xs
xsm
sm
md
lg

“โย” น้ำตาซึมเล่าเหตุการณ์ “เอ” จักรยานล้ม บอกทรมานที่สุดในชีวิต แต่สู้สุดใจเพื่อสานฝันต่อให้พี่สาว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“โย” เผยถึงวินาทีที่ “เอ” จักรยานล้ม บอกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรพี่สาวได้ และต้องเห็นพี่สาวเจ็บปวดทรมาน บอกที่ตนมาปั่นจักรยานครั้งนี้ก็เพราะพี่สาวชวน และมีความตั้งใจขยันซ้อมมาตลอด ตั้งใจอยากจะช่วยเหลือเด็กๆ 3 ชายแดนภาคใต้จริงๆ แต่ตอนนี้กลับต้องนอนติดเตียง ขยับตัวไม่ได้ ต้องรอผลซีทีสแกนอีกกว่า 2 สัปดาห์กว่าที่จะวินิจฉัยว่าจะต้องผ่าตัดหรือไม่ บอกกลัวอย่างเดียวว่าจะไม่สามารถกลับมาปั่นจักรยานได้อีก



หลังจากที่อดีตนางแบบสาว “เอ อัญชลี หัสดีวิจิตร” เกิดอุบัติเหตุจักรยานล้มขณะร่วมโครงการ “รวมหัวใจไปให้สุดที่แดนใต้” กับการขี่เจ็ทสกีและปั่นจักรยานทางไกลข้าม 12 จังหวัด ระยะทางกว่า 1,300 กม. เพื่อระดมเงินบริจาคช่วยเหลือน้องๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนต้องส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด่วน และแพทย์วินิจฉัยว่ากระดูกเชิงกรานหัก ล่าสุด “โย ยศวดี หัสดีวิจิตร” ในฐานะน้องสาวที่ร่วมปั่นจักรยานในโครงการนี้ด้วยก็ตัดสินใจร่วมโครงการต่อเพื่อสานฝันให้พี่สาว และเผยกับทีมข่าวว่าถือเป็นเหตุการณ์ที่ตนทรมานที่สุดเพราะเห็นพี่ต้องเจ็บปวดทรมานมาก

“อาการล่าสุดของเอเมื่อประมาณ 2 วันที่แล้วที่โยไปเยี่ยม ตอนแรกถอดสายยางปัสสาวะออก แต่ว่าก็ใส่เข้าไปใหม่เพราะว่าเขายังปัสสาวะเองไม่ได้ เขาทรมานนะ เพราะว่าเขาขยับไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ต้อนรับคนมาเยี่ยมที่เตียงเหมือนคนอัมพาตแบบนั้นเลย เขาก็อึดอัดตัวเอง เพราะเขาเป็นคนทำอะไรคล่องแคล่ว เป็นนักกีฬาด้วย พอไปเห็นเขาเราสงสาร น้ำตาไหล คือจริงๆ วันนี้ต้องมีเขาอยู่ข้างๆ แต่พอไม่มีเขาเรารู้สึกว่างานไม่สมบูรณ์เพราะขาดคนริเริ่มคนที่คิดริเริ่มโครงการนี้ เพราะคนที่จัดการทุกสิ่งทุกอย่างก็คือเขา”

เผยวินาทีที่เห็นพี่สาวนอนเจ็บอยู่ ตนถึงกับทำอะไรไม่ถูก เรียกว่าแทบเสียสติไปเหมือนกัน
“ตอนแรกเราปั่นอยู่แล้วโยได้ยินเสียงโครม คือรู้สึกจักรยานสั่นก่อน มีคนชนโย แต่ว่าเราไม่รู้ว่าใคร ในใจสังหรณ์เพราะเราได้ยินเสียงผู้หญิงร้องสองคน คิดว่าหนึ่งในนั้นคือพี่สาวเราแน่ๆ แต่ว่าโยปั่นจักรยานในระดับค่อนข้างเร็ว จอดเลยไม่ได้ เราก็พยายามเอารถเข้าชิดซ้ายแต่ว่าเกือบจะคว่ำ พอหันไปเห็นพี่สาวนอนอยู่ที่พื้น ชั่วโมงนั้นนึกอะไรไม่ออก ใจหล่นไปอยู่ที่เท้า รู้ตัวอีกทีคือวิ่งเร็วมาก วิ่งไม่คิดชีวิต ทั้งที่รองเท้าตอนนั้นก็วิ่งไม่ถนัด พอเข้าไปดูเห็นพี่สาวเรานอนเป็นคนแรกถัดจากพี่สาวเป็นน้องดาร์ลิ่ง คนที่ชนโย พอไปถามก็รู้ว่าเขาหักหลบไม่ทันเพราะว่าดาร์ลิ่งชนโยเสร็จ ดาร์ลิ่งล้ม แล้วเอเขาต่อหลังดาร์ลิ่งอีกทีหนึ่ง เขาพยายามจะหักแล้วแต่ว่าไม่พ้นดาร์ลิ่ง พอเฉี่ยวรถเขาก็ลอย เลยล้ม”

