xs
xsm
sm
md
lg

กว่าจะเป็น "วิชาตัวเบา" : เมื่อความฝันคืองานประจำ และเพื่อนร่วมวงทะเลาะกัน! ทางออกของ “ตูน บอดี้สแลม” คืออะไร?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ใช้เวลานานกว่า 2 ปีเลยทีเดียวสำหรับอัลบั้มชุดที่ 6 "วิชาตัวเบา" ของศิลปิน "บอดี้สแลม" ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกปัจจุบันอย่าง ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย, ปิ๊ด ธนดล ช้างเสวก, ยอด ธนชัย ตันตระกูล, ชัช สุชัฒติ จั่นอี๊ด และ โอม เปล่งขำ

แน่นอนว่าในห้วงเวลาดังกล่าวนั้นย่อมมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่จะมีอะไรบ้างต้องฟังดู

ตูน : อัลบั้มเราจะวางช่วงเดือนมกราคม สำหรับตัวอัลบั้มเราเริ่มทำมาได้ สัก 2 ปีแล้ว ส่วนใหญ่วงเราจะหยุดทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อทำอัลบั้ม แต่ว่าอัลบั้มนี้ เราตั้งใจว่าเราอยากทำเพลงไปด้วย และทัวร์ไปด้วย เผื่อจะเกิดอะไรใหม่ๆ นั่นก็คือเราจะได้ทำงานในรูปแบบใหม่ บางเพลงจึงได้ขณะที่เราออกไปทัวร์ จนเป็นเวลา 2 ปี ที่เราทำกันจวนจะเสร็จแล้ว"

"ซึ่งเราก็แค่อยากเปลี่ยนรูปแบบเฉยๆ อย่างอัลบั้ม ‘ดัม มะชาติ’ เราหยุด 1 ปีเลยเพื่อจะทำมันจนเสร็จทุกอย่าง แต่งเพลง ทำเดโม่ แต่เรารู้สึกว่ามันเหงา บางวันก็ไปทำเพลงที่บ้านผม บางวันก็ไม่ค่อยได้อะไร เรารู้สึกว่า 1 ปีมันยาวไป เราเลยลองออกแบบดีไซน์ใหม่ ในการทัวร์ไปด้วย และทำอัลบั้มไปด้วย"

ปิ๊ด : ซึ่งผมว่าทุกวิธีดีหมดเลยนะ อย่างตอนที่หยุดไปปีนึงที่ผ่านมา เราก็ได้โฟกัสอัลบั้มแบบจริงๆ เพราะตอนที่หยุด1ปี คอนเซ็ปท์ที่ตูนบอกเราก็คืออยากให้อัลบั้มนี้เป็นมาสเตอร์พีช ก็เลยคิดว่านาจะหยุด1ปี เพื่อไปทุ่มเทกับอัลบั้มจริงๆ แต่พอลองแล้ว ทุกอย่างมันดีหมดนะครับ แต่ว่ามันอาจจะเหงาไปหน่อย เราก็เลยมาลองวิธีนี้ ซึ่งมันก็ทำงานมาแล้วสนุกเหมือนกัน

โอม : เพราะนอกเหนือจากที่เราทัวร์ไปด้วย ทำงานไปด้วยวิธีทำงานเราก็เปลี่ยนบรรยากาศในการอัดเสียงด้วย ใช้บ้านตูนเป็นห้องอัดเลย เปลี่ยนบรรยากาศทุกอย่าง เราได้ความผ่อนคลายกว่าที่เราทำในห้องอัด ดีกว่าเจอกำแพงเดิมๆ อัลบั้มนี้เราคิดงานและอัดมาสเตอร์ที่โรงรถบ้านตูนเลย เวลาเราเบื่อๆเราก็ไปนั่งเล่นกับหมาบ้านตูน ก็ผ่อนคลายขึ้นเยอะ(ยิ้ม)

ตูน : มันถึงชื่อวิชาตัวเบาไงครับ เรารู้สึกว่าเราทำมา 6 อัลบั้มแล้ว เราทำทุกวิธีการเท่าที่เราจะทำได้แล้ว ใน10 กว่าปี อัลบั้มนี้่เลยน่าจะมีวิธีการทำงานแบบนี้ ผ่อนคลายขึ้น ในแง่ของการทำงาน และทำงานที่อาจจะสะท้อน ในแต่ละสิ่งที่เรารู้สึก เรารู้สึกว่าเรามีความสุขมาก

