xs
xsm
sm
md
lg

รันทด “พี่เลี้ยง” กู้เงินมาฟ้อง “ฝ้าย มิสแกรนด์” อมเงินรางวัล เจ็บใจไม่จ่ายเงินแต่ใช้แบรนด์เนมเที่ยว ตปท.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ฝ้าย มิสแกรนด์” นางร้ายช่อง 7 เบี้ยวจ่ายเงิน “เต๋า ทีวีพูล” และทีมพี่เลี้ยงนางงาม แฉชนะการประกวดมาตั้งแต่ปี 2016 ป่านนี้ยังจ่ายเงินไม่ครบ ทีมงานเดือดร้อนต้องไปกู้เงินร้อยละ 20 มาเป็นค่าทนายและฟ้องศาล สุดเจ็บใจทีมงานไม่มีกิน แต่นางงามใช้ของแบรนด์เนมเที่ยวต่างประเทศหน้าตาเฉย

กำลังมีผลงานละครออนแอร์สวยงามทำท่าจะไปได้สวยสำหรับ “ฝ้าย สุภาพร มะลิซ้อน” มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2016 ที่เจ้าตัวเล่นเป็นนางร้ายในละคร “นางร้าย” ช่อง 7 แต่จู่ๆ ก็เจอ “เต๋า ทีวีพูล” ภูมิพัฒน์ ธรรมพันธ์ พิธีกรรายการ เมาท์มันส์คันปาก ช่อง psi 61 และ รายการที่นี่มายา ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแฉนางงามติดหนี้ขอให้รีบมาจ่าย ตอนนี้ฟ้องศาลชนะนางงามเรียบร้อยแล้ว สอบถามไปยังเจ้าตัวถึงเรื่องราวดังกล่าว ไม่ขอเปิดเผยชื่อนางงาม แต่เปิดเผยให้เห็นถึงสัญญาการเป็นพี่เลี้ยงนางงาม ซึ่งระบุว่า เป็นการทำสัญญาการประกวด ระหว่าง “นางสาวสุภาพร มะลิซ้อน” กับ “นายภูมิพัฒน์ ธรรมพันธ์” ในการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ โดยตกลงจะแบ่งเงินรางวัลคนละ 50 เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงของราวัลอื่นๆ ที่จะต้องขายและแบ่งคนละ 50 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นมงกุฎและสายสะพาย โดยผู้ส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นผู้จัดการดูแล การแต่งหน้าทำผม และจัดหาชุดในการประกวด ให้กับผู้เข้าประกวด โดยผู้เข้าประกวดไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย โดยได้ทำสัญญากันที่สำนักข่าวทีวีพูล

นอกจากนั้นแล้ว เต๋ายังได้นำเอาใบคำพิพากษา ที่เจ้าตัวเป็นฝ่ายฟ้องแพ่ง นางสาวสุภาพร มะลิซ้อน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 ผิดสัญญาเรียกทรัพย์สินคืน 1,479,500 บาท และถึงแม้เต๋าจะไม่ได้เอ่ยปากว่า นางงามคนดังกล่าวเป็นใคร แต่ในสัญญาและใบคำฟ้องก็ระบุชื่อชัดเจน โดยศาลได้ตัดสินให้ฝ้ายจ่ายเงินให้กับเต๋าเกือบ 2 ล้านบาท

ก่อนจะประกวดมาตามตื้อให้ช่วยเซ็นสัญญาเป็นพี่เลี้ยงส่งประกวด
“ชนะคดีแล้วค่ะ แต่ไม่ระบุแล้วกันว่าที่โพสต์นั้นหมายถึงใคร เพราะมีลูกหนี้หลายคน ใครร้อนตัวก็รับไป ใครยืมตังค์เราไปเขาก็ร้อนตัวเอง แต่ตอนนี้ศาลตัดสินให้เราชนะแล้วค่ะ ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพราะว่าทางจำเลยไม่ไปต่อสู้คดีค่ะ เป็นคดีผิดสัญญาเป็นคดีแพ่ง ซึ่งทำสัญญากันมาตั้งแต่ปี 2016 นะคะ สัญญาส่งเข้าประกวด และทำสัญญากันที่สำนักข่าวทีวีพูล เขามาขอเซ็นเองนะคะ ตอนแรกเราก็ไม่เอานะ เพราะเขาอยากประกวดนางงาม แต่เราดูประวัติเขาแล้วเรารู้สึกว่ามันคลุมเครือ คือเขาไม่ชัดเจน เราก็ให้เขากลับไปอยู่ 3-4 รอบเลยนะ เขาก็มากับพี่เลี้ยงเขา แล้วก็มานั่งรออยู่ที่หน้าทีวีพูล”