“โยก็บอกว่าไม่เป็นไรนะ อดทนๆ เดี๋ยวรถพยาบาลอยู่ตรงนี้ แต่ว่ารถพยาบาลต้องรับดาร์ลิ่งไปก่อน พี่สาวโยต้องรออีกประมาณ 20 นาที กว่ารถจะมา โยพยายามยกขาเขาขึ้น แต่ว่าเขาขยับตัวไม่ได้ เขาบอกว่าเจ็บตรงสะโพกมาก เราก็มองหน้ากันกับโค้ชรู้เลยว่าต้องมีกระดูกหัก แต่ว่าไม่รู้ว่าหักตรงไหน เราเลยไม่ให้เขาขยับตัวแล้วเอาของแข็งมาสอดตัวเขา แล้วพี่เขาก็ขึ้นเป็นรถกะบะ นั่งมองพี่สาวถูกบล็อคคอ โยร้องไห้ วันนั้นโยเสียสติเหมือนกันเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น เอเป็นคนขี่จักรยานเก่ง ขี่รอบคอบและมีสมาธิตลอด แต่เหตุการณ์แบบนี้คือพอคนข้างหน้าล้มมันทำอะไรไม่ได้”

“เราไปด้วยตลอด นั่งกับรถไป พอไปถึงโรงพยาบาลก็รออีก กว่าแพทย์จะเอาเข้าห้องเอ็กซเรย์ ทำทีซีสแกน เราก็นั่งในห้องประมาณครึ่งชั่วโมงก็นั่งแบบใจไม่ดี เพราะรู้ว่าปวดตรงสะโพกและช่วงเชิงกราน เราก็เป็นห่วงเพราะถ้ากระดูกไปทิ่มท้องน้อยจะเรื่องใหญ่ เราก็เลยอยากให้ผลเอ็กซเรย์ออกเร็วๆ ระหว่างนั้นเราก็โพสต์ในไอจีว่าขอให้ทุกคนอธิษฐานให้พี่เอด้วย แล้วก็มีคนมาให้กำลังใจเยอะมากเลย”

บอก “เอ” กลัวว่าจะกลับมาปั่นจักรยานไม่ได้อีก เพราะโครงการนี้พี่สาวก็ตั้งใจอยากจะมามาก
“ตอนที่เขารู้ว่ากระดูกหักเขาร้องไห้หนักมาก ประโยคแรกที่เขาพูดกับเราก็คือเอจะกลับไปปั่นจักรยานไม่ได้แล้วเหรอ เพราะพี่สาวโยซ้อมและฟิตร่างกายมาหนักมาก แต่ตัวโยเองไม่ได้ซ้อมอะไรเลย ตัวโยบอกเลยว่าตอนแรกกิจกรรมนี้โยไม่ได้อยากมา เพราะว่าโยเพิ่งแข่งไอรอนแมนเสร็จ แต่เอบอกกับเราว่ากิจกรรมนี้อยากให้เราไปปั่นด้วย เพราะเอไม่สามารถไปปั่นคนเดียวได้ถ้าไม่มีโย เอเขาก็จัดการหาพจน์ของโยมาร่วมทีมเพื่อทำให้เรามีกำลังใจในการปั่น ใจเราก็ครึ่งๆ นะ คือถ้าเอเขาอยากไปแล้วก็ไปด้วย คือเราก็ไม่ได้มีความเมตตาอยากจะช่วยเพราะทุกคนมีลิมิตของตัวเอง แล้วลิมิตร่างกายโยตอนนั้นคือเหนื่อยมาก เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราจะไปช่วยคนแล้วร่างกายเราไม่เต็มร้อย เราก็กลัวตัวเองจะไปเป็นภาระคนอื่น แต่พี่สาวบอกว่าจะไปเราก็ต้องไปปั่นกับเขาด้วย”

