xs
xsm
sm
md
lg

หนัง “หม่ำ” เอ้าท์ – ค่ายใบโพธิ์ร่วง หรือหนังไทยกำลังจะตาย !!??

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หมดยุค 3 ช่าแล้วจริงหรือ!!??

เคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 3-4 ฉบับก่อน จากสายตาของคนภายนอกที่มองเข้าไป เพราะดูเหมือนว่าบรรดาแก๊ง 3 ช่า จะไม่ได้ทรงอิทธิพลในรายการต่างๆ ของค่ายเวิร์คพอยท์เหมือนเมื่อก่อนเก่า

ไม่ว่าจะเป็นรายการ “ชิงร้อย ชิงล้าน” เอง ที่น่าจะไปต่อกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะปรับเปลี่ยนมาหลายยุคหลายสมัย และหลายช่องแล้ว

บรรดาสมาชิกของแก๊งเอง ไม่ว่าจะเป็นหม่ำ จ๊กมก , เท่ง เถิดเทิง , โหน่ง ชะชะช่า กระทั่งตุ๊กกี้ ชิงร้อย ที่ก่อนหน้านี้มีรายการอื่นนอกเหนือจากชิงร้อยอยู่เต็มผัง ก็เริ่มหลุดไปทีละรายการๆ เพื่อหลีกทางให้รายการใหม่ๆ ขณะที่มีพิธีกรดาวรุ่งน้องใหม่อย่าง “กันต์ กันตถาวร” เข้ามายึดพื้นที่ในหลายๆ รายการใหญ่ๆ ของช่อง โดยเฉพาะ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” ที่เวลานี้เป็นโปรแกรมที่พีคที่สุดในช่องแล้ว จนดูเหมือนจะกลายเป็น “ลูกรัก” คนใหม่ แถมยังเพิ่งคว้ารางวัลนาฎราชสาขาพิธีกรยอดเยี่ยมไปครองอีกด้วย คาดว่าน่าจะยึดหัวหาดเป็นพิธีกรหลักประจำช่องไปได้อีกนาน

จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่คลื่นลูกใหม่จะไล่ซักคลื่นลูกเก่า !! เพียงแต่พอเป็นแก๊ง 3 ช่า มันก็เลยน่าสนใจ

เพราะในยุคทองของ 3 ช่า เหล่าสมาชิกของแก๊ง เรียกว่าแผ่อิทธิพลออกมาถึงวงการภาพยนตร์

หนังแทบจะทุกเรื่องที่มีสมาชิกแก๊งไปร่วมแสดง ล้วนแล้วแต่การันตีได้ในเรื่องของรายได้ กระทั่งค่ายเวิร์คพอยท์เอง ยังมองเห็นช่องทางการทำเงิน กระโจนลงมาทำเองก็หลายเรื่อง โดยใช้เท่ง , โหน่ง , ตุ๊กกี้ เป็นแม่เหล็ก

ถ้ายังจำกันได้ถึงขนาดมีการดึงคิวเท่งไมให้ไปรับงานหนัง “หลวงพี่เท่ง” ภาคต่อของ “โน้ต เชิญยิ้ม” แล้วเวิร์คพอยท์ก็ทำหนังในแนวเทียบเคียงกันออกมาโกยเงินแทน จนเป็นที่มาของการเปลี่ยนตัวแสดงในหนังพระต้นตำรับ อย่าง “หลวงพี่เท่ง” ในภาคต่อๆ มา

ส่วนหม่ำ ก็กลายเป็นตัวทำเงินในหนังหลายๆ เรื่องของค่ายใบโพธิ์ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะดารา หรือผู้กำกับ โดยเฉพาะ หนังมาสเตอร์พีชอย่าง ”บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม” และ “แหยมยโสธร” ที่มีภาคต่อมาถึง 2 และ 3 ภาคตามลำดับ

แต่พอมาถึงหนังเรื่องใหม่ “ส่ม ภัค เสี่ยน” ที่เป็นเหตุให้ต้องหยิบยกมาพูดถึงเพราะการที่หนังของหม่ำไปปรากฏตัวอยู่ในค่ายคู่แข่งค่ายเอ็มพิคเจอร์ แทนที่จะเป็นค่ายใบโพธิ์ตามเดิมนั้น อาจจะเป็นสัญญาณบอกเหตุอะไรบางอย่าง

แม้ว่าในเครดิตหนัง จะให้ชื่อลูกสาว “เอ็ม-บุษราคัม วงศ์คำเหลา” เป็นผู้กำกับ แต่ก็ปฏิเสธไมได้ว่าหม่ำจะต้องเป็นคนดันหลัง ซึ่งถ้าเป็นในยุคทองจริงๆ ค่ายใบโพธิ์น่าจะอ้าแขนรับ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เป็นไปได้หรือไม่ที่ค่ายเดิม อาจจะมองว่าหนังสไตล์หม่ำนั้น “เอ้าท์” แล้ว ทั้งตัวหม่ำเองก็ไมได้รุ่งเรืองเหมือนยุคก่อน

เพราะถ้ามองว่าหนังจะทำเงิน มีหรือที่ค่ายใบโพธิ์จะปล่อยให้หม่ำหลุดมือไปโกยเงินให้ค่ายอื่น

เมื่อแหล่งน้ำเดิมไม่มีพื้นที่ให้ว่ายต่อ หม่ำก็เลยต้องเป็น “ปลาหนีน้ำ” มาหานายทุนใหม่ แล้วก็ผลักให้ลูกสาวออกหน้า ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะว่ายไปได้ไกลแค่ไหน