ชัช : ซึ่งถามว่ามันหนักขึ้นกว่าเดิมไหมเพราะต้องทำพร้อมกัน สำหรับผมนะ พวกเราวางแผนกันดี เราไม่ได้รับงานในอัตราความถี่ปกติ เราล็อกวันเอาไว้ เรารับแค่ ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เพราะฉะนั้นวันที่เหลือ เรามีเวลาทำงานที่โรงรถบ้านตูนอย่างเต็มที่ ด้วยการวางแผนแบบนี้มันทำให้เราแยกกันชัดเจนขึ้น ไม่ได้รู้สึกหนักอะไรมากมาย

อะไรคือพัฒนาการที่เห็นชัดที่สุดในอัลบั้มนี้?
ตูน : พัฒนาการทางด้านวัยวุฒิ คือเราเต็มที่กับทุกอัลบั้ม แต่ว่าอัลบั้มนี้เราได้เห็น ตัวเองมากขึ้น เราได้เห็นวงดนตรีมากขึ้น เราได้เห็นชีวิตมากขึ้น เราได้เห็นแง่มุมต่างๆ ที่เราไม่เคยได้เห็นใน 10 กว่าปีที่ผ่านมา เรารู้สึกว่ามันพัฒนาในแง่ของการเป็นคน ในแง่ของความเป็นนักดนตรี นักร้อง มันไม่ใช่แค่เราจดจ่อกับการทำอัลบั้มดีๆ แล้วลืมมองคนที่อยู่ข้างๆ เรา

"ผมว่าอัลบั้มนี้มีชีวิตอีกแบบที่สดใสร่าเริง เพราะในแต่ละเพลงที่มันไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเนื้อเพลง แต่มันเป็นบอดี้สแลมในแบบป็อปร็อก ในแบบที่ทุกคนคุ้นเคย มีทั้งเพลง หนักบ้าง เบาบ้าง พูดเรื่องชีวิตเข้มข้นบ้าง เรื่องความฝันยังมีอยู่ แต่ว่ามันเบาในแง่ของ การทำงาน มิติของความคาดหวัง วิธีการต่างๆ แต่ว่าบางเพลงมันสะท้อนความเบาลงไปบ้างไม่มากก็น้อย อยากให้ทุกคนฟัง"

ปี๊ด : เพราะวันแรกที่เรามีเซ็ตเครื่องที่โรงรถตูน ตูนก็พูดว่าอัลบั้มนี้อยากให้เพลงเราป็อปๆ เพราะที่สุด เบาๆ สบายๆ เราก็ทำกันแบบเบาๆ แล้วพี่ออฟ โปรดิวเซอร์ก็แก้เพลงเรา จากที่มันเบามันก็หนักขึ้น แต่ว่าอัลบั้มนี้มันเบาตรงวิธีการทำงาน มันเบาสบายไม่ต้องเครียดอะไรมาก แต่ว่าทางด้านดนตรีอัลบั้มนี้มันหนักมากนะ เข้มข้นมาก

โอม : นั่นคือการสะท้อนซิกเนเจอร์ของพวกเราในการทำดนตรี ก็มีความเข้มข้นในตัวเอง แต่ว่าเราเบาเรื่องของความคิด และความคาดหวัง

ยังมีความเป็นบอดี้สแลมอยู่?
ตูน : จริงๆแล้วบอดี้สแลมมีจุดยึดโยงของอัลบั้มคือ สนุกกับมัน และมีความสุขกับมัน และเล่าเรื่องจริง ที่มันเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าพอเราสนุกกับมัน ร้องอะไรที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ ในแต่ละช่วงของชีวิต เราจะไม่หมดเรื่องที่เราจะเล่า เราต้องสนุกกับมันก่อน เราจะไม่เอาอะไรที่ทุกคนฮิตหรือว่าชอบกัน มาจำกัดตัวเองว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ จะอ้างอิงจากตัวเองคือบอดี้สแลมมันก็เหมือน ไดอารี่ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง

