xs
xsm
sm
md
lg

นมใหญ่นมเล็กเกี่ยวอะไรกับสมอง? เปิดเต้าเงินแสน “นุ๊กซี่” กับรายได้หลักล้าน!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ทำมา 6 ปีแล้วค่ะ ของเดิมคัพซี 34 เพิ่มเป็นคัพ 36 ค่าทำเกือบแสน ตอนนี้ได้กำไรคืนหมดแล้ว...”


คำบอกเล่าอย่างไม่มีปิดบังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นพริตตี้คนดังของ “นุ๊กซี่ อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์” ที่นอกจากสถานะดังกล่าวแล้ว ณ ตอนนี้หลายคนต่างยังรู้จักเธอในฐานะแฟนสาวของนักร้องชื่อดัง “ปู แบล็คเฮด” อานนท์ สายแสงจันทร์ อีกด้วย

“คือของเดิมคัพซี 34 เหมือนจะใหญ่ แต่ด้วยการทำงานของหนู แล้วชุดที่ใส่มันเปิดหลังไม่มีเสื้อชั้นใน ไม่มีดูมๆ มันไม่สามารถใส่แล้วสวยได้เหมือนปกติ หนูก็เลยยอมไปลงทุนทำเพราะหนูยังอยากจะทำงานตรงนี้อยู่ เพราะงานตรงนี้เป็นอาชีพหลักของหนู แต่ทำเพิ่มน้อยนะคะแค่ 260 ซีซี เพิ่มขึ้นมาอีกคัพเดียวเอง เป็นคัพ 36”

ตัดสินใจไม่ผิดเพราะทำให้ค้นพบ “ทาง” ของตัวเอง
“ตอนนั้นหนูกำเงินไปเลย ค่าทำเกือบแสน ยอมรับว่ามันก็เปลี่ยนชีวิตหนูเหมือนกัน เพราะก็กลายเป็นลุคเซ็กซี่-คิกขุไปเลย จากวันนั้น 6 ปีที่ผ่านมาเงินที่เราลงทุนไปทำเกือบแสน หนูได้คืนหมดแล้ว ตอนนี้เป็นกำไรหมดแล้ว ถ้าตอนนั้นหนูไม่ทำมันอาจจะเป็นแบบนี้ มันเพิ่มความมั่นใจให้เรา

ทำให้หนูมีทิศทาง ทำให้รู้ว่าเราจะเป็นคาแรกเตอร์ไหน เพราะอาชีพหนูมันต้องเลือกสักทางหนึ่ง จะเซ็กซี่ หรือจะแอ็บแบ๊ว แต่หนูเอามาผสมกัน ก็เกิดเลยตั้งแต่คราวนั้น”

ส่องอินสตาแกรมทีไรเป็นต้องเจอภาพหวือหวาตลอด แต่สำหรับเรื่องการรับงานนั้นเจ้าตัวยืนยันว่ามีลิมิตแน่นอน

“ถามว่าโป๊สุดได้แค่ไหน ถ้าถ่ายปกลงนิตยสาร เป็นฟูลบิกินี หมายถึงให้ใส่เสื้อชั้นใน กางเกงใน น้อยชิ้นแบบนั้นได้ค่ะ แต่ถ้าเปลือยทั้งตัวแค่มือปิด ไม่ทำค่ะ หรือถ้าทำงานทั่วไปจะให้ใส่แค่บรา ไม่ทำค่ะ แต่ถ้าไปเที่ยวต่างจังหวัดใส่บิกินี ตั้งกล้องถ่ายเอง อันนั้นหนูทำค่ะ แต่ถ้าในงานแล้วให้ใส่เต็มๆ มีคนเห็นเราตัวเป็นๆ หนูไม่เอาค่ะ”

สำหรับสนนค่าตัวในการรับงานนั้นเจ้าตัวระบุว่า...
“ถ้าถ่ายนิตยสาร ราคาไม่เกิน 2 หมื่นหรอกค่ะ คือการถ่ายนิตยสารมันโอเคไงคะ มันคือการโปรโมตตัวเอง แต่ถ้าเป็นถ่ายแบบ ราคา 2 หมื่นไม่ได้ฟูลบิกินีนะคะ ได้แค่เซ็กซี่บราครึ่งตัว กางเกงยีนส์ขาสั้น ได้แค่นี้ค่ะ เพราะคนละอย่างกัน ซึ่งจริงๆ ทำงานพริตตี้ได้วันละ 3,000 ถึง 3,500 เองค่ะ เพราะฉะนั้นค่าตัวจากการถ่ายตรงนั้นได้เท่านี้ สำหรับหนูมันก็เยอะแล้วค่ะ”