แต่ก็ต้องยอมรับว่าหน้าหนังมาแนว “ตีหัวเข้าบ้าน” แบบเต็มๆ ด้วยการให้หม่ำรับบทเป็นพระ เพราะมองตลกเล่นเป็นพระยังไงก็ขายได้ แล้วก็ดัน “โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” มารับบทพระเอกนำ ซึ่งจุดเด่นก็คือเป็นหนังเรื่องแรกที่พระเอกพูดอิสานทั้งเรื่อง เรียกว่าเอาใจคนอิสานกันเต็มๆ เลยทีเดียว

หมดยุคหม่ำ หรือหมดยุคของค่ายใบโพธิ์กันแน่ เรื่องนี้ต้องมาวิเคราะห์กันต่อ

เพราะค่ายใบโพธิ์เอง สถานการณ์ก็ไม่ใช่ว่าจะดีนัก แม้แต่ค่ายย่อยอย่าง “บาแรมยู” ที่เคยทำหนังป้อนมาตลอด แล้วก็โกยเงินมาให้ไม่น้อย ตอนนี้ยังหนีตายด้วยการไปผลิตซิรี่ส์วัยรุ่นป้อนช่องดิจิตอล

ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้าพ่อหนัง อย่าง “เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ รัตนประเสริฐ” ก็อาจจะวางมือไปแล้ว นำมาสู่ยุคสมัยแห่งการผลัดใบ ด้วยการเปิดบริษัทเทคไทยแลนด์ แล้วก็ดันทายาทอย่าง “หนึ่ง-อัครพล” ขึ้นมากุมบังเหียนแทน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความแปลกใหม่อะไรขึ้นมาจากเดิม เพราะว่าหนังเรื่องแรกของค่ายเป็นฝีมือการกำกับของ “เสนหาหอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค” ในเรื่อง “สารแระเลิฟยูววว”

ก่อนหน้านี้หนังสกุลสาระแนหลายเรื่องที่ผ่านมา ต้องถือว่าไม่เข้าเป้า ขนาดว่าได้นางเอกเบอร์ใหญ่อย่าง “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ” , “ชมพู่-อารยา” แต่ทั้ง “สาระแนเห็นผี” หรือ “สาระแนสิบล้อ” ยังเข็นไปขึ้น ประสาอะไรกับ “สารแระเลิฟยูววว” ซึ่งถ้าดูจากหน้าหนังแล้ว แทบจะไม่มีจุดขาย มีแต่ “มาริโอ้ เมาเร่อ” ที่พอจะเรียกคนดูได้

คืออุตส่าห์แตกหน่อดันลูกชายขึ้นมาเป็นผู้บริหารทั้งที ก็คาดหวังว่าน่าจะสร้างสีสัน สร้างความแตกต่างให้กับวงการ ด้วยมุมมองของคนรุ่นใหม่ แต่ดูจากหน้างานแล้ว คงไม่ใช่

ยุคนี้ต้องยอมรับว่าการจะดึงให้คนเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือ ที่มีความบันเทิงให้เสพแบบไม่อั้น เพื่อควักเงินออกจากกระเป๋าเข้าไปดูหนังโรง ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ เพราะขนาดทีวีที่ดูกันฟรีๆ เจอพลังโซเชียลยังร่อแร่ แล้วนี่คือต้องจ่ายเงินดู รวมค่าตั๋ว ค่ากินระหว่างรอโปรแกรม ค่าขนมขบเคี้ยวที่จะหิ้วเข้าไปกินในโรง ต่ำๆ ก็ต้องมีคนละเกือบ 500 บาท แล้วน้อยคนจะเข้าไปดูหนังคนเดียว ส่วนใหญ่ก็จะไปกับแฟนบ้าง เพื่อนบ้าง ครอบครัวบ้าง ดูหนังเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเสียเงินหลักพันแน่นอน ฉะนั้นจะมาใช้ฟอร์แมตเดิมๆ แบบที่เคยทำสำเร็จเมื่อก่อนคงไมได้แล้ว

ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้วจากหนัง “โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง” หนังเรื่องแรกของค่ายที โมเมนต์ ซึ่งเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่า ”คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์” ที่แยกตัวออกมากจาก GTH พยายามใช้สูตรสำเร็จเดียวกับสมัยที่ทำ “ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย” จนถึง “กลิ้งไว้ก่อน พ่อสอนไว้” สมัยที่บุกเบิกค่ายไท เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ คือใช้ดาราหน้าใหม่แบบยกแผง แต่ต้องถือว่าเดินเกมผิดมหันต์ เพราะหน้าหนังไปต่อไม่ได้จริงๆ จะมาหวังให้คนเข้าไปดูแล้วมาบอกต่อ ยุคนี้คงไม่ทันแล้ว เพราะถ้า 2-3 วันแรกหนังยังไม่ทำเงิน ก็จะถูกถอดจากโปรแกรมง่ายๆ

ขนาดว่าหนังที่มีกระแสอย่าง “ฉลาดเกมส์โกง” ของค่าย GDH เอง ที่ไปกวาดรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เอเชียนิวยอร์ก ครั้งที่ 16 ก็ยังทำรายได้เพียงแค่112 ล้าน แม้จะไม่ขาดทุน เพราะลงทุนไปประมาณ 60 ล้าน แต่หักส่วนแบ่งกับค่าโรงฉายแล้ว ก็คงเหลือเข้ากระเป๋าไม่เท่าไหร่

หรือจริงๆ ไม่ใช่แค่หม่ำ ไม่ใช่เพียงค่ายใบโพธิ์ที่หมดยุค แต่เป็นหนังไทย ที่ตายทั้งระบบแล้ว!!??

ที่มา นิตยสาร ผู้จัดการ 360 องศา สุดสัปดาห์ ฉบับที่ 402 29 กรกฎาคม - 4 สิงหาคม 2560
กำลังโหลดความคิดเห็น...