xs
xsm
sm
md
lg

จากใจ “ไอซ์” ลูกชาย “โจ” ผมรักพ่อมาก! “แม่น้ำ” ประกาศไม่ดิ้นรนตรวจดีเอ็นเอ แค่โจยอมรับทุกอย่างก็จบ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“น้ำ นันทิยา” อดีตภรรยา “โจ บอยสเก๊าท์” ควงลูกชาย “ไอซ์ โชคชัย” เปิดใจ ยันไม่เคยดิ้นรนตรวจดีเอ็นเอ เพราะแค่โจยอมรับทุกอย่างก็จบ เผยโจเคยบอกจะไม่มีลูกอีก เพราะไม่อยากให้ลูกมีครอบครัวไม่สมบูรณ์ ยันออกมาเพราะห่วงแม่เลี้ยงโจถูกสังคมประณาม ด้านไอซ์ฝากบอกพ่อที่อยู่บนฟ้า ผมรักพ่อมากแม้ไม่ได้ผูกพัน ยันรักเพราะเป็นสายเลือดของพ่อ

หลังปิดฉากดรามา กรณีที่ “ไอซ์ โชคชัย อุชชิน” ลูกชายอายุ 27 ปี ของนักร้องดังตำนาน “โจ บอยสเก๊าท์” ธนัศ ฉิมท้วม ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ไปปรากฏตัวในงานศพโจ ท่ามกลางกระแสมึนงงของครอบครัว ซึ่งภายหลัง “แม่น้ำ นันทิยา” ได้พาลูกชายไปกราบขอขมาคุณปู่ ปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด ล่าสุดน้ำและลูกชายได้ไปเปิดใจในรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง one 31 โดยน้ำได้ย้อนความหลังว่าพบรักโจ ซึ่งเป็นรุ่นน้อง อายุน้อยกว่าถึง 7 ปี แต่เพราะอีกฝ่ายยังเด็กและไม่พร้อม ในขณะที่ตนเองไม่ได้เดือดร้อน ทำให้แยกทางกัน ด้านไอซ์ก็เผยว่ารักพ่อมาก พ่อเป็นเหมือนฮีโร่

แม่น้ำ : “โจเขาทำงานอยู่ที่กะซู่ ตอนนั้นเขาเป็นเด็กเสิร์ฟ เป็นบาร์เทนเดอร์ รู้สึกเจ้าของร้านจะเอ็นดูเลยให้ทำงาน ร้านอยู่ที่กรุงเทพฯ ตรงข้ามพาเหรด เราก็เป็นนักศึกษาก็ไปเที่ยวกันตามประสาวัยรุ่น ก็ไปเจอแล้วไปเที่ยวทุกวันๆ จนสนิทสนมกัน ก็เหมือนพี่น้องกันมากกว่า พอเรากลับเขาก็กลับไปเที่ยวต่อด้วย แล้วก็บางทีไปนอนด้วย เพราะตอนนั้นเราเป็นนักศึกษาอยู่ที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ก็จะเช่าอยู่กันหลายๆ ห้อง เหมือนเพื่อน มันไม่ใช่ความรักกันหวานแหวว จะถามว่าจีบมันก็ไม่ได้จีบ มันไปกันตามสเต็ป ตอนนั้นโจอายุน้อยกว่า 7 ปีค่ะ ตอนที่มีไอซ์ก็จำไม่ได้นะ แต่พอรู้ว่าท้อง ก็ตัดสินใจอยู่ว่าจะทำยังไง แต่เอาจริงๆ เพื่อนเรามันก็ซื้อยาให้กิน กินแล้วก็อ้วกออกมา เลยตัดสินใจกลับบ้าน แต่ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าบอกโจรึยัง แต่จำได้ว่าไม่ได้บอกพ่อกับแม่ จนตัดสินใจที่จะเอาน้องไอซ์ไว้ ก็ไปหาหมอ น่าจะประมาณเดือนที่ 5-6 ก็โทร.บอกโจ เพราะเราตัวเล็กด้วย จนจะคลอดแล้วพ่อกับแม่ยังไม่รู้เลย แล้วจากนั้นเราก็ไม่ได้เรียนต่ออีกเลย”

