xs
xsm
sm
md
lg

นี่สิ! หนังดีต่อกายและใจ มีไขมัน แต่ก็มีหัวใจ : โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง

เผยแพร่:   โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา


ในยุคที่การมีสุขภาพที่ดี การมีหุ่นหรือบอดี้ที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม ได้รับการโหมประโคมผ่านสื่อต่างๆ จนดังไปรอบทิศ หรือแม้กระทั่งคนทั่วไป ใครก็ได้ ก็พากันลุกขึ้นมารีวิวความสำเร็จบนเส้นทางสายสุขภาพของตนเอง... “5 เดือน ลดไปสิบโล” “ผอมได้ในสองสัปดาห์โดยไม่ต้องออกกำลังกาย” “จากคุณป้าร่างท้วม กลายเป็นหุ่นสลิม แม้แต่สาวๆ ยังอาย” และอื่นๆ อีกมากมายหลากหลายถ้อยคำทำนองนี้ที่เราได้ยินได้เสพกันบ่อยๆ ผ่านสื่อยุคปัจจุบัน ... ซึ่งในยุคเช่นนี้ “โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง” ถือเป็นหนังที่มากับกระแสได้อย่างเหมาะเจาะ

แหละในยุคที่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแม้แต่ตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบจนกระทั่ง “ตามกดไลค์ไม่ทัน” ผลงานเรื่องแรกจากค่ายทีโมเมนต์อย่าง “โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง” ก็เป็นหนังที่ต่อยอดความคิดไปถึงแวดวงตำรวจ เพราะไม่เพียงแค่มีตัวละครหลักเป็นตำรวจ หากแต่เนื้อหาบางส่วน ยังแตะต้องไปถึงผู้คนในชุดสีกากีภายใต้ตราสัญลักษณ์พระแสงดาบและโล่เขน ได้อย่างตรงจุดและตรงใจ

อย่างที่หลายท่านคงจะทราบครับว่า “ทีโมเมนต์” นั้น เป็นการรวมตัว ภายหลังการแตกตัวของ “จีทีเอช” ขณะที่คุณเก้ง – จิระ มะลิกุล และมิตรสหายน้องพี่อีกหลายท่าน ไปเปิดบ้านหลังใหม่ในนาม “จีดีเอช” ฝั่งของคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ ก็ไปปักหลักอยู่บ้านอีกหลัง โดยจับมือกับค่ายหนังโมโน ก่อกำเนิดเกิดเป็นค่ายใหม่ในชื่อว่า “ทีโมเมนต์” โดยมี “โอเวอร์ไซส์ ทลายพุง” เป็นหนังประเดิมเริ่มเรื่องแรก

กับภาพลักษณ์เบื้องแรกของตัวภาพยนตร์ ทั้งภาพตัวอย่างและโปสเตอร์ที่มีตัวละครวิ่งเบียดกันแน่นเอี๊ยดไขมันกระเพื่อม เป็นภาพที่นำความคาดหวังให้กับคนดูได้ระดับหนึ่งว่า อารมณ์ที่น่าจะได้รับจากการไปดูหนังเรื่องนี้ก็คืออารมณ์ขันหรือความตลก...หนังเรื่องนี้มีเส้นเรื่องหลักอยู่ที่ตำรวจยศจ่าสี่นายซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน และไม่ใช่แค่ยศเท่านั้นที่เท่ากัน หากแต่น้ำหนักตัวของแต่ละคนก็ไม่น้อยไปกว่ากันสักเท่าไหร่ด้วย และการมีน้ำหนักเกินนี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาต่อการปฏิบัติงานขึ้นมา ยิ่งคลิปฮาๆ คลิปนั้นหลุดไปในโลกสื่อโซเชียล ก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกตลกกระทั่งหมดศรัทธาต่อตำรวจเข้าไปอีก ผู้กำกับ สน.เห็นท่าไม่ดี เพราะขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป มีแต่จะทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจแย่ลง จึงออกคำสั่งให้จ่าทั้งสี่รีบลดน้ำหนักโดยด่วน ถ้าไม่เช่นนั้น จะส่งให้ไปอยู่ชายแดน หรือไม่ก็ปลดจากการเป็นตำรวจซะให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย

ครับ, ด้วยสถานการณ์ที่ผูกขึ้นมาแบบนี้ ตลอดทั้งเรื่อง ก็จะผูกโยงเกี่ยวเนื่องกับเรื่องภารกิจลดน้ำหนักของจ่าทั้งสี่ โดยมีผู้กองใจดีเป็นผู้ดูแล ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำ กระนั้นก็ตาม นอกจากพล็อตหลักนั้นแล้ว หนังก็มีพล็อตรองและตัวละครแยกย่อยออกไปอีก ทำให้หนังหนึ่งร้อยนาที มีความหลากหลายในตัวเอง และดูแล้วไม่เบื่อ และเหนืออื่นใดก็คือ ผมรู้สึกว่า จังหวะของการใส่มุกตลกนั้น ถูกที่ถูกทาง และได้ผล รอบที่ผมดู มีเด็กเล็กดูด้วย ไม่น่าเชื่อว่า เจ้าหนูน้อยอายุราวสิบขวบ ก็หัวเราะไปพร้อมกับผู้ใหญ่ได้แทบทุกมุก