“แล้วพอวันนั้นที่ไม่มีเขาเราก็ถามความรู้สึกของตัวเองว่าแล้วเราเองจะปั่นไปต่อเพื่ออะไร ถ้าให้ปั่นต่อเพื่อเด็กๆ เราก็โอเคนะ แต่ว่าตัวเราก็มีกำลังใจของเราซึ่งกำลังใจที่สำคัญที่สุดเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ตอนแรกว่าจะเลิกปั่นแล้วก็บอกกับพี่สาวว่าไม่ไปต่อแล้วนะเดี๋ยวกลับกรุงเทพฯ พร้อมกันเลย เขาก็ยิ่งร้องไห้หนักมาก แล้วบอกว่าไม่ได้นะ ถ้าโยไม่ไปเท่ากับว่ากิจกรรมนี้เขาไม่ได้ร่วมทั้งหมดเลย ทั้งตัวและใจ เพราะฉะนั้นเขาก็อยากจะให้เราเอาใจของเขาไปให้ถึงเบตง วันนั้นก็เป็นวันที่สับสนกับตัวเองมากที่สุด ว่าเราจะต้องอยู่ต่อจริงๆ เหรอเนี่ย (หัวเราะ) อยู่ต่อเพื่อที่จะปั่นต่อไปคนเดียวเนี่ยนะ มันจะเป็นไปได้ยังไง”

ยอมรับอยากจะถอดใจตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ แต่ก็ต้องปั่นต่อเพราะ “เอ” ขอไว้
“2 วันแรกเราปั่นไม่ได้เลยนะ ปั่นไปร้องไห้ไป ใส่แว่นคนมองไม่เห็น แต่ว่าเราร้องไห้หนักมาก ทุกคนเป็นห่วงว่าจะไหวไหม ทุกครั้งที่อยู่บนจักรยานเรามีสติสมาธิตลอด แต่ว่าพอลงจากจักรยานเราก็ไม่กินข้าวไม่ไปเจอใคร อยู่ในห้องร้องไห้อย่างเดียว เหมือนไม่มีกำลังใจ เราก็คุยไลน์กับพี่สาวทุกวัน ผ่านไป 3-4 วันเราก็เริ่มดีขึ้น จนวันที่ 5 เราก็ไปขอกับพี่เป๊ก (สัณชัย เองตระกูล) ว่าเราไม่ไหวแล้ว ขอกลับกรุงเทพฯ แป๊บนึง จองไว้รอบ 18.00 น. แล้วจะบินกลับจากกรุงเทพรอบ 06.00 น. พอไปถึงไม่มีใครรู้เลยนะว่าโยจะมา เราไม่ได้บอกใคร เพราะถ้าพี่สาวรู้เขาจะห้ามไม่ให้เราไป พอเขาเห็นเราเขาตกใจมาก เราก็บอกว่าเราอยากเจอเขาจะได้มีกำลังใจมากขึ้น”

“ถามว่าเราถอดใจไหม เราถอดใจไปแล้ว เพราะบอกว่าจะกลับบ้านอย่างเดียวเลย ในใจคิดว่าไม่รู้จะปั่นต่อเพื่ออะไร เพราะว่าเรามาเพราะเขา เขาบอกว่าเขาอยากปั่นอยากให้เราไปปั่นเป็นเพื่อนเขาไปข้างๆ เขา เพราะเขามีใจกับเด็กๆ 3 ชายแดนภาคใต้มากๆ ตอนที่ไปถ่าย VTR 3 จังหวัดภาคใต้เราก็ไปกับเขาด้วยนะ แต่เราอาจจะไม่ได้เข้าถึงเขา เพราะความที่เขาเป็นแม่คน เขาเลยอินมากกว่าเรา เราก็คิดว่าเราก็อยากได้ความรู้สึกของเอนะ แต่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น แต่บอกตรงๆ ว่ามาเพราะเขาจริงๆ”