“เราก็ใจอ่อนนะ บอกให้ไปลดความอ้วนมาก่อนแล้วกัน แล้วเขาก็กลับมาขอเซ็น พอเราให้เซ็น เราก็ส่งตามขั้นตอนเหมือนที่คนอื่นส่งกันปกตินี่แหละค่ะ เขาก็ชนะค่ะ พอเสร็จช่วงแรกเขาก็ยังจ่ายเงินปกติอยู่นะคะ เพราะเงินสด 1 ล้านบาท เขาบอกไปให้สัมภาษณ์ว่าเขาจ่ายครบแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วเขาจ่ายไม่ครบนะคะ อีกอย่างคือเรามีใบสัญญาครบทุกอย่างนะคะ แล้วพอเขาได้รถมา ได้บ้านมา เขาก็ไม่ขายตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ ถ้าเกิดเขาจะมาอ้างว่าบ้านขายไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ เพราะรถออกมาปุ๊บก็ขายต่อโชว์รูมได้เลย บ้านก็ขายต่อโครงการได้เลย เขาก็รับซื้อเลย เพราะเราก็ไม่ได้ส่งเขาเป็นคนแรกที่ได้รางวัลนะคะ เราได้มาหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะรู้ดีเกี่ยวกับกระบวนการตรงนี้ค่ะ”

เผยตัดสินใจฟ้องเพราะอีกฝ่ายทำตีเนียนไม่ยอมจ่าย จนหลายปีผ่านก็ไปยังยึกยัก
“แต่เขาก็ผิดสัญญามาตลอด 2016 ก็แล้ว 2017 ก็แล้ว 2018 ก็ยังเงียบอยู่ จนมาถึงตอนนี้เลยค่ะ เราก็พยายามโทรทวงถามทุกครั้งนะคะ เขาก็ปฏิเสธบ่ายเบี่ยงมาตลอด จนเรามาทราบภายหลังจากน้องคนหนึ่งซึ่งน้องคนนี้ไปพูดว่า ทำยังไงดี ไม่อยากจ่ายเงินให้พี่เต๋าแล้ว เราก็เลยบอกว่างั้นเขาก็ไม่ต้องโทรมาหาเราแล้วล่ะ ให้เขาคุยผ่านทนายแล้วกัน เพราะเรารอมานานแล้ว เพราะการทำนางงามนี่เราไม่ได้ทำคนเดียวนะคะ เราทำเป็นทีมมีช่างหน้า ช่างผม ช่างเสื้อผ้า จนถึงตอนนี้ทุกช่างยังไม่มีใครได้ตังค์เลยค่ะ ก็เลยต้องฟ้อง”

“เงินที่เขาต้องชดใช้ทั้งหมดรวมทั้งดอกเบี้ยทุกอย่างก็เกือบๆ 2 ล้านค่ะ ซึ่งตัวสัญญาตกลงชัดเจนนะคะว่าทุกอย่างหัก 50% เขาได้ 50% เต็มๆ คนเดียวนะคะ แต่ที่เราหักมา 50% ก็ต้องมาแบ่งช่างหน้า ช่างผม ห้องเสื้อกันอีก ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายของเราหม
ด ทุกครั้งที่เราส่งนางงามประกวด เราต้องทำสัญญากับทุกคนค่ะ เพราะเราอยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบ 20 ปี เรารู้อยู่แล้วว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นนางงาม นางแบบ หรือนางอะไรก็แล้วแต่ มันต้องมีสัญญา จะมาบอกว่าสัญญาใจไม่ได้ ต้องมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องมีการเซ็นถูกต้องตามกฎหมาย และมีพยานอยู่ในสัญญาที่ถูกต้องค่ะ”

