xs
xsm
sm
md
lg

"หมอสอง นพรัตน์" เปิดปมวงการศัลยกรรม บอกทั้งประเทศหมอศัลยกรรมตกแต่งจริงมีแค่ 300 คน!!!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ทุกวันนี้การทำศัลยกรรมถือเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว และหนึ่งในจำนวนรายชื่อคุณหมอศัลยกรรมมือฉมังเบอร์ต้นๆ ของประเทศก็ต้องมีชื่อของ "หมอสอง นายแพทย์นพรัตน์ รัตนวราห" เจ้าของนพรัตน์คอสเมติกคลินิก Nopparat Cosmetic Clinic (NCC) รวมอยู่ด้วยแน่นอน แม้เดี๋ยวนี้คลีนิคเสริมความงามจะมีอยู่เกลื่อนเมือง แต่ก็ยังมีข่าวให้เห็นอยู่ตลอดว่าทำศัลยกรรมแล้วหน้าพัง ที่เห็นชัดๆ อย่างดาราหลายๆ คนก็เคยโดนมาแล้ว วันนี้หมอสองเลยออกมาเปิดปมศัลยกรรมให้ได้รู้กัน บอกเลยว่ามีอึ้งแน่นอน...

ทำไมถึงอยากจะมาเรียนด้านหมอและเป็นหมอศัลยกรรม?
"เริ่มตั้งแต่เด็กเลยสมัยป.1 ครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมก็บอกเลยว่าอยากเป็นหมอ ในตอนนั้นเราก็ยังไม่มีความคิดอะไรหรอกว่าเป็นหมอมันต้องยังไง แต่เรารู้แค่ว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่ดี มีคนเคารพนับถือ เหมือนมีเกียรติในสังคมและเราได้ช่วยคน ในสมัยนั้นเราคิดแบบนั้น แต่พอเราได้เข้าระดับมัธยมก็รู้สึกว่าการเรียนหมอมันก็ไม่ง่ายนะ ต้องเรียนหนักและก็ต้องสอบเข้าให้ได้ด้วย ต้องบอกว่าเครียดเพราะว่าในระดับมัธยมเราก็ไม่ได้เก่งมาก ถ้าในโรงเรียนเราก็จะอยู่ประมาณที่ 4 ของโรงเรียน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะสอบติดหมอได้ง่ายๆ แต่จังหวะดีที่ว่าตอนนั้นมันมีโควต้าพิเศษของคณะแพทย์มศว. ตอนประมาณม.6 เทอม 1 ซึ่งเขาจะเอาเด็กทั่วภาคเหนือตั้งแต่เชียงใหม่ยันนครสวรรค์มาสอบพิเศษ แล้วจังหวะดีที่เราได้ติดเพราะเขารับ 5 คนในภาคเหนือ ก็เลยไม่ได้สอบเอ็นท์อะไร ก็ได้เข้ามศว.เลยตั้งแต่ตอนนั้น"

ตอนนั้นก็ได้เลือกสายหมอเลย?
"ในชีวิตผมตอนเด็กก็ไม่ได้มีฐานะอะไรมาก่อน พ่อแม่เป็นข้าราชการ ฐานะปานกลางอยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้มีโอกาสมาติว มาเรียนพิเศษเหมือนเด็กกรุงเทพ เราก็ต้องขยันเอา มุมานะพยายามมาเรื่อยๆ เรียนพิเศษเท่าที่มี"

หมอมีหลายสาย ทำไมถึงเลือกเป็นสายนี้?
"มันค่อยๆ มาเป็นสเต็ป ช่วงที่เราเรียนปี 4-5-6 จะเป็นช่วงที่เราได้ผ่านแผนกต่างๆ ทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรม เด็ก อายุรกรรม สูตินารีเวช ก็จะชอบที่สุดในเรื่องของศัลยกรรม เพราะเรารู้สึกว่าการผ่าอาจารย์ใหญ่หรืออะไรที่ต้องใช้มือทำ งานปราณีตงานฝีมือเราจะถนัด แต่ถ้าอะไรที่เป็นพวกท่องจำหนังสือจะไม่ค่อยชอบ เลยรู้สึกว่าศัลยกรรมน่าจะเป็นอะไรที่ใช่ที่สุด เราชอบอะไรที่ผ่าแล้วเห็นเลย ก็เลยชอบเรียนศัลยกรรม"

