xs
xsm
sm
md
lg

สุดยื้อ! แม่สะอื้น “น้องใบหม่อน” ถูกบิ๊กไบค์ฝ่าไฟแดงซิ่งชน เสียชีวิตแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากเหตุสุดสะเทือนใจ กรณี “น.ส.หทัยภัทร ตันตศิริ” หรือ “น้องใบหม่อน” นักเรียนชั้น ม.4 วิทยาลัยนาฏศิลป์ ที่ถูกรถจักรยานยนต์ฝ่าไฟแดงชนขณะกำลังข้ามถนนตรงทางม้าลาย จนตอนนี้อาการโคม่า สมองตาย อีกฝ่ายไล่ให้ไปใช้สิทธิ์ 30 บาท ปัดความรับผิดชอบ

ล่าสุดโหนกระแสวันที่ 8 ก.พ. โดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์- ศุกร์ เวลา 13.45 – 14.25 น. ทางช่อง 28 ได้เปิดใจสัมภาษณ์ “หฤทัย ตันตศิริ” แม่น้องใบหม่อน มาพร้อม “ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต” ทนายความ

คุณแม่เป็นครู มีลูกกี่คน?
หฤทัย : “มีลูกคนเดียวค่ะ กับคุณพ่อแยกทางกันตั้งแต่น้องยังเด็ก ประมาณขวบกว่าๆ”

เหตุการณ์เกิดอะไรขึ้น?
หฤทัย : “วันที่ 22 ม.ค. ตอนแรกโทรศัพท์ชาร์จทิ้งไว้ไม่ได้ติดตัว พอไปดูโทรศัพท์ มีติดต่อเข้ามาหลายสายเป็นเบอร์ที่ไม่ได้รู้จัก พอมีโทรศัพท์เข้ามาอีกก็รับ เขาบอกว่าเขาเป็นรุ่นพี่ของน้อง เขาบอกว่าน้องถูกรถชน แม่ก็ตกใจ เป็นอะไรมากมั้ย เขาบอกว่าส่งน้องไปรพ.พุทธมณฑล ให้คุณแม่รีบตามมา ขับรถไปได้สักพัก ก็มีเด็กผู้หญิงที่น่าจะเป็นเพื่อนน้องที่ไปด้วย บอกว่าตอนนี้กำลังอยู่บนรถฉุกเฉิน จะไปที่รพ.นครปฐม ย้ายโรงพยาบาล แม่ก็รีบไป ตอนไปถึงรพ. น้องก็อยู่ในห้องฉุกเฉิน สักพักคุณหมอถึงเรียกเข้าไปพบ หมอบอกว่าน้องมีอาการสมองบวม มีเลือดออกด้านขวาเล็กน้อย”

ตอนนั้นน้องก็ไม่รู้สึกตัว?
หฤทัย : “วันแรกที่ไปไม่รู้สึกตัว ถูกย้ายขึ้นไปชั้น 4 น้องก็เริ่มรู้สึกตัวบ้าง แต่ถูกมัดเอาไว้ เพราะเขามีการสอดท่อช่วยหายใจ มีการขยับตัวบ้าง”

หลังเกิดเหตุ ฝั่งคู่กรณีมาเยี่ยมมั้ย?
หฤทัย : “ก็มีมาเยี่ยมตอนเช้า วันเกิดเหตุคือวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เขาก็มา อาทิตย์มากันทั้งครอบครัว ทุกเช้าที่มาก็ถามว่าน้องเป็นยังไง คือแม่ก็ไม่ได้อยากคุยด้วยสักเท่าไหร่ ถามวาโกรธมั้ยเราก็โกรธ ไม่ค่อยมีบทสนทนา แต่มีคนมาเยี่ยมน้องตอนเช้าเหมือนกัน เขาก็สอบถามทางโน้นว่าแม่ซื้อรถนานหรือยัง เขาเป็นเพื่อนของพี่สาว ถามว่าขับผ่านทางนี้บ่อยมั้ย เขาก็บอกว่าเป็นทางกลับบ้านเขา เขาก็เปิดรูปให้ดูว่าเป็นคันนี้ เพิ่งซื้อได้ 3-4 เดือน คนชนอายุ 21 เขาบอกลูกเขาก็เจ็บ เพื่อนพี่สาวก็เลยถามว่าเจ็บตรงไหน เขาบอกว่าเจ็บหน้าอก เขาเบรกรถแล้วอกไปกระแทกกับตัวถัง”

