xs
xsm
sm
md
lg

เหนื่อยเหลือเกิน “แอนนี่” ร่ำไห้ เปิดหมดเปลือกมรสุมชีวิต แม่ป่วย-ลูกสมาธิสั้น กินเงินเก็บ ไม่แบมือขอเงินบริจาค

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“แอนนี่ บรู๊ค” สุดกลั้นน้ำตา เผชิญหน้ามรสุมชีวิต แม่ล้มป่วยนอนจมกองอึกองฉี่-ลูกสมาธิสั้น กินเงินเก็บจนแทบไม่เหลือ ลั่นไม่อยากให้ใครสงสาร ไม่แบมือขอเงินบริจาคจากใคร ยันลูกชายไม่เคยมีพ่อแม่บุญธรรม เล่าความหลังสุดเจ็บปวด เจอประโยคเด็ดเหยียบใจ ไล่ให้ลูกไปเรียนโรงเรียนวัด ประกาศขอสู้ยืนด้วยลำแข้ง ดีกว่าลดค่าให้ผู้ชายมาเลี้ยงในวันที่ชีวิตเจอวิกฤต

ชีวิตต้องสู้จริงๆ สำหรับอดีตนักแสดงสาว “แอนนี่ บรู๊ค” ที่หันหลังให้วงการบันเทิงไปทำงานร้องเพลงต่างแดน แต่แล้วชีวิตก็ต้องสะดุดยอมทิ้งงานต่างแดนมาทุ่มเทเวลาให้กับลูกหลังทราบว่าลูกชาย “ฑีฆายุ” ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นจากการเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากจนเกินไป จนลูกชายดีขึ้น ก็มาเจอมรสุมอีกระรอกต้องคอยดูแลแม่ที่ป่วยนอนติดเตียง โดยสาวแอนนี่ได้เปิดใจกับรายการ “คุยแซ่บshow” ทางช่อง ONE 31 ถึงมรสุมในชีวิตของตัวเองตอนนี้ว่า….

“ก็เหนื่อยหน่อยช่วงนี้ ย้อนไปเมื่อปีที่แล้วช่วงต้นปี เรามาทราบว่าลูกมีภาวะสมาธิสั้น ตอนนั้นหลายคนก็คิดว่าเขาน่าจะเหมือนกับเด็กไฮเปอร์ทั่วไป แต่เราดูแล้วว่ามันไม่ใช่ ก็เลยไปคุยกับครูประจำชั้นของเขา แล้วครูก็บอกว่าเขาเป็นสมาธิสั้น เราเลยไปปรึกษาคุณหมอ ก็ทราบว่าเป็นช่วงเริ่มต้น ถ้าคุณแม่รีบใส่ใจวันนี้ดูแลเอาใจใส่วันนี้ก็ไม่ต้องกินยา เราก็ปรับเขาด้วยการหันมาใส่ความรัก สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ๆ คือสภาพแวดล้อมเดิมๆ ของเขาเมื่อก่อนแอนไปทำงานเมืองนอกตั้ง 5 ปี กลับมาอยู่บ้านได้แค่ 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือนก็ไปอีกแล้ว ก็จะฝากลูกไว้กับญาติที่เราไว้ใจมาเลี้ยงให้ แต่ก็เหมือนปู่ย่าตายายที่เขาเลี้ยงหลานเขาก็จะตามใจ ช่วงนั้นเขาก็เล่นเกมตลอด มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกซ์ติดตัวตลอดเวลา”

“คือจริงๆ จะบอกว่ามันเป็นช่วงของวัยเขาด้วย ตอนนี้เขา 8 ขวบแล้ว เขาสามารถเล่นได้ ตอนนี้เขาก็หายเป็นปกติแล้ว เพราะเราใช้ความรักและคอยเล่นกับเขา ทำให้เขาดีขึ้น แอนเชื่อว่าไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไร สถานการณ์อะไรก็ตามความรักมันชนะทุกิย่างจริงๆ มันอาจจะผิดที่แอนไปทำงานเมืองนอก ต้องห่างจากเขาทำให้ลึกๆ ในใจเขาอาจจะโหยหาเรา ด้วยสภาพแวดล้อมที่ถูกเอาอกเอาใจ เขายังอยู่ในวัยที่ยังแยกไม่ออกว่าโลกของความเป็นจริง โลกของเกมมันต่างกันยังไง มันเหมือนเกมดึงเขาไปอยู่ในโลกนั้น แล้วเขาไม่รู้ว่าชีวิตธรรมดาของมนุษย์ต้องนั่งแบบนี้ ต้องคุยแบบนี้ ต้องแสดงออกแบบนี้ ก็ใช้เวลาดูแลกัน 7 เดือนถึงจะดีขึ้น ทุกวันนี้แอนทิ้งงานมาปีกว่าแล้ว ถามว่าเสียดายเงินมั้ย ไม่เลย เห็นเขาดีขึ้นแล้วแอนไม่เสียดาย