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้บ้านเรามีสาวๆ ที่เป็นพริตตี้เยอะมาก เรามีวิธีสร้างจุดเด่นให้ตัวเองอย่างไร?
“หนูเอาโซเชียลฯ เข้าสู้ หลายปีที่ผ่านมาหนูมาเล่นโซเชียลฯ จริงจัง หนูคิดว่ามันเป็นการตลาดที่เวิร์ค เพราะเราไม่ใช่ดาราที่จะมีช่องทางทีวีที่เราจะเข้าไปแล้วคนเห็นทั่วประเทศ หนูก็เลยใช้โซเชียลฯ ให้เข้าถึงแต่ละคน ทำชีวิตให้น่าติดตาม อาชีพเราน่าติดตามอยู่แล้ว อย่างวันนี้ใส่ชุดนี้ วันนั้นใส่อีกชุด วันนี้ทำผมทรงนี้ วันนี้แต่งหน้าแบบนั้น มันทำให้คนเห็นแล้วอยากมาดูเรา จนตอนนี้คนติดตามหนูในอินสตาแกรมล้านกว่าคนแล้วค่ะ หนูก็เลยคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่เราพยายามมาตลอด”

พริตตี้กับโรคจิตของคู่กัน?...“ถ้าเขามายืนจ้องแบบนั้นคือพวกโรคจิตค่ะ เวลาเจอโรคจิต หนูก็โรคจิตเหมือนกันค่ะ จะถามเขาเลยว่าพี่ยืนดูเฉยๆ ไม่ถ่ายรูปเลย หยิบกล้องมาถ่ายบ้างก็ได้นะคะ (หัวเราะ) หนูจะแซวจนเขาอายไปเลยค่ะ เหมือนประจานเบาๆ แล้วทุกคนก็จะหันไปมองเขา เขาก็จะไม่กล้าแล้ว ต้องทำแบบนี้ค่ะเพราะถ้าไปกลัวเขายิ่งได้ใจ เขาจะยิ่งคุกคามเรา อันนี้เป็นเคล็ดลับของหนูค่ะ แต่ไม่รู้คนอื่นทำแล้วได้ผลหรือเปล่า”

เจ็บจี๊ดๆ กับคำปรามาสที่ได้ยินบ่อยๆ มีนมแต่ไม่มีสมอง!...“จริงๆ มีนมหรือไม่มีนมมันบอกไม่ได้นะคะว่าเขามีสมองหรือไม่มีสมอง บางคนที่เขาแอ็บแบ๊วเพราะเป็นคาแรกเตอร์ของเขา แต่ไม่ใช่เขาไม่มีสมอง คนทุกคนจะมีหรือไม่มีสมองก็ได้ทั้งนั้นแหละ แต่หนูมองว่าอาชีพหนูต้องมีไหวพริบปฏิภาณ มันเหมือนเราเป็นด่านหน้าของบริษัทที่เขาจ้างงานเรา

เราจะยืนงงๆ เอ๋อๆ ใครเดินมาหาเราแล้วเราเอ๋อไม่รู้เรื่องไม่ได้ เราต้องต้อนรับ เวลาเขาเดินมาเขาต้องสะดุด หน้า ผม นมต้องพร้อม คือเราต้องเปิดรับ ต้องทำให้เขารู้สึกว่าอยากมางานนี้ มาแล้วมีความสุขจังเลย ไม่ใช่ว่าหนูนมใหญ่แล้วไปยืนโชว์ด้วยท่าทางแบบอ๊ะๆ (ยั่วๆ) แต่หนูอยู่เฉยๆ แบบนี้แหละค่ะ นมมันอยู่ของมัน เราไม่ต้องไปพรีเซ็นต์มัน (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็อยู่ที่แต่ละคน บางคนเขาก็อยากเปรี้ยงไงคะ มันต้องแข่งกันเยอะมาก พริตตี้สมัยนี้ไม่ใช่หลักร้อย แต่มีหลายพันคนค่ะ เวลามีงานทีพริตตี้เยอะจนหนูก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครเหมือนกันค่ะ”