ในภาพไม่ได้เบรก?
หฤทัย : “ค่ะ เขาบอกว่าเขาเบรกแล้วแต่เบรกไม่ทัน แม่เขาบอกว่าลูกเขาเล่าว่าเขาเห็นน้องเดินก้มหน้ามา เขาเบรกแล้วแต่เบรกไม่ทัน แม่เขาพูดในครั้งแรก”

มาแก้ตัวอะไรอีกมั้ย?
หฤทัย : “ไม่ค่ะ ทุกครั้งที่มาก็จะบอกว่าขอกลับก่อน จะไปทำงาน”

การแสดงความรับผิดชอบล่ะ?
หฤทัย : “ไม่เคยพูดถึงคำนั้น มีเมื่อวันศุกร์ทางรพ.ให้เรายื่นเอกสารเกี่ยวกับพรบ. เราก็บอกว่าให้เขาเอาเอกสารมา เราจะไปยื่นให้ ทางรพ.บอกว่าขาดบัตรประชาชนของคนขับชน เราก็บอกให้เขาเอามาตอน 4 โมงเย็น หลักฐานตร.ก็ยังขาดตราประทับที่เป็นสีน้ำเงินเหมือนสำเนาถูกต้อง ก็วิ่งจากรพ.ไปที่สน.พุทธมณฑลให้ เพื่อประทับตรา แล้วรอเอกสารจากทางเขาเพื่อไปยื่นอีกรอบ ทางรพ.สรุปค่ารักษาเมื่อวันศุกร์ 36,000 ซึ่งพรบ.จะจ่าย 30,000 แรกให้ก่อน โดยไม่ต้องสำรองจ่าย แต่ที่เกินจากนี้ ทางคู่กรณีสำรองจ่าย ให้เตรียมเงินไว้ 5 หมื่นบาท แม่ก็โทรไปบอกเขาว่าคุณแม่คะ ทางรพ.แจ้งมาอย่างนี้ 5 หมื่นหลังนี้คุณแม่สำรองจ่ายนะ”

เขาว่าไง?
หฤทัย : “เขาก็พูดมาว่าแล้วน้องมีสิทธิ์ 30 บาทมั้ย เราก็อึ้งๆ ก็คิดในใจว่าให้ใช้ 30 บาทเหรอ เขาก็บอกว่าสอบถามมาว่าใช้สิทธิ์ 30 บาทได้ จนวันอาทิตย์เขามาที่รพ. มีญาติๆ เขามา ไม้ทราบเป็นใครบ้างยืนล้อมข้างเตียง คนที่เป็นพี่ก็บอกว่าน่าสงสารเนอะ เขาก็มีลูกวัยประมาณนี้เหมือนกัน เขาก็เล่นโทรศัพท์ด้วยเนอะ ตอนนั้นเราเห็นภาพแล้วเราก็เฉยๆ เราก็บอกว่าไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์”

ไม่น่าพูดแบบนั้น เหมือนหาว่าไม่ดูรถ เพราะก้มดูโทรศัพท์?
หฤทัย : “ค่ะ แล้วเขาก็ถามว่าน้องมีประกันอะไรบ้าง ก็บอกว่าไม่มี ไม่ได้ทำประกัน อีกคนนึงไม่ทราบว่าเป็นอะไรกับคนขับ ดูเด็กๆ เขาบอกว่าแล้วประกันโรงเรียนล่ะ อันนั้นมันประกันกลุ่มเงินแค่นิดเดียว ได้ 7-8 พันเป็นค่ารักษา แม่เขาก็เลยพูดว่าแม่ไปยื่น 30 บาทมาหรือยัง”

จะดันให้ใช้ 30 บาทให้ได้ จะไม่ช่วยควักอะไรเลย อีกเรื่องญาติฝั่งที่ชนพูดว่าน้องก็เล่นโทรศัพท์ โทรศัพท์น้องอยู่ในกระโปรงไม่ได้เล่นโทรศัพท์?
หฤทัย : “ใช่ ถามเพื่อนน้องแล้วว่าเอาโทรศัพท์มาจากตรงไหน เขาบอกว่าเอามาจากกระโปรง”

