราะทำให้ลูกเสียหาย ในสังคมไทยไม่มีใครเห็นด้วยหรอกที่ลูกจะมาอยากได้สมบัติของพ่อแม่ ในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ฉะนั้นอย่าพูดแบบนั้นสงสารลูก คนจะเข้าใจผิด เราก็ไม่รู้อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศเลยทำให้เขาโพสต์ออกไปแบบนั้น ส่วนที่คนมองว่าเขากตัญญูฟ้องพ่อ คนแค่เข้าใจผิดใหญ่โตกันไปเอง เราก็แค่ชี้แจงให้เขาฟัง พอชี้แจงไปก็จบ”

ลั่นผ่านมา 3 เดือน ไม่ได้คุยกับลูก ต่างคนต่างอยู่
“ไม่ได้คุย คือ เขาอยู่กับแม่ เขาอยู่แล้ว เราก็อยู่ของเรา มีเรื่องทำมาหากันของเราไป ปกติก็ไม่ได้ติดต่อกัน นานๆ ถึงจะติดต่อที ซึ่งก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลูกคนอื่นๆ ก็เป็นอย่างนี้ ไม่ได้มีอะไรผิดแปลก”

“ถามว่าจะจบยังไง ก็ไม่รู้สิ เรื่องของเรื่องเราเป็นเจ้าของบ้าน อยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ปี 2532 ผ่านมา 30 แล้วที่เราเป็นเจ้าของอยู่ตรงนั้น จริงๆ ไม่ได้เป็นแบบถาวร เพราะยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ แค่นั้นเอง คนที่มีที่มีชื่อในเอกสารสิทธิ์ก็เป็นเจ้าของบ้านเท่านั้นเอง”

แค่ย้ายจากเจ้าบ้าน มาเป็นลูกบ้าน ติงคนแค่ถามจนสับสนกันไปเอง
“ก็ตอนนี้เขาก็ยังอยู่แล้ว นี่ไงถึงได้บอกว่ามันสับสนกันไปเอง ไปถามอะไรกันเกินกว่าเหตุ เราไม่ได้ย้ายเขาถึงขนาดออกไป ย้ายเขาจากเจ้าบ้าน ตัวเขาเองเคยเป็นเจ้าบ้านแล้วเอาเขามาเป็นลูกบ้านเท่านั้นเอง เราไม่ได้บอกเขาล่วงหน้า ก็ทำไมต้องบอกล่ะ”

ยันมีปัญหากับภรรยาเก่า อย่ารื้อฟื้น ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด สงสารลูก
“จริงๆ แล้วน้องพีทเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย เป็นเรื่องระหว่างคุณแม่เขา คือแต่เดิมเนี่ยเมื่อก่อนแต่งงานอยู่ด้วยกัน เราเป็นเจ้าบ้านอยู่ทางกรุงเทพ สร้างบ้านกี่หลังเราก็ต้องเอาคนอื่นไปใส่ชื่อไว้ เพราะโดยกฎหมายแต่ละบ้านต้องมีคนรับผิดชอบเพราะไม่งั้นถ้าเกิดการส่องสุม ไปขาย ผู้ร้ายไปอยู่ ไปค้ายาเสพติด มันต้องมีคนนับผิดชอบ เพราะฉะนั้นต้องมีชื่อ คนทั่วไป เขาจะเข้าใจในกฎหมายว่า คนเป็นเจ้าของบ้านกับคนที่เป็นเจ้าบ้านมันคนละเรื่องกัน แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าคุณแม่เขาคงไม่พอใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ลูกชายเขาอยู่ด้วย แม่เขาก็คงไปบ่น เท่านั้นเอง ก็อย่าไปต่อความยาวสาวความยืดเลย สงสารลูกเขา เพราะว่าเขาเข้าใจผิดก็ชี้แจงเขาไป ตั้งแต่วันนั้นพอมีข่าวมาก็ชี้แจงไปมันก็จบแล้ว ก็อย่าไปรื้อฟื้นอะไร”

สัมพันธ์เหมือนเดิม อย่าให้พ่อลูกต้องแตกกัน
“ก็เหมือนเดิมแหละ ไม่เห็นมีอะไร ก็อย่าพยายามให้พ่อลูกเขาแตกกันแล้วกันนะ (หัวเราะ) ไม่มีอะไรก็เหมือนเดิม เขามีธุระอะไรโทร.มาเราก็คุยกับเขาเหมือนเดิม แต่ว่าสภาพมันเป็นแบบนี้กันอยู่แล้ว ลูก 3 คนก็เป็นแบบนี้ ต่างคนต่างอยู่กันไป เขาโตกันหมดแล้ว ถ้ามันมีอะไรที่ต้องเกี่ยวพันกัน เขาก็ติดต่อกันไปมา ก็คุยกันแต่นั้นเอง แต่ถ้าเขาไม่ได้ติดต่อมา ก็ไม่มีอะไร อย่าไปซีเรียสอะไร เป็นความเข้าใจผิดกัน”

“เราก็เป็นเจ้าบ้านกาญจนบุรี แต่เขาไม่ได้อยู่บ้านนั้นตั้งแต่เลิกกัน ตั้งแต่ก่อนเลิกกันเขาก็ไม่เคยอยู่ แต่เขาก็ไปบอกว่าอยู่มาตลอด ซึ่งมันไม่ใช่ข้อเท็จจริง”

อยากให้บ้านเป็นสถานปฏิบัติธรรม ตามความตั้งใจของภรรยาใหม่
“ยังไม่ได้เป็น เป็นดำริว่าถ้าต่อไปเนี่ย อยากจะทำให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม เพราะแฟนใหม่เขาจะไปแนวนี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ไปบวชชีมาเดือนหนึ่ง เมื่อ 3 เดือนก็ไปเข้าคอร์สมา คือเขามีใจทางด้านเกี่ยวกับสมาธิ และเขารู้ว่าอันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคน เคยมาเอ่ยปากขอว่าถ้าต่อไปมันไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ จะทำสถานปฏิบัติธรรมได้มั้ย ผมก็ยินดี เพราะถ้าทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อจิตใจของคนทั่วๆ ไป ก็ไม่มีอะไรที่จะขัดข้องแค่นั้นเอง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เป็น”


(ติดตามทุกข่าวสารในแวดวงบันเทิงทั้งหมดได้ที่https://mgronline.com/entertainment)




กำลังโหลดความคิดเห็น...