สารภาพจากใจ ก่อนหน้านี้ ตอนที่ได้เห็นภาพตัวอย่างหรือแม้กระทั่งมาจนถึงหนังตัวอย่าง ผมยังนึกสงสัยกับตัวเองเลยว่า คุณวิสูตรกับโมโนกำลังทำอะไรกันอยู่ หรือมีเงินมากถึงขนาดเอามาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกระนั้นหรือ? เพราะมันดูเชยและไม่น่าสนใจเอาซะเลย อันนี้ในมุมมองของผมนะครับ ส่วนคนอื่นจะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่าไม่รู้ อย่างแรก ดารา...สำหรับคนดูหนัง ก็ไม่ได้ถือว่าดังแต่อย่างใด อาจจะดังในทางอื่นอย่างคุณปราโมท ปาทาน หรือ “โอ๊ต โลว์แฟต” ที่ร้องเพลงประกอบหนังมาหลายเรื่อง นอกจากนั้นรู้สึกว่าผมจะรู้จักแค่อาจารย์จตุพล ชมภูนิช (ซึ่งก็ไม่ใช่นักแสดงอาชีพหลัก) แล้วก็มีน้องสาวของนิชคุณ “ณัฐจารี หรเวชกุล” (เธอเป็นความรื่นรมย์ทางสายตาเพียงหนึ่งเดียวที่มีให้ดูในหนัง อิอิ)

สรุปก็คือ มวลสารตั้งต้น ตั้งแต่คนแสดง ไม่นับว่าแรงพอที่จะเรียกแขกได้ หนังเรื่องนี้ หากจะดังก็ต้องดังด้วยกระแสของคนที่ได้ไปดูมาแล้วชอบเท่านั้น คำถามก็คือ มีอะไรบ้างที่น่าชอบ?

อย่างที่บอกครับ ความตลกมาเป็นอันดับแรก ข้อนี้ตอบโจทย์ได้ชัวร์ แต่จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับว่ามุกนั้นๆ คลิกตรงกันกับต่อมขำของเราหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความตลก... สิ่งหนึ่งซึ่งผมรู้สึกชอบ คือการที่หนัง (บทหนัง) เก็บเอาบริบททางสังคมมาบอกเล่าได้อย่างเห็นภาพ อย่างเช่นความจริงที่ว่าคนยุคนี้ เอะอะอะไร อะไรนิดอะไรหน่อยก็ถ่ายคลิปไว้ก่อน หรือแม้แต่การลดน้ำหนักแบบไม่ถูกวิธีและไปหลงเชื่อพวกสินค้าโฆษณาทางสื่อโซเชียลออนไลน์

และผมเชื่อนะครับว่า ไม่ใครก็ใคร ต่างก็เคยเป็นเช่นเดียวกับ “จ่าโอ” ในเรื่อง ที่นั่งคลิกเว็บไซต์อ่านการรีวิวเรื่องสุขภาพไป เคี้ยวขนมกรุบกรอบหรือกินอะไรต่อมิอะไรไปด้วยพร้อมกัน มันให้อารมณ์ขันอันร้ายกาจดีพิลึก ว่าไหม? แถมยังฉากชวนปวดใจที่เมื่อคนหนึ่งลดน้ำหนักได้แล้ว ก็มักจะเทศนาคนที่ยังทำไม่ได้ว่าทำไมจะทำไม่ได้ เพราะแม้แต่ผม(ฉัน/ข้า/กู)ยังทำได้ โดยละเลยบริบทหรือเนื้อหาส่วนบุคคลไป จนทำให้อีกฝ่ายที่รับฟัง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนด้อยค่าไปแบบไม่ทันคิด...และนั่นยังไม่นับรวมกรณีที่มีการล้อหรือกระทั่งด่าคนอ้วนที่มีแต่จะทำให้สถานการณ์มันยิ่งเลวร้ายลง...

ขณะเดียวกัน ผมยอมรับว่าตัวเองก็พยายามจับผิดหนังอยู่เหมือนกัน ในแง่ที่ว่า หนังเรื่องนี้พูดเรื่องคนอ้วน และการพยายามทำให้คนอ้วน กลายเป็นคนไม่อ้วน มันสุ่มเสี่ยงพอสมควรต่อการที่จะพลาดพลั้งไปพูดถึงความอ้วนและคนอ้วนในทางลบ แต่สุดท้ายก็พบว่า หนังใจกว้างกว่าที่คิดไว้มาก ก็จริงที่ว่า ตัวละครอ้วนๆ ในหนังนั้น กำลังถูกพยายามทำให้ “ไม่อ้วน” เพราะเหตุผลบางอย่าง (อย่างน้อยที่สุดก็ดีต่อการปฏิบัติงาน) แต่สุดท้ายแล้ว หนังก็เปิดทางกว้าง “เว้นที่ว่าง” ให้กับคนที่ไม่พร้อมที่จะผอม หรือยินดีที่จะมีน้ำหนักเกินเช่นนั้นต่อไป