คือในตอนนั้นมันเป็นประสบการณ์ของเรา และสังคมในสมัยนั้นด้วย เป็นสังคมของคนต่างจังหวัดที่ส่งลูกมาเรียน พูดตรงๆ คือท้องไม่มีพ่อ พ่อแม่จะรับได้มั้ย คนรอบข้างจะรับได้มั้ย ตอนที่เราท้องก็โทร.บอกโจนะ และตอนนั้นพ่อแม่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปขนาดอยู่ในบ้านด้วยกันนะว่าเราท้อง ซึ่งพ่อเขารู้เขาก็เงียบ ตอนนั้นเขา 16 ก็ห่างกับเราประมาณ 7 ปี แต่เราไม่ได้อะไร คือเราก็บอกเขา เรารู้ว่าเขาจะเข้าวงการแต่ยังไม่ได้ออกอัลบั้ม กำลังอยู่ในช่วงฝึกเป็นนักร้อง แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา คือเราก็บอกว่าไม่ต้องสนใจ แค่บอกให้รู้ว่ามีน้องนะ แล้วโจก็ทำหน้าที่ของโจไป และเราก็ขาดการติดต่อกันไป ต่างคนต่างอยู่ ในช่วงที่คลอดลูก เราก็จะโทร.ไปบอก แต่จำไม่ได้ว่าโทร.ไปทางไหน อาจจะทางเพื่อนโจ หรือว่าอาร์เอสนี่แหละ ก็บอกว่าเราคลอด ก็ไม่ได้คาดคั้นว่าเขาจะรับผิดชอบอะไร ก็แค่เรามีลูกนะ ถ้าคุณสะดวกหรือว่างก็มาหาหน่อย”

แม่น้ำ : “เจอน้องไอซ์ครั้งแรกก็ตอนขวบกว่าๆ มั้ง เจอครั้งแรกก็ตอนที่โจไปเล่นคอนเสิร์ตที่สุราษฎร์ธานี ตอนนั้นเราอยู่สุราษฏร์ฯ ก็เจอกันโรงแรมที่โจพัก แล้วภาพนี้ก็เป็นภาพเดียวที่ไอซ์ได้ถ่ายกับพ่อ เพราะเราเป็นคนไม่ชอบถ่ายรูป และไม่มีกล้อง รูปนี้เป็นรูปที่หลานเราที่ไปด้วยถ่ายให้”

ไอซ์รับยกพ่อเป็นฮีโร่
ไอซ์ : “ตอนที่จำความได้ก็ตอน 4 ขวบ ไปเจอพ่อที่กองบิน ก็รู้สึกดีใจปลื้มพ่อ เหมือนเป็นฮีโร่ คือตอนนั้นยังไม่เข้าใจความเป็นพ่อ แต่เข้าใจว่าเขาเป็นฮีโร่ สมัยเด็กๆ ก็บอกเพื่อนบอกคนรอบข้างตลอด แต่ไม่มีใครเชื่อ จนวันหนึ่งก็ช่างมัน ไม่บอกก็ได้”

แม่น้ำ : “จนวันหนึ่งโตขึ้น รู้สึกว่าไม่รู้จะบอกทำไม จนคนในหมู่บ้านที่เราอยู่ เขาจะยืนยันกันได้เพราะเคยเจอโจไปหาที่บ้าน แต่สังคมภายนอกออกมาก็จะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเชื่อพอโตมา หน้าตามันเหมือนกันเลย”

ไอซ์ : “บ่อยครั้งที่เขาคิดว่าเราโกหก อย่างเวลาไปเรียนที่ใหม่ เราก็บอกเขา เขาก็ไม่เชื่อแล้วมาถามว่า ทำไมในใบเกิดถึงไม่มีชื่อพ่อ”

แม่น้ำ : “ในใบเกิด พ่อเราไปแจ้ง แล้วให้เพื่อนที่เป็นนายทะเบียนเขียนให้ว่าน้องไอซ์เป็นน้องเรา พ่อเราไปแจ้งแต่ไม่ได้ไปด้วยตัวเอง เลยฝากให้เพื่อนที่เป็นนายทะเบียนจัดการให้ ในนั้นเลยเป็นชื่อพ่อกับแม่พี่ ที่เป็นพ่อแม่น้องไอซ์ ถ้าตามทะเบียนเอกสารทางราชการ น้องไอซ์จะเป็นน้องเรา เป็นคนสุดท้อง ก็ไม่เชิงเลี้ยงคนเดียวหรอก ก็เลี้ยงกันมาปกติเหมือนทุกคนนะคะ เพียงแต่ว่าเราไม่ค่อยซีเรียสกับปัญหาที่มันเกิด”