ตอนแรกเหมือนน้องดีขึ้นแล้ว แล้วทำไมถึงทรุดลง?
หฤทัย : “หมอบอกเป็นภาวะสมองบวมเฉียบพลัน อยู่ดีๆ ก็บวมขึ้นมา ตอนดีขึ้นเขาพูดได้ แต่มีอาการปวดหัว มีเลือดออกหูข้างนึง รู้สึกหูอื้อ ทุกอย่างจำได้หมด แต่เขาอยากจะนอนมากกว่าเพราะปวดหัวมาก ก็พูดได้ พยายามปลุกเขาขึ้นมา”

ชน 22 ม.ค. น้องฟื้นวันไหน?
หฤทัย : “คืน 22 ม.ค. เขาก็รู้สึกตัว เขาถูกสอดท่อเขาทรมาน วันที่ 23 เขาตอบโต้ได้ หมอก็ถอดท่อออก ใส่ออกซิเจนอย่างเดียว อาการก็ทรงอย่างนี้ แต่อาการบวมลดลงกว่าวันแรก กระทั่งวันที่หมอบอกว่าถ้าเอกซเรย์ครั้งสุดท้ายถ้าไม่เป็นอะไร สามารถกลับบ้านได้ ทีนี้วันที่ 7 น่าจะเป็นวันที่ 29 ม.ค. ถ้าสแกนครั้งสุดท้ายสามารถกลับได้ถ้าไม่มีอะไร แต่น้องเกิดอาการตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 28 เขาจะนอนอย่างเดียว ไม่ตอบโต้”

น้องลืมตาได้ แต่ 28 ม.ค.เริ่มตอบโต้ไม่ได้?
หฤทัย : “เขาเริ่มซึมๆ ช่วงเย็น ตอนแรกคิดว่าเขาเพลียยาเพราะมียาคลายกล้ามเนื้อร่วมไปด้วย พอเช้า 29 เกิดอาการตั้งแต่ช่วงตี 4 ตี 5 หมอเลยส่งไปเอกซเรย์ ปรากฏว่าสมองบวมมาก บวมกลับขึ้นมาอีก”

สาเหตุ?
หฤทัย : “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เขาบอกว่าสามารถเป็นได้ภายใน 7 วันต้องเฝ้าระวัง มันกลับขึ้นมาบวมอีก ทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไม่ส่งไปเลี้ยงสมอง เขาก็ไม่คุยไม่อะไรเลย ทิ้งตัวนอนอย่างเดียว พยายามดึงมานั่งก็ขืนตัวตลอดเวลา”

เป็นเจ้าหญิงนิทราตั้งแต่ 29 ม.ค. จนถึงวันนี้ 8 กพ.
หฤทัย : “จะเรียกว่าเป็นเจ้าหญิงนิทราเลยก็ไม่ได้ การเป็นเจ้าหญิงนิทราต้องหายใจเองได้ แต่นี่เขาหายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าถอดสายเขาก็หายใจเองไม่ได้ ต้องใส่เอาไว้”

ทางฝั่งโน้นว่ายังไง?
หฤทัย : “พอวันจันทร์แม่เขาก็มาตอนเช้าเห็นพยาบาลวุ่นวายกับน้อง เพราะน้องเขาเกิดอาการแล้ว เขาก็ปลีกตัวออกไป เขามีไลน์มาถามแต่แม่ไม่ได้ตอบว่าน้องเป็นยังไง”

จากวันที่ชน ลูกชายเขามามั้ย?
หฤทัย : “มาวันอาทิตย์ที่มาล้อมเตียงอย่างเดียว เขามายื่นกระเช้า หัวเราะทำหน้าแหยๆ เหมือนพูดไม่ถูก เหมือนทำหน้าไม่ถูก แล้วบอกว่าขอโทษด้วย คือถ้าใจเราก็ต้องทำหน้าสลดนิดนึง ไม่ใช่มาทำหน้าแบบนั้น”

นอกเหนือจากบัตร 30 บาทที่คัฟเวอร์ มีอะไรที่คัฟเวอร์ต้องใช้
หฤทัย : “ของสิ้นเปลือง แผ่นรองซับ กระดาษทิชชู่ ของใช้ที่ทางรพ.เขาต้องใช้ อันนั้นต้องซื้อเอง”