"อัลบั้มแรกเราอายุ 20 ต้น เราก็พูดคุยเรื่องคนวัยนั้นพูดกัน เรื่องผู้หญิง ความรัก ความคิดถึง ทุกคนพลังเยอะมาก มันถูกบันทึกไว้ในงานเพลง มันเป็นเรื่องจริง อัลบั้มที่ 2 ก็เข้มข้นขึ้น พอมาถึงอัลบั้มที่6 เราโตขึ้น 30 ปลาย มันก็มีมุมที่เรารู้สึกว่าเรื่องความรักเราอยากพูดให้มันน้อยลง พูดในแง่มุมที่เรารู้สึกจริงๆ ในช่วงเวลานั้น มันอาจไม่ได้หวานเหมือนตอนอายุ 20 แน่นอน แต่มันดีตรงที่มันจริง ตรงที่เราสามารถย้อนกลับไปฟังแล้วก็ เราได้เห็นตัวเองในช่วงนั้นจริงๆ ว่าเรา เป็นเด็กคนหนึ่งที่ยังซนอยู่เลย จนอัลบั้มที่ 6 เราก็ย้อนไปดูตัวเองเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เราตึงขนาดนั้นเลย เราออกไปนอกโลกขนาดนั้นเลย แต่ว่าเรามีความสุขที่เราได้ทำอะไรที่มันจริง ซื่อสัตย์กับตัวเอง แทนที่จะทำแค่เพลงฮิตอย่างเดียว"

ระหว่างทำงานมีปัญหาอะไรมั้ย?
โอม : การทำอัลบั้มซึ่งระหว่างทางมันก็มีปัญหาต่างๆ นานา ทุกอัลบั้มเลยนะ ด้วยความที่การทำอัลบั้มนึง มันใช้เวลานาน มันก็ค่อนข้างจะมีปัญหา เข้ามาเรื่อยๆ มันก็สามารถทำให้เราเหนื่อยหรือล้า การทำอัลบั้มนึงใช้เวลาเยอะและค่อนข้างหนักหนาพอสมควร อย่างน้อยก็ต้องมีล้าบ้างไม่กายก็ใจ ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา และปกติสุดท้ายแล้วเมื่อมาสเตอร์มันเสร็จ หรือว่ามันเห็นงานเป็นรูปร่างแล้ว ความรู้สึกเหล่านี้มันจะหมดไป มันจะรู้สึกฮึดว่าอยากทำให้มันเสร็จแล้วพอทุกอย่างเสร็จทุกคนจะแฮปปี้มาก เหมือนเข้าเส้นชัย กระบวนการที่ผ่านมามักเป็นแบบนี้

ปี๊ด : ระหว่างที่ทำอัลบั้มนี้ ผมกับพี่ชัชทะเลาะกันแรงมาก พี่ชัชมีปัญหาส่วนตัว แล้วเราก็เป็นคนบ้าบอ เครียด ทุกอย่างต้องเป๊ะ เราก็เริ่มไม่พอใจ เราก็ทะเลาะกันแรง แต่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดในอัลบั้มนี้คือ เราได้ทำงานที่บ้าน สิ่งที่มันเกิดขึ้นโดยที่มันไม่เคยเกิดขึ้น คือความที่เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ความที่เราเป็นเพื่อนกัน มาบ้านตูน มาเจอกัน เมื่อก่อนเรามาที่ตึกแกรมมี่มันเหมือนเรามาออฟฟิต มันกดดัน แต่ว่าทำที่บ้านตูนก็เหนื่อยแล้วก็พัก ครั้งนั้นผมคิดว่าจะทะเลาะกับพี่ชัชครั้งนั้นครั้งเดียว แล้วมันก็เป็นจริง เราพูดครั้งนั้นครั้งเดียวแล้วหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยไม่พอใจเขาอีกเลย แล้วเราก็ไม่เคยบ้าบอกับเพื่อนอีก นี่คือข้อดีของการทำอัลบั้มที่บ้านมันมีความเข้าใจและความรู้สึกของกันและกัน