บอกถึงตอนที่บอยสเก๊าท์โด่งดัง ก็ไม่คิดที่จะให้อีกฝ่ายเอาเงินมาให้ เปิดใจโจเคยบอกจะไม่มีลูกอีก เพราะเกิดมาครอบครัวไม่สมบูรณ์
แม่น้ำ : “ไม่ค่ะ คือครั้งแรกที่โจเจอน้องไอซ์ตอนขวบกว่าๆ เขาก็นั่งมองกัน เขาก็คุยกัน เขาบอกว่าจะไม่มีลูกอีก เราเลยบอกว่ามันไม่ยุติธรรมกับแฟนใหม่เธอ ถ้าวันข้างหน้าเธอมีครอบครัว เธออย่าเพิ่งตั้งเป้า เพราะเขาไม่อยากให้ลูกเหมือนเขาที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ เพราะตัวเขาเองก็ไม่สมบูรณ์ เราก็บอกว่าอย่าไปตั้งเป้า มันไม่ยุติธรรมกับแฟนใหม่ นั่นก็คือส่วนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่มีแฟนนะ เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะปฏิบัติยังไง แล้วเรื่องการเลี้ยงดู คือเราก็บอกว่า โจก็ดูแลของโจไป ถ้าวันหนึ่งโจมีเหลือ ค่อยมาจัดการให้ลูก ตอนนี้ถ้าน้ำทำได้ น้ำดูแลตัวเองได้ ก็จะดูแลตัวเองไป ทีนี้เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะมีมีญาติพี่น้องช่วยเหลือ มันก็เลยเหมือนว่าโจไม่ได้ดูแลลูก และด้วยความเคยชินมา 27 ปี เราก็เลยลืมเรื่องความรู้สึกเขาไป ก็แค่นั้นเอง”

ไอซ์ : “ก่อนพ่อเสียก็คุยบ้างไม่คุยบ้าง คุยเฟซบ้าง ส่งหากันบ้าง คุยกันเรื่องเรียนถ้ามีปัญหาก็โทร.ปรึกษาพ่อ พ่อเขาก็ให้คำปรึกษาตลอด ถ้าคุยเฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันเล่นๆ ทั่วไปตามประสา แต่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นลูก เราก็คุยกันตลอด เวลามาเจอพ่อก็ไปเที่ยว ไปกินข้าว ถามว่าเจอกันบ่อยมั้ย ปีละครั้งครับ แล้วแต่สถานการณ์ว่าไอซ์มากรุงเทพฯ รึเปล่า ก็ไม่เคยคิดที่จะบอกใครครับ แต่เคยถามพ่อว่าปู่กับย่ารู้มั้ย พ่อก็บอกว่ารู้ครับ ตอนที่ถามตอนนั้นบอกว่ารู้ครับ แล้วเพิ่งมารู้ตอนหลังว่ายังไม่รู้”

ยอมรับปฏิเสธที่จะไปหาพ่อเพราะครึ่งหลับครึ่งตื่น และไม่รู้ว่าพ่ออาการหนัก
ไอซ์ : “จริงครับ ตอนนั้นครึ่งหลับครึ่งตื่นครับ มันดึกแล้วด้วย มีคนโทร.ไปเราก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร บอกว่าพ่ออยู่ รพ.ลาดพร้าว ให้มาดูหน่อย เป็นโรคหัวใจ ด้วยความที่เรายังงัวเงียอยู่เลยบอกไปว่า ไม่ว่าง”

แม่น้ำ : “คือจริงๆ ไม่ได้คิดหรอกว่าเรื่องจริง เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีเพื่อนพ่อคนไหนโทร.มา ตอนที่เขาเล่าให้ฟัง เรายังพูดเลยว่าลูกโกหกรึเปล่า แล้วเพื่อนปาป๊าเขาจะเอาเบอร์ลูกที่ไหนโทร.มา จึงไม่แปลกที่ลูกจะไม่เชื่อ และเราเองก็ไม่เชื่อเหมือนกัน เพราะจากประวัติของโจแล้ว เขาไม่เคยมีข่าวว่าป่วยเลย ฉะนั้นเราไม่ค่อยแปลกใจ เพราะเราเองก็โทร.หาน้องไอซ์ตอนเช้า ปลุกเขาไปทำงาน เขาก็ยังลืมเรื่องนี้เลย โดยสามัญสำนึกจิต แล้วตี 1 ตี 2 ก็ไม่เคยมีใครโทร.มา แล้วตัวเราเองยังว่าลูกว่าลูกโกหกเลย”