ก่อนหน้านี้ “ฝ้าย” จ่ายเงินมาแล้วบางส่วน
“ช่วงแรกๆ ที่เขาจ่ายมารวมหักภาษีแล้วก็ประมาณ 4 แสนนิดๆ ค่ะ เพราะเงินสดมัน 1 ล้านบาท แต่เขาก็ได้มาในระบบเงินผ่อนนะคะ เขาก็ทยอยให้เรามาทั้งหมด 4 แสนนิดๆ ขาดอีกประมาณ 3 หมื่นบาท ระยะเวลานี่ก็หลายปีแล้ว จะชาติกว่าแล้วค่ะ มันนานเกินไปแล้วที่เราจะรอค่ะ ตั้งแต่ 2016 นะคะ หนูจะรอถึงคดีขาดอายุความหรือยังไงเราก็ไม่รู้นะคะ แต่ลูกน้องเราไม่ได้ตังค์กันเลยค่ะ เขาลำบากกันหมดทุกคนเลยค่ะ บางคนก็ต้องไปแต่งหน้าตามต่างจังหวัด บางคนก็ไม่มีงานเลย ก็น่าเห็นใจเขา แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เสียเครดิตไปเลยในแวดวงของการประกวด คือตัวเราเสียเครดิตไม่เป็นไรนะ แต่น้องๆ ที่มาช่วยทำนี่น่าเห็นใจเขานะคะเพราะต้นทุนเขาน้อย เขาต้องมาช่วยเรามันก็เสียหายนะคะ”

“ในสัญญาก็เขียนระบุชัดเจนหมดนะคะว่าเขาต้องจ่ายเรายังไง ซึ่งคดีนี้ศาลก็พิพากษาเรียบร้อยแล้วว่า เราชนะคดีค่ะ ซึ่งก่อนที่จะตัดสินใจฟ้องเราก็มีการพูดคุยแล้วนะคะ เขาก็มาขอต่อราคานั่นนี่ ซึ่งจริงๆ แล้วเราไม่คุยแล้วเพราะเราจะต้องดำเนินการทางกฎหมายแล้วล่ะ ก็ให้เขาคุยผ่านทนายแล้วกันเพราะมันนานแล้วค่ะ และเราเองก็ต้องซัพพอร์ตไปก่อนในหลายๆ เรื่อง”

ดีใจที่ชนะคดี สุดรันทดต้องกู้เงินร้อยละ 20 เพื่อมาเป็นค่าทนายและค่าฟ้องร้อง

“ตอนนี้ก็ดีใจมากค่ะ ศาลแพ่งพิพากษาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอุทธรณ์ ไม่มีฎีกาใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ เพราะว่าตัวจำเลยไม่ได้มาต่อสู้คดี ฉะนั้น ก็ต้องเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแพ่งค่ะ ซึ่งคดีชนะตั้งแต่ 3 ธ.ค. แต่ว่าเพิ่งจะได้คำพิพากษามา เพราะมันต้องรอคัดอีก 30 วัน เราก็ใจเย็นรอ ทุกวันนี้ก็ลำบากมากนะคะ ต้องบอกเลยว่าคดีนี้ไปสู้เขาเราต้องยอมรับเลยนะ ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน แต่ทุกวันนี้ต้องกู้ร้อยละ 20 เพื่อที่จะเอามาสู้คดีค่ะ ไม่ใช่เราแค่คนเดียวนะคะ แต่เราต้องสู้เพื่อน้องๆ อีกหลายคนที่เขาจะต้องรอเงินด้วยเช่นเดียวกันค่ะ”

“แต่หลังจากนี้ คงต้องรออีก 45 วันตามที่ศาลท่านร่างเอาไว้ในคำพิพากษานะคะ ทางทนายจะยื่นต่อให้กับกรมบังคับคดีค่ะ ยอดเงินที่เขาต้องชำระทั้งหมดก็เกือบ 2 ล้านบาทค่ะ ดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี และเราฟ้องตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. ดอกเบี้ยมันก็วิ่งไปเรื่อยๆ แล้วค่ะ แต่ถ้าถามว่าหลังจากนี้เขามาพูดคุยกับเรา ตรงนี้ไม่คุยแล้วค่ะ มันหมดเวลาแล้วค่ะ เพราะเราถือว่าคำพิพากษาของศาลคือสิ้นสุดแล้วค่ะ และเราก็เคารพคำพิพากษาของศาลค่ะ”