การมีหุ่นดี สลิมสุดฤทธิ์ฟิตแอนด์เฟิร์มนั้น ดีต่อชีวิตไม่มากก็น้อย แต่ถ้าจะต้องแลกมาด้วยระเบียบวินัยเคร่งครัดจนอึดอัดกดดัน จะดีหรือไม่ ทุกคนคงรู้ บทสรุปอันนี้ก็ยังเหมือนย่อหน้าที่แล้วคือ สุดท้ายแล้ว หนังก็เผื่อพื้นที่ว่างไว้ให้กับเนื้อหาบริบทส่วนบุคคล การเอาอะไรสักอย่างไปครอบคนให้ได้ครบทุกคน เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา (และอาจจะเป็นบาปด้วยซ้ำที่ไป “กระทำต่อเขา” ทำให้เขาไม่มีความสุข)

กล่าวสำหรับจ่าทั้งสี่ที่น้ำหนักเกิน หนังก็มีบทสรุปที่ดีงาม ซึ่งชวนให้นึกถึงคำของรัฐบุรุษชาวจีนอย่างเติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า “ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ ก็คือแมวที่ดี” เป็นที่ถูกใจจ่าทั้งสี่ และเหล่าสมาชิกชมรมนิยมรับประทานอย่างเราๆ ท่านๆ ดีนักแล และพูดก็พูดเถอะ ทีแรกคิดว่าหนังเรื่องนี้จะเล่นงานความอยากอาหารของเราให้ย่อยยับไปซะแล้ว กลับตรงกันข้าม หลายๆ ฉากทำให้เราหิวและอยากเดินออกจากโรงหนังไปสั่งหมูกะทะหรือสั่งขาหมูคากิสักจานใหญ่ๆ (ช่างหัวเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด มันสิ!! ชีวิตนี้สั้นนัก อร่อยๆ ไว้ก่อนไม่ดีกว่าหรือ? ดูแลสุขภาพดี๊ดี ไอ้นั่นก็ไม่กิน ไอ้นี่ก็ไม่กิน เดี๋ยวไม่ไดเอ็ท เดี๋ยวไม่คลีน เดินออกจากบ้านไป ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ เมาแล้วขับ พุ่งข้ามเลนมาชนดับซะงั้น จบกัน อนิจจา!!)

เอาเป็นว่า โดยภาพรวม หนังไม่เครียดครับ ดูเพลินๆ บันเทิงไปกับความตลกความฮาของจ่าทั้งสี่ และตัวละคนอื่นๆ ที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ แต่กระนั้น อีกภาคหนึ่งซึ่งผมเห็นว่าหนังทำได้ดี คือภาคของความดราม่าความซึ้ง ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน พอดีๆ มีความหวานพอประมาณ ไม่หวานจนเลี่ยนหรือเกินศักยภาพของหนังจะไปถึง คือเห็นหลายเรื่องแล้วเหมือนกันครับ ที่บทบิลท์ไม่ถึง แต่ตัวละครซาบซึ้งกันน้ำหูน้ำตาไหลจนคนดูอย่างเรางงๆ ว่าตัวละครของเราไปโดนอะไรมา หรือเราพลาดอะไรไปตรงไหนหรือเปล่า

สรุปว่าเป็นหนังที่ดูได้และดูดีทีเดียวครับสำหรับผลงานเปิดค่ายของทีโมเมนต์ และเน้นๆ เป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจนี่ควรจะได้ดูนะครับ มันอาจจะมีบางสิ่งที่ขัดหูขัดตาท่านบ้างกับบางเรื่องที่ไม่ใช่ความจริงของท่าน แต่อย่าลืมว่า กรมตำรวจนี่มีเจ้าหน้าที่นับแสนๆ นาย ก็ต้องมีบ้างล่ะอย่างที่หนังเขาว่า (อย่างน้อยหลักฐานชิ้นสำคัญก็คือ เคยมีโครงการรณรงค์ “ตำรวจไทยไร้พุง”)

และที่สำคัญ หากดูเจตนาจริงๆ แล้ว หนังไม่ได้ทำออกมาเพื่อดิสเครดิตตำรวจแต่อย่างใดครับ แถมยังให้กำลังใจตำรวจด้วยซ้ำ พูดถึงตรงนี้แล้ว อยากให้คุณๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดูฉากที่น้องสาวของนิชคุณพูดกับจ่าหนุ่มเสียจริงๆ น่ารักขนาดนั้น พูดออกมาแบบนั้น กำลังใจมาเต็ม แน่ๆ คุณตำหนวด เชื่อโพ้มมมม...





กำลังโหลดความคิดเห็น...