“เอเขาอินขนาดว่าเขาซ้อมตลอดตอนที่เขาไปเยอรมันกับโย เขาก็หาที่ซ้อม ไม่ได้ปั่นจักรยานเขาก็วิ่งเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงตลอด เขาบอกว่ากลัวปั่นแล้วไปเป็นภาระคนอื่น ตัวเราพอกลับจากเยอรมันเราไม่เคยซ่อมจักรยาน ไม่เคยใส่ใจอะไรเลยนะ ก่อนมากิจกรรมก็ไปปั่นครั้งเดียวและคิดว่าน่าจะทำได้อยู่หรอก คิดว่าคงทำตามกันไป แต่เอเขาซ้อมหนักตื่นเช้าทุกวัน เราก็สงสัยว่าทำไมเอทุ่มเทจัง เขาก็บอกว่าอยากทำเพื่อน้องๆ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จริงๆ ก่อนที่เราจะไปเยอรมันเราไปถ่ายทำวีทีอาร์กันก่อน แล้วเขาก็ไปเห็นเด็ก ทั้งออติสติกและป่วยติดเตียง และเด็กที่สภาพร่างกายสมบูรณ์แต่ขาดการสนับสนุน เพราะเขาเป็นเด็กกำพร้า ที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ความรุนแรง มีความสามารถทางด้านดนตรี แต่ไม่มีทุน เขาก็เข้าไปคุยกับน้องๆ แล้วเขาก็ร้องไห้แล้วบอกกับเราว่า ถ้าเราไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย คงไม่มีดาราคนไหนจะมาปั่นจักรยาน 1300 กิโล”

“เอบอกว่าถ้าโยไม่ทำแล้วใครจะทำ เพราะเอเองก็คงไม่สามารถปั่นได้ทุกวัน ทุกรอบ ทุกเซ็ท แต่เขาบอกว่าจะพยายามทำให้ได้ทุกวัน แต่ว่าผ่านไป 3 วัน เขาไม่เคยพักเลยสักเซ็ทเดียว เขาปั่นอยู่ข้างโยตลอด เขาไม่ได้มีแต่แรงกำลังกายนะแต่เขามีแรงกำลังใจในการปั่น การปั่นจักรยานมีแต่แรงกายอย่างเดียวทำไม่ได้นะ มันต้องมีพลังใจด้วย อย่างพิ้งกี้เขาก็ไม่ได้ปั่นเก่งนะ เขาซ้อมน้อย เวลาปั่นต้องมีคนคอยดันเขาตลอด ปั่นเองไม่ค่อยได้ แต่ว่าเขาไม่เคยยอมแพ้และไม่เคยขอพัก คือเรื่องแบบนี้แรงใจมันสำคัญ”

ยอมรับว่าตัวเองก็เหนื่อย แต่ยอมทำเพื่อพี่สาวจนถึงที่สุด
“วันที่เขาเจ็บตอนที่เขากำลังขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ เขาก็บอกว่าพาใจเอไปให้ถึงเบตงนะ เราก็บอกว่าโอเค ทั้งที่จริงแล้วโยกับเขาไม่เคยห่างกันเลยนะ เรามาตรงนี้ได้ก็เพราะเขา (เสียงสั่น) ทุกวันนี้ถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว เหนื่อยมากนะ พยายามคิดว่าตอนนี้เขานอนอยู่ที่เตียงทำอะไรไม่ได้ในขณะที่เรามีโอกาส ได้ทำอะไร ได้เห็นความสวยงาม ได้เจอผู้คนอยู่ตลอด มันคือความฝันของเขาเลยนะที่จะปั่นลงภาคใต้ เขาอยากเห็นเบตง แล้วท้ายที่สุดเขาก็ไปไม่ถึง”

“สิ่งที่โยห่วงคือ ในบรรดานักปั่นจะรู้ว่าถ้ากระดูกเชิงกรานหักแล้วได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธี ไม่ได้ผ่าตัดหรือว่ามีการผิดพลาดในการกลับมาปั่นจักรยานอาจจะกลับมาปั่นจักรยานยากมาก ต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี โยมั่นใจในการรักษาและมั่นใจว่าเอจะกลับมาทำในสิ่งที่เขารักอีกครั้ง ตอนนี้เขามาไม่ได้เรามาปั่นแทนเขา แล้วเวลาไปถึงที่ไหนเราจะคิดถึงเขา เราไม่ได้อยากได้คำชมเพราะว่าเราไม่ได้อยากมาตั้งแต่แรก แต่อยากให้ทุกคนชมเชยในความตั้งใจของเอมากกว่า เรามีแค่ร่างกายที่ทำ แต่ว่าจิตใจเป็นจิตใจของเขา"