"อาจารย์ที่เขารู้จักเราก็จะช่วยแนะนำเราให้ เราก็เลยได้สมัครศัลยกรรมที่เชียงใหม่ เลยได้เรียนศัลยกรรม อันนั้นคือศัลยกรรมทั่วไป ผ่าทุกอย่าง เช่น ช่องท้อง อุบัติเหตุ ตับม้ามแตก ผ่าไทรอยด์ ผ่าไส้ติ่ง ในช่วงนั้นเราได้ผ่าสมองอะไรด้วย มันเป็นการปูพื้นฐานทั้งหมดในการผ่าตัดทุกอย่าง เย็บแผลยังไงให้สวย ทำยังไงให้หายเร็ว หรือว่าระบบการหายของแผลเป็นยังไง เราได้เรียนระบบกายวิภาคทุกอย่างทั่วร่างกายเลย"

"จะเรียนลึกกว่าหมออายุรกรรมหรือหมออื่นๆ เพราะว่าเราได้เรียนลงไปถึงผ่าแล้วจะเจออะไร นึกภาพออกทั้งหน้าทั้งกระดูกทั้งตัว และในช่วงนั้นเองเราก็ต้องผ่านทุกแผนกอีกเหมือนกัน มีศัลยกรรมสมอง ศัลยกรรมปัสสาวะ ศัลยกรรมเด็ก ศัลยกรรมตกแต่ง เราก็ชอบศัลยกรรมตกแต่งที่สุด พอเราไปอยู่แผนกนี้เราชอบจังเลย มันผ่าแล้วมันเห็นผล ก็เลยชอบทางด้านนี้ แต่ต้องบอกว่าศัลยกรรมตกแต่ง การที่จะเข้าไปเรียนได้ก็ยิ่งยากกว่าตอนเข้าไปเรียนศัลยกรรมอีก เพราะประเทศไทยในสมัยนั้นมีแค่ 11 ตำแหน่งทั่วประเทศที่จะได้เรียนเฉพาะทางจริงๆ มันก็จะมีที่จุฬา ศิริราช รามา และพระมงกุฏ ในสมัยนั้นที่จุฬาเขาก็รับแค่ 4 ตำแหน่ง ใจเราอยากเรียนที่จุฬา เพราะเขาขึ้นชื่อว่าศัลยกรรมตกแต่งเขาดีที่สุด พอดีช่วงที่เราผ่านศัลยกรรมที่เชียงใหม่ กับอาจารย์เราก็สนิทกัน เราก็ทำงานให้เขาดี เขาก็เลยช่วยแนะนำเรามาต่อที่จุฬาให้"

ความเสี่ยงในแง่ของการรักษาคน?
"ต้องบอกว่าหมอปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน หลายปีที่แล้วความเคารพนับถือของหมอสมัยก่อนมากกว่าในปัจจุบัน เขาจะเคารพนับถือหมอพูดอะไรก็เชื่อหมด แต่ในปัจจุบันมันมีเรื่องของการพานิชย์ ความเคารพนับถือของคนทั่วไปกับหมอในปัจจุบันลดลง การฟ้องร้อง ความเสี่ยงต่างๆ มันเยอะขึ้น หมอที่จะมีความเสี่ยงเยอะก็จำพวกหมอเด็ก หมอสูติ หมอศัลยกรรมตกแต่ง ถ้าเป็นหมอสูติก็จะเป็นห่วงลูก คลอดลูกแล้วมีปัญหา หมอเด็กก็จะมีปัญหาว่าพาลูกไปรักษาแต่ทำไมไม่ดีขึ้นก็เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกัน และอีกหมอคือหมอศัลยกรรม เราก็ต้องพยายามสื่อสารกับคนไข้ให้ดี ทำความเข้าใจก่อนว่าผลมันจะได้ประมาณนี้ อยู่ในระดับที่ความเสี่ยงมีอะไรได้ พอเข้าใจกัน สื่อสารตรงกัน ความเสี่ยงก็จะลดลง"