ลูกหายป่วยจากสมาธิสั้น ก็เจอมรสุมแม่มาป่วยต่อจากอาการล้มพร้อมมีโรคประจำตัว
“เมื่อช่วงเดือนที่แล้วแม่แกล้มในห้องน้ำ ด้วยแกมีโรคประจำตัวคือเป็นโรคกระดูกพรุนและเป็นเบาหวานอยู่แล้ว พอแกล้มแกก็ไม่ได้บอกเราแกนอนอยู่ในห้องนอนโดยไม่บอกใคร แกก็นอนแช่อึแช่ฉี่อยู่อย่านั้นประมาณ 2 วันโดยที่ไม่มีใครรู้ แกอยู่ที่ลำปางคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล เราก็อยู่กรุงเทพฯ จนเพื่อนบ้านโทร.มาบอกว่ากลับมาหาแม่หน่อยนะ ปกติ 3 เดือนเราก็กลับครั้งนึงอยู่แล้ว สภาพที่เจอแกก็นอนอยู่บนเตียงแช่อึแช่ฉี่ สภาพแกมีแผลกดทับแล้ว เราตกใจนะ ทำไมมันเร็วขนาดนี้เพียงแค่ 2 วันมีแผลแล้ว ด้วยเขาเป็นเบาหวานมันเลยทำให้แผลมันมาไว”

“ก็เลยรับแม่มาอยู่กรุงเทพฯด้วยกัน ตอนนี้มาอยู่ได้ 1 เดือนแล้ว แต่ด้วยความที่มันคือโรคคนแก่แล้วใจแกก็ไม่สู้ แอนนี่กับน้องฑีให้กำลังแกอย่างเต็มเปี่ยมมาก ความรักนี่เกินพัน แต่ใจแกไม่สู้ แกลุกขึ้นนั่งได้แต่แกไม่ยอมลุก เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เราก็ทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด 1-2 วันที่ผ่านมาแกก็อาเจียนเป็นเลือด มันก็หนัก พอไปหาหมอเขาก็ได้แต่เติมน้ำเกลือให้ มันไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว”

แม้ชีวิตจะเจอเรื่องร้ายๆ แต่รู้สึกโชคดีชีวิตนี้ได้ลูกดี ยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1
“ฑีเขาก็ช่วยดูแลยาย ช่วยดูแลตอนยายอ้วก ถือถุงอ้วกให้ยาย เขาบอกกับเราว่าไม่อยากจะไปไหน เขาอยากจะดูแลยาย เขาก็ช่วยดูแลยายได้ตอนที่บางทีแอนต้องออกไปซื้อข้าวของเข้าบ้าน มันก็เป็นความปลื้มใจของเรา คำพูดคำจาแต่ละอย่างของเขามันทำให้แอนมีกำลังใจ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้มันไม่สำคัญอะไรอีกแล้วสำหรับแอน เงินทองอะไรก็ช่างมันเถอะ มันของนอกกาย”

สำคัญที่ตรงนี้จริงๆ เหมือนที่เขาพูดกันว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ยังไม่เท่ากับได้ลูกดี นี่ไม่ได้ยอลูกตัวเองนะ อันนี้แอนพูดจากใจเลย ลูกเข้าใจเรา บางคนบอกอย่าร้องไห้ให้ลูกเห็น ไม่ดี เดี๋ยวลูกจะติด แอนว่าไม่จริง ทุกวันนี้เขาไม่เป็นอะไรเลย แอนว่ามันกลับเป็นเรื่องดี ให้เขาได้เห็นโลกของความเป็นจริง สร้างภูมิคุ้มกันเมื่อเขาโตขึ้นมา เวลาลูกเห็นเราร้องไห้ เขาจะเขามาหอมมากอด แล้วบอกว่าแม่สู้ๆ นะครับ ห้ามยอมแพ้ ผมรักแม่นะครับ มันคือที่สุดแล้ว”