ไม่สนใจถ้าอีกฝ่ายจะออกมาพูดอะไรหลังจากนี้ เพราะตนชนะคดีแล้ว
“แต่ถ้าเขาอยากจะออกมาพูดอะไรก็เรื่องของเขาค่ะ เพราะเราไม่ได้ใส่ใจแล้ว เรายึดตามคำพิพากษาของศาลเท่านั้นค่ะ เพราะเราชนะคดีแล้วค่ะ ตอนนี้เราถือว่าเราสบายใจแล้วล่ะ ตัวเราเองลำบากไม่เป็นไร แต่อยากจะให้พี่เลี้ยงทุกคนมีสัญญา เราทำงานเราเหนื่อยตื่นก่อนนอนทีหลัง พี่เลี้ยงไม่ได้ทำแค่คนเดียวพี่เลี้ยงจะต้องมีทีม เพราะฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่หัวอกพี่เลี้ยงก็สำคัญ อยากจะให้พี่เลี้ยงทุกคนเอาคดีนี้ยึดเป็นบรรทัดฐานเลยว่า อย่าใช้คำว่าสัญญาใจ ให้ใช้สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีพยานยืนยันแน่นอน แล้วน้ำตาจะได้ไม่เช็ดหัวเข่าค่ะ อยากให้เป็นบรรทัดฐานของการประกวดในทุกเวทีเลยค่ะ”

“แต่คดีนี้เราเป็นตัวแทนของน้องๆ ทีมมาฟ้องค่ะ เพราะคนอื่นๆ ไม่มีตังค์จะฟ้องค่ะ เราต้องไปกู้เงินมาเพื่อที่จะฟ้องนี่แหละ เพราะช่างหน้าช่างผมเขาคงไม่มีเงินแสน เงินล้านเพื่อจะไปวางที่ศาลหรอกค่ะ เรานี่แหละที่ต้องไปกู้มาเพราะเรามีสัญญา และเราเชื่อว่าเราทำถูกต้องทุกอย่าง ความถูกต้องคือสิ่งที่เราชัดเจนที่สุดค่ะ จริงๆ ระยะเวลาในการฟ้องนี่ไม่นานนะคะ แต่ศาลเขางงว่าทำไมเวลามีหมายศาลไปที่บ้านที่เขาเคยให้ไว้ มันถูกตีกลับมาตลอด ศาลก็ไปถามคนในหมู่บ้านนั้น เขาก็บอกว่าบ้านเลขที่นี้มันไม่มี ซึ่งในบัตรประชาชนมันก็ระบุนะ แต่พอไปถึงจริงๆ มันกลับไม่มีบ้านหลังนี้ค่ะ มันโดนรื้อมาตั้งนานแล้ว เราก็ลงประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ให้เขามาศาลด้วยนะ”

“ตอนที่รู้ว่าชนะคดีนี่น้ำตาแทบไหลเลยนะคะ หนี้ที่ไปกู้เขามาจะได้หักลบกลบหนี้สักที และน้องๆ ที่เป็นช่างหน้า ช่างผมจะได้เอาไปแบ่งให้เขา เพราะเขายังลำบากอยู่เลยไม่มีใครรวยหรอกค่ะ แต่ว่าน้องผู้หญิงคนนั้นชีวิตสุขสบายเที่ยวต่างประเทศใช้ของแบรนด์ เขาไม่เคยหันกลับมาดูหัวอกพี่เลี้ยงอย่างพวกเราเลยว่า พวกเราจะตายอยู่แล้
ว ถ้าหลังจากนี้เขาจะแถลงจะพูดอะไรเราไม่อยากสนใจแล้วค่ะ แต่ทางทนายเขาก็คงดูไว้ว่ามีจุดไหนที่เขาพูดผิด พูดไม่ตรงความเป็นจริงบ้าง แต่เราน่ะไม่อยากใส่ใจแล้ว แค่ศาลท่านพิพากษาให้ชนะดีเราก็แทบจะลงไปกราบเลยละ ดีใจมากแล้วค่ะ”




กำลังโหลดความคิดเห็น...