“ลางร้ายก็ไม่มีนะ ไม่มีเลย ตอนรู้ข่าว ยังคิดเลยว่าจริงรึเปล่า ตอนเพื่อนโทร.มาถึงรู้สึกว่าจริง ถ้าถามตัวเรา เราจะรู้สึกหวงลูก เพราะลูกอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ห่วงความรู้สึกเขา เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกแค่ไหน เขาก็เป็นเหมือนพ่อเขาที่ไม่ค่อยพูด เก็บความรู้สึก เราห่วงตรงนั้นมากกว่า ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกที่มีต่อโจ แต่ละห่วงลูก”

ไอซ์ : “ตอนรู้ข่าวก็ตกใจครับ ก็โทร.ไปปรึกษาแม่ว่าทำไงดี พอเราคุยกับแม่เสร็จก็วางหูแล้วติดต่อไปที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลบอกว่าไปที่นิติเวชส่งไปชันสูตร ผมก็โทร.ไปที่นิติเวช แล้วเขาบอกเอาไปวัดแล้ว ผมเลยตามไปวัด”

ยันไม่ได้อยากดัง แค่อยากไปรดน้ำศพพ่อ เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้พ่อได้
ไอซ์ : “ไม่เลยครับ ก็ที่ไปงานศพเพราะไปด้วยความตั้งใจที่อยากไปรดน้ำศพพ่อครับ เหมือนเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้พ่อได้ ก็เลยไปไม่ได้คิดอะไร ตอนไปตอนแรกก็เข้าไปงานครับ มีเพื่อนพ่อพาไปแนะนำให้ปู่รู้จัก นั่งข้างปู่สักพักหนึ่ง เหมือนปู่จะยังไม่รู้ ซึ่งผมก็ไม่เคยเจอปู่ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย เป็นครั้งแรกที่เจอ ก็คุยกับปู่ปกติ เหมือนเขายังไม่รู้ว่าเราเป็นหลาน พอช่วงค่ำ เหมือนปู่อยากจะเข้ามาคุยด้วย แต่ติดงานก็เลยไม่ได้เข้ามาคุยด้วยครับ ตอนเจอเขาผมก็ไม่อึดอัด ด้วยความที่เราอยากเจออยู่แล้ว เราอยากเจอญาติทางฝ่ายพ่ออยู่แล้ว พ่อเขาก็อยากพาไปเจอ แต่ไม่ได้ไป เพราะเขาติดงาน”

เผยคนพาไปงานศพเป็นหลานของแม่ “แม่น้ำ” แจงไม่เคยดิ้นรนอยากตรวจดีเอ็นเอ เพราะแค่โจรับเป็นลูก ทุกอย่างก็จบ บอกดีเอ็นเออยู่ที่เส้นผม ยันท่านอน
ไอซ์ : “เป็นพี่ชายครับ เป็นหลานของแม่ครับ”

แม่น้ำ : “พอดีเราฝากเขาไป เพราะเราไม่อยู่ ฝากให้เขาดูแลไอซ์ เขาก็เป็นดาราหรือนักร้อง เราไม่รู้หรอก เหมือนนักข่าวเขาถามว่ามาทำไม น้องเขาก็บอกว่าพาหลานลูกพี่โจมาไหว้ นั่นคือเป็นเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นมา คนก็ตื่นตัวกัน แต่เราไม่ได้โทษใครนะต่างคนต่างอยู่คนละมุม คนละความคิด ทางนั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไร เขาพาหลานมาไหว้ เราฝากมา แล้วมีคนถามว่ามาทำอะไร เขาก็บอกพาหลานมาไหว้ นี่คือลูกพี่โจ แล้วเผอิญว่าคนที่ถามเป็นนักข่าว ก็เลยกลายเป็นชุลมุนวุ่นวาย ปู่เขาก็ไม่ได้ตั้งตัว ก็เลยเป็นข่าวขึ้นมาตอนนั้น”