“ทุกวันนี้มีแต่คนบอกว่าน้องฑีไม่ได้ดูขาดอะไร เพราะเราให้ความรักกับลูกเต็มที่ ความรักของเราในที่นี้ลูกต้องสัมผัสได้ด้วย บางคนไม่ยอมเสียสละกับชีวิตตัวเอง บางคนยึดติดกับงานที่ตัวเองทำ ใช่เงินมันสำคัญ เงินมันซื้อได้ทุกสิ่ง แต่สิ่งที่สำคัญในวัยที่ลูกต้องการเรา ถึงเราจะมีเงินน้อยลงแต่มันคุ้มค่าที่เราจะมอบความรักให้เขาอย่างเต็มที่เราก็ควรจะยอมเสียสละบ้าง พวกคำถามต่างๆ เขาก็มีถามนะแอนก็ตอบปกติ แต่แอนโชคดีที่เกิดมาในยุคที่มีพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวเยอะ อย่างในห้องเรียนเขา 60 เปอร์เซ็นต์เลยที่เป็นแบบเขา เขาเลยรู้สึกว่ามันปกติ ไม่รู้สึกขาดว่าตัวเองมีหรือไม่มี เหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีคำถามเพราะเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเขาเองขาดอะไร”

เผยช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ทำงานมาปีกว่า กินเงินเก็บจนตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว
“ปีที่ผ่านมาที่แอนรู้ว่าลูกเป็นสมาธิสั้น แอนก็หยุดการบิน ตั้งใจว่าจะไม่บินไปทำงานที่อื่นแล้ว ซึ่งเขาเองก็ขอไว้ด้วย เขาบอกว่าแม่ครับ ไม่ไปไหนแล้วได้มั้ย เดี๋ยวผมไม่เรียนโรงเรียนนานาชาติแล้วก็ได้ คือที่ผ่านมาแอนก็ทำงานสุดตัว แอนยอมไปทำงานต่างประเทศ ไปทำงานอะไรบางอย่างที่บางครั้งมันก็ฝืนใจตัวเราเอง เพราะเราอยากที่จะได้เงินเยอะ เพื่อที่จะให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด แต่วันนี้เราตัดสินใจว่าเราจะหยุดเพื่อมาอยู่กับเขา มาดูแลเขา แล้วมาเจอแม่ป่วยอีก มันก็ค่อนข้างอีนุงตุงนังมากๆ อยู่ ช่วงที่เราไม่ได้ทำงานเราก็กินเงินเก็บมาโดยตลอด จนมาถึงต้นปีนี้ที่แม่มาป่วย มันก็แทบจะไม่มีเหลือแล้วแหละ ถ้าตอนนี้ที่ยังไม่มีแม่ป่วย ค่าใช้จ่ายทุกอย่างแบบประหยัดที่แล้วจริงๆ อยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อเดือน”

โต้ขอเงินบริจาคจากคนในวงการ ร่ำไห้เหนื่อยกับชีวิตแต่ก็จะสู้อย่างเต็มที่
“ไม่เคยขอรับเงินบริจาคจากใครเลย ไม่เคยขอยืมเงินใคร แต่ก็มีเรื่องของการขอความช่วยเหลือในช่วงที่เอาแม่มาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ คือตอนนี้ เรามีเงินแค่พอกินข้าวกับใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ แต่ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ มาดูแลแม่ ก็เลยรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องขอความช่วยเหลือบ้าง ก็เลยคุยกับพี่ๆ ตลกว่าพี่ หนูไม่ไหวแล้ว หนูอยากได้เตรียมให้แม่ แกเป็นแผลกดทับ หนูกลัวว่าแผลกดทับของคนเป็นเบาหวานนี่ถ้าติดเชื้อในกระแสเลือดแล้ววันเดียวไปเลย ก็เลยขอความช่วงเหลือว่ามีใครพอจะสนับสนุนตรงนี้ได้มั้ย พี่ๆ เขาก็เลยจัดมาให้ ก็ดีใจมากที่มีเตียงมาให้แม่นอน”

“ยอมรับเลยว่าทุกวันนี้ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง เราก็พยายามขายของออนไลน์ให้เยอะขึ้น หาของมาขายมากขึ้น พยายามคุยกับคนรู้จักรอบๆ ตัวว่าใครมีอะไรให้แอนทำบ้าง แอนไม่ขอเงินใคร ไม่ขอยืม ไม่เบียดเบียนใคร แต่ใครมีอะไรให้แอนทำงานแลกเงินได้บ้างขอแค่นี้เอง ถามว่าเหนื่อยมั้ย...(ร้องไห้) แอนไม่อยากร้องไห้นะ อยากจะให้คนได้เห็นด้านที่สดใสของเรา แต่พอเจออะไรที่มันจี้ใจมันก็ไม่ไหวจริงๆ เราก็ทำเต็มที่อย่างที่สุดที่เราทำได้ สำหรับอนาคตถ้าเป็นเมื่อก่อนมันยังสเต็ปบายสเต็ปได้บ้าง แต่ตอนนี้ยังนึกอะไรไม่ออกเลย ก็ยังจะขายของต่อไป”