อย่างที่มีข่าวเกี่ยวกับศัลยกรรมผิดรูปเยอะแยะ?
"อย่างที่บอกว่าสมัยผมมีแค่ 11 คนต่อปี ดังนั้นหมอที่จบเฉพาะทางจริงๆ มันก็จะน้อยมาก 20 ปีที่ผ่านมามีหมอศัลยกรรมตกแต่งจริงๆ แค่ประมาณ 300 คน มันก็เลยเกิดปัญหาว่า หมอที่อยากจะทำแต่ไม่ได้จบเฉพาะทาง หมอรุ่นใหม่ที่จบมาสมัยนี้เขาไม่ได้มีความต้องการที่จะไปรักษาคนแล้ว เขาอยากจะมาทำธุรกิจด้านนี้กัน ก็เลยมีการเปิดอบรมหลักสูตรนู่นนี่เพื่อจะมาทำศัลยกรรมตกแต่งด้านความงาม บางคนก็ไปอบรมสั้นๆ เขาก็มาบอกว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มันก็เลยเกิดปัญหาในปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดความผิดพลาดจากการที่ไม่ได้มีความรู้จริงๆ ไม่ชำนาญจริงๆ แล้วมาทำ เผอิญกฎหมายประเทศไทยบอกว่าใครก็ตามที่จบหมอมาสามารถรักษาคนไข้ได้ไม่ผิด สมมติผมจบศัลยกรรมตกแต่งมาแล้วจะไปผ่าอะไรก็ได้ถ้ามันไม่เกิดปัญหา ผมอาจจะไปผ่ากระดูกก็ได้เพราะมันไม่มีกฎหมายบังคับ ผมเป็นหมอ ผมรักษาได้หมด มันก็เลยไม่ได้ครอบคลุมตรงนี้ แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดเฉพาะทางจริงๆ ก็ถือว่าทำโดยประมาท"

คำแนะนำสำหรับคนที่จะทำศัลยกรรมต้องเลือกยังไง?
"ปัจจุบันต้องบอกว่ามันเป็นธุรกิจไปแล้วแหละ ศัลยกรรมความงาม ผิวหนังต่างๆ เนื่องจากคนเห็นว่ามันกำลังเป็นขาขึ้นหลายปีแล้ว คนก็เลยเปิดคลินิคกันเยอะ มีกลุ่มนายทุน คนรวย ดารา หันมาเปิดกันเยอะ ต้องบอกว่าคนเหล่านี้เขาไม่ได้จบหมอมา เขาไม่ได้มีความรู้ด้านการแพทย์ แต่เขามีความรู้ด้านการตลาด เขาก็จะมองข้ามในแง่จรรยาบรรณของแพทย์ที่เขาจะไม่มี มองแต่ว่าจะทำยังไงให้ธุรกิจมันเติบโต จะทำยังไงให้เงินที่ลงทุนไปได้คืนมามันก็จะมีการโฆษณาอย่างหนักหน่วง ปัจจุบันเราจะเห็นเยอะมากในเรื่องของเว็บไซต์ facebook ตีตลาดกันหนักมาก มันจะมีเรื่องกดราคาถูกๆ เราจะบริโภคโฆษณาจนงงไปหมด เพราะฉะนั้นเราต้องคิดดีๆ"

"ข้อควรพิจารณาอันดับ 1 ต้องดูว่าชื่อนามสกุลหมออะไร สามารถไปเสิร์ชได้จากสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย หรือสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย ไปเสิร์ชว่าชื่อหมอคนนี้อยู่ในสมาคมหรือเปล่า ต่อมาเราก็ต้องดูว่าหมอคนนั้นมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน อย่าไปดูพวกรีวิวในตลาดเยอะมาก ทำรูปบีฟอร์อาฟเตอร์สวยมากเลย อันนั้นอาจจะเป็น 1 ใน 1000 เคสที่มันดูดีก็ได้ แล้วก็ต้องดูสถานที่ผ่า เพราะปัจจุบันสถานที่ผ่ามันจะมีเยอะมากที่ดัดแปลงจากตึกแล้วมาทำห้อง ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าห้องผ่าตัดที่ไม่สะอาดเพียงพอ ก็เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมาได้ แล้วก็ต้องมีบุคลากรที่พร้อม วัสดุก็เป็นเรื่องสำคัญ หลายครั้งที่เราต้องได้ผ่าตัดแก้ไขในเคสที่ทำมาจากราคาถูกๆ บางครั้งผมผ่าแก้ไขเคสเสริมหน้าอก เป็นซิลิโคนที่มันไม่ได้มาตรฐานก็จะมีน้ำมันเยิ้มๆ ออกมา เขาถึงได้มาแก้ไข"