แม่ทำอะไรบ้าง ที่ต้องช่วยน้อง?
หฤทัย : “ตอนนี้ไปยื่นฎีกาเข้าสำนักพระราชวัง มันสุดทางแล้ว เราอยากทำอะไรที่มันดีที่สดสำหรับลูกเรา อะไรที่คิดว่าเราทำได้เราก็จะทำ เราก็เลยยื่นหนังสือไปทางสำนักพระราชวังเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาบอกว่าเราขอความช่วยเหลือด้านไหน เราบอกว่าขอความช่วยเหลือทางด้านการแพทย์ ทำอะไรก็ได้ในนาทีสุดท้ายนี้ให้เขากลับมาดีอีกครั้ง (ร้องไห้)”

ได้รับการตอบรับ?
หฤทัย : “ได้ค่ะ ก็เร็วนะคะที่ได้รับการตอบรับ (เสียงสั่นเครือ) ท่านก็ให้หมอหลวงโทรมาคุยกับคุณหมอที่รักษาน้องอยู่ว่าย้ายได้มั้ย อาการเป็นยังไง แต่สุดท้ายมันทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้วเพราะเคลื่อนย้ายอะไรก็ไม่ปลอดภัยสำหรับเขาแล้ว ณ ปัจจุบัน ความดันต่ำลงมากกว่าช่วงแรก เครื่องช่วยหายใจต้องใช้ 100 เปอร์เซ็นต์ การเคลื่อนย้ายลำบาก เป็นไปได้ยาก”

การดูแลแม่ก็มีค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย คุณแม่ไม่เคยคิดจะรับเงินบริจาคจากส่วนไหนๆ เลยเพราะอะไร?
หฤทัย : “มีตร.ทางสน. เขาก็ร่วมกันรับบริจาคเป็นส่วนตัว ทางนั้นก็รวบรวมในหมู่เพื่อนตำรวจมามอบให้คุณแม่ ทางผู้ปกครองที่คุณแม่สอนที่โรงเรียนเขาก็ช่วยเหลือมาในส่วนหนึ่ง แต่จะให้มาตั้งโต๊ะรับบริจาคคุณแม่ไม่ขอรับค่ะ”

แม่สอนสมุทรปราการ?
หฤทัย : “สอนอยู่ที่กรุงเทพฯ พระรามสอง ตอนนี้ต้องอาศัยบ้านเพื่อนนอน แถวนครชัยศรี ยังไม่ได้กลับมาสอน เพราะพอกลับอาการน้องก็ทรุดลงอีก ผอ.เลยกรุณาให้ย้ายแม่ไปอยู่คาบเช้าเพราะน้องเยี่ยมได้ช่วงบ่าย”

น้องเขียนความฝันเอาไว้?
หฤทัย : “เขาเรียนวิชาแนะแนว ในนั้นมีเป้าหมายชีวิตสิ่งที่เขาอยากทำ”

น้องเขียนไว้ว่าเป้าหมายคือการศึกษา อยากเข้านิเทศจุฬาฯ อาชีพอยากเป็นนัแสดง นักร้อง อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น คุณค่าสังคมชุมชน จะทำตัวเป็นคนดีต่อสังคม แล้วที่สำคัญความสุขความคิดของคุณคืออะไร เธอบอกว่าการได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข เวลาเห็นเราประสบความสำเร็จ ได้อยู่กับครอบครัวแบบครบทุกคน เป้าหมายอยากเก็บเงินซื้อบ้านให้แม่ อยากให้แม่อยู่บ้านดี สบายๆ ห้องใหญ่ๆ ปัจจุบันได้ทำความฝันตัวเองแลอยู่กับครอบครัว ได้อยู่กับคนที่เรารักและดีใจที่ทำความฝันได้สำเร็จแล้วบ้าง?
หฤทัย : “(แม่น้ำตาไหล)”