ถ้าถามว่ามีอะไรมายืนยัน เราจะยืนยันกับใครล่ะคะ เพราะคนอื่นไม่ได้มีผลกับเรากับลูก เมื่อพ่อเขายอมรับ ก็ไม่มีผลกับคนอื่นว่าลูกเราจะใช่หรือไม่ใช่ เราก็เลยไม่เคยดิ้นรนว่าต้องตรวจดีเอ็นเอ แต่เราบอกเลยว่าลูกเป็นการพิสูจน์ดีเอ็นเอที่ประหยัดมาก ตั้งแต่เส้นผม ยันท่านอนเหมือนพ่อเขามาก ตั้งแต่เล็กๆ เส้นผมตอนเด็กเขาก็สีทองเหมือนพ่อเขา ท่านอนก็ยังเหมือน เพราะเราเคยเห็นไอซ์กับโจสองคนที่นอนแบบนี้ แล้วเราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรที่จะต้องพิสูจน์อะไร

ยันไม่ได้ออกมาเพราะต้องการสมบัติ และไม่ต้องการเกาะกระแส
แม่น้ำ : “ถ้าออกตั้งแต่อัลบั้มแรก เพราะมาเอาตอนนี้โจตายแล้วต้องมานั่งพิสูจน์วุ่นวาย เสียเงินเสียทอง แล้วได้อะไร สู้เรียกร้องตอนนั้นดีกว่า ส่วนเรื่องที่บอกว่าเกาะกระแสคนตาย เกาะกระแสเรื่องอะไรคะ เพราะตัวเราที่ออกมานะ เราไม่ได้ปกป้องลูกเท่าไหร่ แต่เราห่วงที่โจมตีคุณปู่กับคุณย่าเขามากกว่า ก็คือที่เราอ่านจากคอมเมนต์ในเฟซบุ๊ก คุณย่าเขาโดนหนักมาก เราขอมาเป็นตัวแทนย่า โจเขาก็รักแม่เลี้ยงเขานะ ไม่ใช่ไม่รัก แต่คนที่มันช็อก เข้าใจมั้ยคะ คนที่เพิ่งเสียลูก แล้วมีหลานโผล่มา ปฏิกิริยาตอบรับมันไม่เท่ากันอยู่แล้ว ทีนี้คุณย่าเขาอาจไม่ได้เข้าสังคม สิ่งที่แสดงออกมา สังคมอาจโจมตีเขา คุณปู่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เราจะออกมาขอโทษแทนลูก มาบอกว่าอย่ามาโจมตีคุณย่าเขาเลย เพราะว่าโจเขาก็รักของเขา ก็อย่าไปว่าแก เรื่องอื่นเราไม่ซีเรียส เราซีเรียสเรื่องของย่ามากกว่า เพราะว่าเขาโดนโจมตีอยู่คนเดียว ภาษาที่ใช้มันก็รุนแรงสำหรับคนแก่ เพราะเขามีบุญคุณกับโจค่ะ”

ไอซ์ยันรักพ่อมาก แม้ไม่มีความผูกพันในเรื่องการเลี้ยงดู แต่ในทางสายเลือด ก็รักพ่อ
ไอซ์ : “พ่อเท่มากครับ ถ้าพูดในฐานะของลูกผู้ชายคนหนึ่ง ก็ชื่นชนในฐานะของศิลปินครับ คือทำหน้าที่ที่ตัวเองที่ชอบได้จนวินาทีสุดท้าย และอยากจะบอกว่ารักพ่อมากครับ ถึงแม้จะไม่มีความผูกพันกันในเรื่องของการเลี้ยงดู แต่ว่าในทางสายเลือดก็รักพ่อครับ

แม่น้ำ : “ถ้าเรื่องการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ฝากบอกว่าอย่าโจมตีพ่อของลูกแค่นั้นเอง ปล่อยให้เป็นเรื่องของพ่อกับลูกเขาดูแลกันเอง เราเป็นหน้าที่แม่ก็ดูแลกันไป เพราะไม่ควรจะไปปลูกฝังความเกลียดชังของพ่อให้กับลูก เพราะในสังคมทุกวันนี้เจอเยอะ แต่ถ้าเรื่องของโจ โจเขาทำหน้าที่ดีที่สุด เท่าที่เวลาเขามีอยู่ เขาไม่ได้บกพร่องตรงไหน เพราะเราเข้าใจในสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว”




กำลังโหลดความคิดเห็น