ตูน : การทำงานที่บ้าน คือการหามิติใหม่ในการทำงาน เพื่อลดทอนปัญหาที่เราจะไปสู่จุดเดือดได้ อย่างเวลาที่เราออกมาที่ห้องอัดแกรมมี่ซ้ำๆ มันเหมือนเดิม แล้วมิติความคิด ความตึงเหมือนเดิม การทำงานที่บ้านมันอาจจะลดทอนลง หรือว่ายืดเวลาให้จุดอิ่มตัวมันไกลขึ้น ความกดดันน้อยลงเยอะ อีกอย่างห้องอัดที่แกรมมี่มันเสียเงินด้วย(หัวเราะ) เราก็ต้องทำตามกำหนดที่เราให้ไว้กับเขา เราต้องทำให้เสร็จ แต่ที่บ้านมันไม่กดดันเลยกลายเป็น 2 ปีที่มีความสุขมาก

เป็นวงดนตรีที่มีแฟนเพลงเยอะมาก กระแสจากแฟนๆ มีผลต่อการทำเพลงหรือไม่?
ตูน : เราทำเพื่อระบายสิ่งที่เราอยากพูด อยากทำมาโดยตลอด เราได้ยินคอมเม้นต์จากแฟนๆ เราก็คล้อยตามในความคิดเห็น เรารับฟัง แต่ว่าสุดท้ายเราต้องมาคิดกับตัวเองว่า แล้วเราล่ะมีความสุขที่ได้เล่นได้ลองอะไร ผมว่าอันนี้ควรเป็นคำตอบสุดท้ายหรือว่าสิ่งที่เรายึดโยงมันมากกว่า ความรู้สึกของแฟนเพลงซึ่งเราให้ค่ากับมันนะ

"แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราก็ต้องมาย้อนดูว่าแล้วเราล่ะ ให้ค่ากับอะไร ในการร้องการเล่นดนตรี ไม่งั้นจะกลายเป็นมันไม่ได้อะไร เพราะว่าล้านคอมเม้นต์เราทำตามได้ไม่หมดหรอก แต่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ คอมเม้นตของ 5-6 คนในวง แล้วเราทำมันอย่างมีความสุข เราภูมิใจกับมันตั้งแต่มันเสร็จ ส่วนถ้ามันจะไปต่อยอดสร้างพลังงานกับคนอื่นได้ มันก็จะเป็นเรื่องดีที่ เกิดจากที่สิ่งที่เราภูมิใจกับมัน"

“วิชาตัวเบา” จากการตกผลึกทางความคิดของแต่ละคนคืออะไร?
ชัช : มีสติ

โอม : ทัศนคติสำคัญมาก สำคัญที่สุดคือการมองให้เป็นบวก เรามีความสุขกับทุกอย่างได้ด้วยวิธีคิด ถ้าวิธีคิดแล้วแฮปปี้ ผมว่าทัศนคติในการเป็นบวกกับตัวเราเองก็ทำให้เรา ตัวเบาได้

ตูน : จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนเก่งขนาดนั้น แต่ว่าเราโชคดีที่มีพี่ มีเพื่อนที่เราไปฝากใจได้ ที่เราจะขอคำปรึกษาได้ หลายๆครั้งที่รู้สึกหลงทาง ก็มักได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างอยู่เสมอ ผมเป็นคนโชคดีที่มีคนรอบข้างให้คำแนะนำเราได้ ช่วยเรา เยียวยาเราได้ ฝากถึงหลายคนที่คิดว่ามันหนักหนาแล้วสำหรับตัวเรา ให้เราไปดูคนข้างๆ ลองไปฝากใจไว้กับเขา เผื่อว่ามันจะแบ่งเบาได้

ปิ๊ด : เมื่อก่อนเราเครียดเยอะ สร้างปัญหาให้ผู้อื่นและตนเองเยอะ วิชาตัวเบาคือเอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น เมื่อก่อนเราเครียด แต่ว่าเราลองคิดดูว่าถ้ามีคนมาทำกับเราแบบนี้ เราก็ไม่ชอบ เราเลยเอาใจเขามาใส่ใจเรามากที่สุด

(อนึ่ง "บอดี้สแลม" กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ “M-150 presents Bodyslam Fest วิชาตัวเบา Live in ราชมังคลากีฬาสถาน” ในวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2562)
...
อ่านข่าวบันเทิงทั้งหมดได้ที่ : "บันเทิง ออนไลน์"


กำลังโหลดความคิดเห็น...