ไม่จีรังเตรียมหาอาชีพเสริมรองรับ...
“หนูตั้งใจอยากจะทำให้นานที่สุดค่ะ ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ที่สำคัญคือเวลาทำงานกับใครแล้วเขายังเอ็นดูเราอยู่ นานได้เท่าไหร่ยิ่งดีค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวท็อปแล้ว ไม่จำเป็นต้องดังแล้ว แต่ว่าเรายังมีรายได้อยู่อันนั้นหนูก็พอใจแล้ว แต่ตอนนี้หนูอายุ 30 แล้ว มันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาจริงๆ

จากที่พีกสุดๆ แล้วดรอปลงมามันก็ใจแป้วเหมือนกัน (ยิ้ม) หนูก็เริ่มมีอาชีพเสริมอื่นๆ ขึ้นมา มีค้าขายซึ่งก็ไปได้ด้วยดี ตอนนี้ก็ทำสองอย่างควบกันค่ะ การทำงานของหนูทุกวันนี้ไม่ใช่งานบริษัท หนูเลยกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ดู เพราะฉะนั้นตอนนี้หนูก็เลยเริ่มทำอะไรหลายๆ อย่าง เพราะรู้แล้วว่าอาชีพพริตตี้มันจะหมดอายุแล้วนะ

อายุไม่ได้เป็นปัญหากับอาชีพพริตตี้ค่ะ แต่การทำงานในวงการนานๆ นี้เป็นปัญหาค่ะ คำว่าเด็กใหม่เขาอาจจะไม่ใช่อายุน้อย แต่เขาอาจจะมาเริ่มเป็นพริตตี้ตอนอายุ 20 ปลายๆ แต่พอเขาเป็นเด็กใหม่เพิ่งเข้ามาใหม่ยังไงเขาก็ดูเฟรชชี่กว่าเรา อย่างหนูไป 10 งาน ช่างภาพรู้จักนี่ไงนุ๊กซี่มาแล้ว เขารู้จักก็ไม่มีอะไรหวือหวาแล้ว แต่พอเด็กใหม่มาช่างภาพก็ตื่นเต้น อู้ย…เด็กใหม่ๆ ความตื่นเต้นมันต่างกันค่ะ”

อาจจะดูด้อยค่าในสายตาของใครหลายคน ทว่าสำหรับตัวเองแล้วอาชีพนี้มีบุญคุณกับตนมาก
“กับบางคนที่ดูถูก หนูว่าเป็นเพราะทุกวันนี้พริตตี้มันกระจายเป็นหลากหลายอาชีพนะคะ มันหลายแขนงมาก อะไรก็เป็นพริตตี้ไปหมดเลย แต่ถ้าในสังคมรอบตัวหนู หนูยังเฉยๆ อยู่ เพราะว่าคนที่รู้จักการทำงานของเราจริงๆ เขาเข้าใจ แต่ถ้าคนนอกจะมองเราแบบนั้น เราห้ามเขาไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่าชื่ออาชีพของเรา คำว่าพริตตี้มันไปไกลมากแล้ว

แต่หนูก็เฉยๆ หนูทำตัวเองให้ดีก่อน คนรอบตัวที่เห็นเรา เขาจะดูเราเป็นต้นแบบ ถ้าเราทำอาชีพของเราให้ดีๆ มันก็จะรักษาอาชีพของเราไว้ได้ หนูจะแนะนำเลยนะว่าเราต้องตรงเวลา ทำตัวให้น่ารักให้คนเอ็นดู ต้องมีความรับผิดชอบ มันจะอยู่ได้นานเลยค่ะ ไม่ต้องไปลดตัวเอง ไม่ต้องบอกว่าหนูอยากได้ตังค์หนูเลยทำ ให้คิดว่าน้อยๆ แต่กินนานๆ ดีกว่า ไม่ใช่ไปทำอะไรแล้วตัวเองเสีย มันจบเลยนะ

รายได้จากการทำงานพริตตี้ หนูซื้อบ้านค่ะ หนูไม่ซื้อรถ ทุกวันนี้ใช้รถสาธารณะ ใช้บริการแท็กซี่ หนูเป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระต้องดูแลอาจจะไม่มีทรัพย์สินที่ดูยิ่งใหญ่หรือร่ำรวย แต่หนูดูแลคนในบ้านได้สุขสบายเท่านี้หนูแฮปปี้แล้ว”
...
อ่านข่าวบันเทิงทั้งหมดได้ที่ : "บันเทิง ออนไลน์"







กำลังโหลดความคิดเห็น...