เคลียร์ปมดรามา “แอนนี่” สบายไม่ได้ลำบากจริง “ฑีฆายุ” มีพ่อแม่บุญธรรมคอยเลี้ยงดูส่งเสียเลี้ยงดูจนเรียนจบปริญญาตรี
“ณ วันที่เป็นข่าวมีคนออกตัวอย่างนั้นจริงๆ ว่าจะมีคนส่งเสียน้องจนเรียนจบปริญญาตรี แต่พอถึงแค่อนุบาล 1 เทอมแรกก็มีปัญหาแล้ว เขาให้เงินมาแบบไม่เต็มใจ โรงเรียนที่เราเลือกมันก็ไม่ได้แพงนะ ก็เป็นโรงเรียนทั่วไป 2.5 หมื่น แต่เขาบอกว่ามันแพงเกินไป แล้วเขาก็ใช้คำพูดไม่ค่อยดีกับเรา เหมือนเราไปขอเงินเขา เขาพูดอะไรหลายๆ อย่างที่เรารู้สึกว่ามันเหยียบใจเรา ก็เลยบอกงั้นไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูดูแลลูกเอง ไม่เป็นไรก็ได้ เราก็หาเงินทุกบาททุกสตางค์มาส่งเสียลูกเราเอง ไม่เคยรบกวนเลย”

“คนเราถ้าจะทำบุญอนุเคราะห์ใครสักคนนึง เราจะไม่พูดจาเหยียบใจเขาด้วยการพูดว่าให้เรียนอย่างนี้ทำไม มันแพงไป ให้เรียนทำไม ไปเรียนโรงเรียนใกล้ๆ บ้านสิ โรงเรียนวัด เขาใช้คำพูดเหมือนเราไปขอเงินเขา ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นคนขอความช่วยเหลือ เขาเป็นคนออกตัวกับสื่อเอง พอถึงเวลานั้นมาเราก็ไปตามสัญญาว่าเขาจะช่วยเราใช่มั้ยเพราะเราเองก็ไม่ได้มีเงินอะไรมากมาย ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้ดูถูกโรงเรียนวัดนะ แต่หมายถึงคำพูดแบบนี้มันก็ไม่ไหว ลูกใคร ใครก็อยากให้เรียนโรงเรียนดีๆ แต่ถ้ามีคนช่วยมันก็ดีกับเรามาหน่อย”

“สุดท้ายก็ตัดสินใจให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพราะเราตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ เรามีเงินจ่ายได้ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราจะทำงานไปเรื่อยๆ เพราะเราเป็นคนขยัน เราจ่ายได้ แต่คนอื่นก็จะพูดกันว่าก็ไม่มีเงินจะไปให้เรียนทำไม อนาคตของลูกใครๆ ก็อยากให้ดีกว่าพ่อแม่อยู่แล้วมั้ย แต่ตอนนี้เราไม่ได้ทำงานแล้ว เราก็ย้ายลูกมาเรียนใกล้ๆบ้าน แต่ก็ยังเป็นโรงเรียนสองภาษาธรรมดาเพื่อลดค่าใช้จ่ายลง แต่เราก็โชคดีที่ได้ปลูกฝังทางภาษาให้กับเขาในวัยที่สมองเขายังเป็นฟองน้ำอยู่ ช่วงวัยอนุบาลเราอยากใส่อะไรก็ใส่ได้ เขาพร้อมรับมันหมด”

ขอสู้ยืนด้วยขาตัวเองดีกว่าลดค่าให้ผู้ชายมาเลี้ยงในวันที่ชีวิตเจอวิกฤต
คนมีตังค์มีเข้ามามั้ยก็ต้องบอกว่ามีนะ แต่แอนมองว่าถ้าเขาไม่ได้เข้ามาเพราะความรักหรือเพราะอยากจะช่วยเหลือจริงๆ จะมาแบบผ่านมาผ่านไป เอาเงินให้แบบนี้ เราไม่อยากจะลดคุณค่าตัวเองในช่วงจังหวะที่ตัวเราเองกำลังวิกฤต อย่าลดคุณค่าของตัวเองเพราะสถานการณ์มันบีบบังคับเลย มันไม่จำเป็น เพราะถ้าเราลุกขึ้นมาสู้ เรายืนได้ด้วยตัวเราเองแน่นอน แล้วการที่เรายืนได้ด้วยตัวเองมันยืนได้นาน แต่ถ้าเรายืนได้ด้วยคนที่เขาเข้ามาช่วยเรา เราไม่ใช่อายุน้อยๆแล้วเดี๋ยวเขาไปเจอคนที่สาวที่สวยกว่าเราเขาก็ไป”

(ติดตามทุกข่าวสารในแวดวงบันเทิงทั้งหมดได้ที่https://mgronline.com/entertainment)






กำลังโหลดความคิดเห็น...