เจอเคสที่ต้องแก้แบบนี้เยอะไหม?
"เยอะครับ เคสทำใหม่กับเคสแก้ไขเกือบจะครึ่งๆ เลยนะ บางวันเคสแก้ไขล้วนๆ เลย เราต้องบอกเขาว่าบางเคสที่ทำมาเยอะๆ หลายรอบเนื้อเขาจะไม่ 100% แล้ว ต้องอธิบายให้เขาฟังก่อนว่ามันได้แค่นี้นะ มันเกิดปัญหาอะไรไปแล้ว ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดนะ คือมันจะมีข้อจำกัดเพราะเนื้อมันเสียไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็ทำได้ถ้าแก้แบบปกติ แก้เอียง ถ้าไม่เสียหายมากหรือติดเชื้ออะไรมา"

คลินิคของหมอมีผลกระทบจากคลินิคอื่นที่โผล่ขึ้นมาเยอะไหม?
"คลินิคที่ผมทำเราทำตรงนี้ด้วยใจรัก ด้วยความที่เราเป็นหมอศัลยกรรม เรารักในอาชีพ ก็อยากจะมีสถานที่ดีๆ ในการผ่าตัด ก็ต้องใช้คำว่าลงทุนเยอะพอสมควร ในสมัยนั้นคนไข้บอกต่อ พอเราทำแล้วคนเห็นผล ก็พาญาติพาเพื่อนมาทำเยอะ แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว ถามว่ามีผลกระทบไหมกับคลินิคที่เพิ่มขึ้นมันก็มี ยุคนี้เป็นยุคการสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต กลายเป็นว่าเขาเห็นโฆษณาในเน็ตเห็นราคาชักจูงใจทำให้คนไข้กระจายออกไป ก็มีผลกระทบ แต่ฐานคนไข้เราก็ยังเป็นฐานคนไข้กลุ่มเดิมคือ กลุ่มบอกต่อ ทุกวันนี้ก็ผ่าทุกวัน ยังมีฐานคนไข้ที่เขาเชื่อใจเราอยู่เยอะ เขาไม่เชื่อในเน็ต ไม่เชื่อในโฆษนาเอเจนซี่ แต่เขาเชื่อในตัวเรา"

เคสที่มาทำส่วนใหญ่เป็นอะไร?
"จมูกเยอะสุด เพราะว่าคนไทยคนเอเชียมีปัญหามากที่สุดคือจมูก และจมูกเป็นจุดศูนย์กลางของใบหน้า ถ้าเราทำโอเคแล้วเนี่ย ผลภาพรวมของหน้ามันจะยกขึ้นมาดีทั้งหมดเลย จมูกพอทำแล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันผมจะใช้เทคนิคคือใช้กระดูกหลังหูด้วย และมักจะมีการตกแต่งปีกจมูกด้วยเพราะมันเป็นองค์ประกอบจมูกเดียวกัน หลายครั้งที่เสริมจมูกมาแล้วมันดูดีขึ้น แต่เหมือนยังไม่สุดเพราะปีกจมูกยังไม่ได้ตกแต่ง ส่วนอย่างอื่นก็จะเฉลี่ยใกล้ๆ กัน เช่น ทำตา ทำปากบาง ทำคาง เสริมหน้าอกก็จะเฉลี่ยพอๆ กันแล้ว ทำบนใบหน้าจะเยอะกว่าทำบนร่างกาย ที่เหลือก็จะเป็นพวกดูดไขมัน"

คนนิยมบินไปศัลยกรรมเกาหลี คิดว่าความสามารถเปรียบเทียบกับหมอไทยยังไงบ้าง?
"ในมุมมองของผมคิดว่าหมอไทยกับหมอเกาหลีฝีมือไม่ต่างกัน หมอไทยผ่าได้ทุกอย่างเหมือนหมอเกาหลี แต่เขาอาจจะชำนาญกว่าเรานิดหน่อยในแง่ของกระดูกโหนกแก้ม กระดูกกราม เพราะหน้าของคนประเทศเขาจะเป็นแบบนั้นเยอะกว่าเรา เขาจะหน้าใหญ่ๆ เหลี่ยมๆ กว่าเรา เพราะฉะนั้นเขาจะทำเคสเหล่านี้เยอะกว่าเรา อันนี้เราต้องยอมรับ เขาอาจจะชำนาญในเรื่องนี้มากกว่า แต่ถ้าถามถึงเรื่องพื้นๆ ทั่วไปเสริมหน้าอก ดูดไขมัน ผ่าจมูก ตา ปาก คาง ไม่ต่างครับ"