คดีความจะทำยังไง?
ทนายเจมส์ : “แบ่งเป็นสองส่วน คดีแพ่งที่เจรจาจะช่วยบรรเทาโทษให้เขา อาจรออาญา สำนึกผิด บรรเทาความเสียหาย แต่กรณีที่เกิดขึ้นเหมือนผลักภาระให้สวัสดิการของรัฐทั้งนั้น ไม่แสดงความรับผิดชอบส่วนที่ตัวเองได้กระทำลง ไม่มีเลย กรณีแบบนี้โอกาสที่ศาลจะรอลงอาญาแทบไม่มี ในส่วนคดีแพ่งถ้าเกิดมีการฟ้องคดีอาญาไปแล้ว แนะนำให้ไปยื่นคำร้องเข้าไปในคดีอาญา อาจไม่ต้องจ้างทนาย ยื่นคำร้องเข้าไป นำบรรยายความเสียหายที่เกิดขึ้น ค่ารถ ค่ารักษา ค่าที่เราต้องวิ่งเข้าวิ่งออก ใบเสร็จนอกเหนือจากที่เราซื้อของ สุดท้ายคือค่าขาดประโยชน์จากการที่เด็กคนนี้เติบโต เป็นค่าขาดประโยชน์”

ในมุมอาญา?
ทนายเจมส์ : “คดีนี้เขาเรียกว่าประมาท ทำให้คนอื่นได้รับความสาหัส ถ้าไม่มีการบรรเทาความเสียหาย ไม่สำนึกผิด ศาลรอลงอาญา การเอากระเช้าไปให้ต้องดูว่าเป็นการสำนึกผิดหรือแค่ไปเยี่ยมเบื้องต้น การสำนึกผิดต้องมีมากกว่านี้ อย่างที่เคยเจอ เขาทำผิด เขาซื้อผลไม้ไปเยี่ยม ซื้อผ้าผลัดเปลี่ยนไปให้ ที่นอนไปให้”

มีมั้ยแม่?
หฤทัย : “แม่เขาซื้อนมยูเอชทีมาให้แต่น้องทานไม่ได้ หมอไม่ให้ทาน”

แม่อยู่กับน้องตลอด?
หฤทัย : “ค่ะ ก็บอกน้องว่าตื่นมาได้แล้ว อาม่า อี๊ อาม่าอากงเขารออยู่ เราคุยกันเรื่อยๆ ว่าพี่สาวแม่ก็ไม่มีลูก น้องสาวแม่ก็ไม่ได้แต่งงาน มีครอบครัว มีเขาเป็นหลานที่ใกล้ชิดที่สุดคนเดียว ก็บอกว่าเดี๋ยวหม่าม๊า อี๊แก่ไป หนูหม่อนดูแลเราด้วยนะ เราจะทำรถเข็นแฝดสาม นั่งไปให้หนูเข็น ก็คุยกับเขาแบบนี้ ให้เขารีบตื่นมา เขากินเก่ง จะพาไปกินของอร่อยๆ”

มีบันทึกค่าเสียหาย?
ทนายเจมส์ : “ต้องแยกส่วนกันก่อน ส่วนรับสารภาพว่าทำผิดหรือไม่ผิด ในส่วนมนุษยธรรม ที่แยกต่างหากเรื่องของกรมธรรม์ พรบ. ประกันชีวิตอะไรก็แล้วแต่มันต้องมี ถ้าไม่มีก็ไม่รู้จะพูดยังไง เป็นการแสดงความรับผิดชอบในการกระทำ นี่ไม่มีอะไรเลย มีแต่ตัวเลขแล้วมีการมาตัดพ้อ คนเราเสียหายด้านจิตใจ หาอะไรมาเยียวยาไมได้อยู่แล้ว มาพูดแบบนี้บั่นทอนจิตใจกันมากกว่า”

มีทนายหรือยัง?
หฤทัย : “ตอนนี้ไม่มี เพราะโฟกัสที่น้อง กาตกลงครั้งที่สอง ตร.ให้แม่เป็นฝ่ายนัด แต่แม่ไม่พร้อมเพราะไม่รู้น้องจะว่ายังไง”

อยากให้มีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้น?
หฤทัย : “แค่น้องสามารถหายใจเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งเครื่อง หัวใจเต้นเองได้โดยไม่ต้องพึ่งยา แม่ก็ดีใจแล้ว ไม่ว่าเขาจะกลับมาเป็นยังไงก็ตาม ที่บ้าน แม่และครอบครัวรับได้หมด”

อย่างไรก็ตาม หลังจากอัดรายการโหนกระแส แม่ก็รู้ข่าวร้ายว่าลูกเสียชีวิตแล้ว




กำลังโหลดความคิดเห็น...