เผยอาการตอนนี้ยังต้องรอผลซีทีสแกน และพยายามให้กำลังใจ “เอ” อยู่ตลอดเวลา
“อาการตอนนี้ก็ยังขยับไม่ได้นะ ต้องอยู่ในสภาพนั้นไปอีก 2 สัปดาห์ จนกว่าหมอจะทำทีซีสแกนอีกทีว่าสามารถลุกจากเตียงไปไหนมาไหนได้ไหม เพราะทุกวันนี้เขาปัสสาวะ ถ่ายหนักบนเตียงเหมือนเดิม ลุกไปไหนไม่ได้ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งแบบคนธรรมดา ปกติยังไม่ได้เลย สิ่งที่เขาทรมานคือเขาทำอะไรไม่ได้ แล้วคนเคยทำงานหนักมาตลอด เขาเป็นห่วงลูกเขาใครจะรับส่งไปโรงเรียน โยก็มาปั่น”

“โยก็บอกเขาว่าภายใน 1-2 สัปดาห์อาจได้รับข่าวดีจากหมอว่าเขาสามารถลุกขึ้นเดินโดยใช้ไม้เท้าได้ อีก 2 เดือนเขาน่าจะสามารถขยับเขยื้อนออกกำลังกายเบาๆ พยายามให้กำลังใจเขา มันไม่นานไปกว่านี้แน่นอน เขาทำกายภาพทุกวัน ทำกายภาพไม่ให้มีแผลกดทับ ด้วยความที่เขาขยับไม่ได้กลัวว่าจะมีปัญหาแผลกดทับ เขาไม่ได้ผ่านะคะ หมอบอกว่าหักข้างเดียว สิ่งที่กังวลคือหมอไม่ผ่า แสดงว่าหมอต้องมั่นใจว่ามันน่าจะโอเค รอให้ประสานกันเอง หมอบอกว่าอีก 2 สัปดาห์จะดูว่าอาการกระดูกเป็นอย่างไร อาจจะต้องผ่าหลังจากนั้นหรือเปล่าเราไม่ทราบ”

“พอเขาไม่ได้ทำตามฝันของตัวเองเขาก็เสียใจ สำหรับเรากิจกรรมนี้มันเกิดขึ้นเพราะเขาส่วนหนึ่ง เขาเสียใจที่ว่าเขาอยากเข้าไปกอดเด็กๆ อยากไปถ่ายรูปไปเห็นเด็กๆ เขาชอบเรื่องแบบนี้ ได้เจอน้องๆ ได้ถ่ายรูป เขาก็บอกว่าอยากอยู่กับโยตรงนั้นจังเลย ถามว่าโยกดดันไหมที่ต้องแบกความหวังของพี่ โยกดดันตรงที่ว่าพอเราเหนื่อยเราก็อยากพัก ดาราคนอื่นไม่จำเป็นต้องปั่นทุกเซ็ตแบบเรา มีโยที่ยืนพื้นปั่นทุกเซ็ตจริงๆ”

“คือวันแรกที่โค้ชแพลน โค้ชบอกว่าดาราไม่จำเป็นต้องปั่นทุกเซ็ทเพราะเขาไม่ใช่นักกีฬา แต่ไม่ใช่โยนะเพราะโยเป็นนักกีฬา ใจหนึ่งเราก็ดีใจ แต่อีกใจก็นึกว่าหรือเราจะไม่ได้พักเลย ที่ดีใจเพราะมีดาราเยอะแยะ แต่เขาไม่มองเราเป็นดารา คือเขามองเราเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มาปั่นร่วมกัน คือทุกคนที่มาปั่นร่วมกันเป็นนักกีฬา มีทั้งทีมชาติ ทีทั้งนักกีฬาประจำจังหวัด ทุกคนเป็นนักกีฬาทั้งหมดและโค้ชที่เป็นคนที่นำทีมชาวต่างชาติเป็นโค้ชนักกีฬามาปีกว่า โค้ชบอกว่ายูพักไม่ได้ ยูต้องปั่นทุกเซ็ทไปทุกกิโล ก็รู้สึกว่านี่เป็นกำลังใจอย่างหนึ่งที่เราทำมาตลอดว่าอยากมีภาพอย่างอื่น และทำได้ดีกว่าเป็นนักแสดงอย่างเดียว พอเรามาเป็นนักกีฬา เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไปให้ถึงที่สุดเหมือนกัน นักปั่นทุกคนที่เขามารอรับโยเพราะเขาเชื่อมั่นโยในฐานะนักปั่นไม่ได้มาต้อนรับโยในฐานะที่เป็นดารานักแสดง”









กำลังโหลดความคิดเห็น...