"ผมก็เคยคุยกับหมอเกาหลี เขามีหมอศัลยกรรม 20,000 กว่าคน ซึ่งไทยยังไม่ถึง ดังนั้นการบินไปทำที่เกาหลีไม่ได้เจอหมอที่ดีที่สุดเสมอไป หมอที่เขารับนายหน้าเอเจนซี่แสดงว่าเขาก็ไม่ค่อยมีงาน หมอไทยติดขัดในเรื่องของการโฆษณา ของไทยทำไม่ได้ การทำรายการโฆษณาเมคโอเวอร์นู่นนี่ หมอไทยโฆษณาอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่ภาพลักษณ์ของเกาหลีเขาดี เรื่องของภาพยนตร์ดารานักร้องเกาหลีเขาโกอินเตอร์ระดับโลกแล้ว นั่นคือหน้าตาเกาหลีเป็นเทรนด์ ศัลยกรรมเกาหลีก็เลยตามมา อีกอย่างคือประเทศเขาสนับสนุนด้านศัลยกรรมเยอะ จะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีเขาเล็งเห็นแล้วว่าอันนี้คือรายได้ประเทศเขา เขายอมลดภาษี คนบินไปทำไม่เสียภาษีอะไรต่างๆ เหล่านี้ เขาสนับสนุนมาก มีรายการทีวีต่างๆ ที่มันแฝงมาในรูปของการโฆษณามาถึงบ้านเราเยอะ คนก็เลยนิยมไปทำ"

"ผลออกมามันดีทั้งหมดไหม ก็ต้องบอกว่าเยอะมากที่บินไปทำแล้วประสบปัญหา อย่างหนึ่งก็คือถ้าเป็นหมอไทย คุณจะมาหาหมอวันไหนตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าไปทำเกาหลีแล้วเกิดปัญหาก็ต้องบินกลับไปอีก ใช้เงินไม่น้อยเลยนะ คุยกันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง สื่อสารกันก็ไม่ค่อยได้ กลับไปบางทีหมอไม่รับผิดชอบอะไร นายหน้าเอเจนซี่ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็จะเจอปัญหาแบบนี้เยอะมาก เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาดีๆ ก่อน ไม่ใช่ว่าที่นั่นคือคำตอบสุดท้าย เคยมีคนไข้มาปรึกษาผมบินไปทำที่เกาหลี 2-3 รอบแล้วก็ยังไม่ดี สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำกับหมอไทย ผมก็แก้เคสเกาหลีเยอะ พวกดาราก็มาทำ แก้ไขยากด้วย บางทีหมอที่นู่นก็ไม่ใช่หมอเฉพาะทาง เขาก็ทำตามแบบที่เขาได้เรียนรู้มา พอเนื้อเสียหายเยอะๆ มันฟื้นคืนกลับมาได้ยาก ต้องพิจารณาดีๆ"

"ที่นู่นเขาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เขาก็พยายามขยายมาไทย มาเปิดสาขาในไทย เขาก็จะงงว่าเขาทำห้องผ่าตัดแบบนี้ที่เกาหลีให้ผ่าน แต่พอมาทำที่ไทยแบบนี้ไม่ให้ผ่าน เพราะคลินิคเกาหลีหลายที่อยู่บนตึกสูงๆ มีอยู่หนึ่งชั้น มีห้องไม่กี่ตารางเมตร ข้างหน้าเป็นห้องเล็กๆ ห้องตรวจ ข้างหลังเป็นห้องเล็กๆ ห้องผ่า มันอยู่ในที่แคบๆ ถ้าเปิดแบบนั้นมาขออนุญาตเป็นห้องผ่าตัดในไทยมันไม่ผ่านมาตรฐาน ในไทยต้องเป็นห้องที่มาตรฐานจริงๆ ไม่ใช่ห้องที่ดัดแปลงเอาแอร์บ้านมาทำ แอร์แบบนี้มันไม่ได้สะอาด มันมีฝุ่นผงเยอะ ใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ใช้ในห้องผ่าตัดไม่ได้"

กำลังโหลดความคิดเห็น...