มีคนถามว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนจากเรื่องเกาหลีกู้ชาติไปเป็นเรื่องจีนหรือญี่ปุ่นกันบ้าง ก็บอกไว้ตรงนี้ว่าตอนหน้าก็จบแล้วครับ แต่จริงๆ ที่ต้องเขียนยาวขนาดนี้เพราะเราจะได้ปูความเข้าใจเกี่ยวกับเกาหลีขึ้นมาโดยเฉพาะประเทศเกาหลีเกลียดญี่ปุ่นนั้นว่ามันสะสมกันมาอย่างไร และเหตุใดเป้าหมายของการพัฒนาหลังการเปลี่ยนแปลงจึงมีหลักชัยอยู่ที่ญี่ปุ่น
แผนการลอบสังหารพระนางเมียงซองรอบแรกนั้นมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881 ซึ่งตัวตั้งตัวตีของแผนการนี้ก็คือพ่อผัวตัวแสบของพระนาง นั่นคือ แดวอนกุน ซึ่งแม้จะไม่อยู่ในสถานะที่จะให้อำนาจแก่ใคร แต่การเมืองระบบ Faction ของเกาหลีที่ครอบครองประเทศโชซอนมาหลายร้อยปีนั้นเข็งแกร่งมาก นั่นทำให้แดวอนกุนยังมีอำนาจอยู่ แถมตาแก่นี่ยังเป็นศูนย์รวมอำนาจของพวกที่อกหักจากความพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศของเมียงซองอีกด้วย
(จริงๆ เรื่องของแดวอนกุนนี่ทาง MBC ของเกาหลีเคยทำละครชื่อเดียวกันเจาะลงไปในรายละเอียดและแนวคิดของเขาด้วยนะครับ แต่ทำก่อนละครเรื่องเมียงซองประมาณ 10 ปีเห็นจะได้)
จุดแรกก็คือ การพยายามเปลี่ยนตัวกษัตริย์จากพระเจ้าโกจองมาเป็นลูกอีกคนของแดวอนกุน ที่ชื่อว่า “ยีแจซอน” แต่แผนนี้ก็ถูกค้นพบเสียก่อน คนที่เกี่ยวข้องก็ถูกจับไปขังคุกและรีดข้อมูลกันเพียบ แต่คนที่สบายตัวที่สุดก็คือ แดวอนกุน เพราะแม้แผนจะแตกแต่เขาก็ยังอยู่ได้สบายๆ เพียงเพราะเขาดันเป็นพ่อของพระเจ้าโกจองนั่นเอง
แต่การไล่จับผู้ก่อการในปี 1881 นั้นเองที่ทำให้บรรดาผู้ที่ไม่พอใจเมียงซองซึ่งขณะนี้มีอยู่ทั่วสิบทิศลุกฮือขึ้นมาในปีถัดมา ผมเรียกมันว่า “กบฏทหารแก่” ซึ่งมีที่มาจากความไม่พอใจเรื่องของการฝึกทหารใหม่ภายใต้การกำกับของญี่ปุ่นที่เล่าให้ฟังไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตามนโยบายสร้างประเทศให้ทันสมัย ทหารเก่าที่อยู่ในกองทัพ รวมถึงตระกูลนักรบก็ไม่พอใจกับเรื่องนี้ เพราะตัวเองโดนตัดความสำคัญทั้งลดขั้นทั้งตัดเงิน แต่ที่แย่ที่สุดคือเงินเดือนไม่ออก ว่ากันว่าทั้งอาหารการกินก็ไม่ดี แต่ที่ไม่ดีนี้เพราะมีคนคอยจัดการให้มันไม่ดี ซึ่งว่ากันว่าคือตัวของแดวอนกุนนั่นเองที่เสกเรื่องดังกล่าวขึ้นมา
ไล่มาตั้งแต่เอาทรายปนในข้าวหุงให้ทหารเก่ากิน ไปจนกระทั่งการกระพือเรื่องความแตกต่างของเงินเดือนของทหารเก่าและทหารใหม่ การปลุกความรู้สึกว่าญี่ปุ่นจะมายึดประเทศนี้ ไปจนกระทั่งการพูดถึงเรื่องของครอบครัวของทหารว่าจะไม่ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ทำให้ใครบางคนเสนอว่า การเดินเข้าไปเชือดพระราชินีมินซึ่งเป็นตัวการอยู่เบื้องหลังเป็นการดีที่สุดในการยุติเรื่องวุ่นวายนี้
23 กรกฎาคม ปี 1882 กลุ่มกบฏทหารเก่าบุกเข้าไปที่ค่ายฝึกทหารใหม่ของ มิน เกียว โฮ ญาติของพระนางเมียงซองซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทหารใหม่พร้อมกับเข้าโจมตีกองทัพใหม่แตกกระจาย หลังจากไล่ขยี้กองทัพทหารใหม่แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้ว กลุ่มกบฏยังไปที่บ้านของแดวอนกุนพร้อมกับยกตำแหน่งผู้นำกองทัพทหารกบฏเหล่านี้อย่างเป็นทางการ แดวอนกุนสวมชุดนักรบออกนั่งบัญชาการทันที
แดวอนกุนสั่งกองทัพของเขาเองเข้าโจมตีที่ทำการบริหารของราชการในกรุงโซลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ “วังเคียงบกกุง” ซึ่งเป็นทั้งที่ทำการสภาขุนนาง ที่ทำการกองบัญชาการทหารสูงสุด และสถาบันศึกษาศาสตร์ตะวันตก พร้อมกันนั้นก็บุกเข้าไปถล่มคุกหลวงของกรมตำรวจเพื่อปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองและนายทหารเก่าที่มีปัญหาตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อบุกเข้าคุกได้ การขโมยปืนก็เกิดขึ้น เรื่องหนักกว่านั้นเมื่อกองทัพนี้บุกเข้าเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นในสถานที่ต่างๆ อย่างโหดเหี้ยม ถึงขนาดเกือบจะฆ่าเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำโชซอนที่กรุงโซลกันเลย แต่กองรบของญี่ปุ่นพากันหนีออกทะเลได้ในแบบเฉียดฉิวไปตั้งหลักกันที่อินชอน หลังจากนั้นกองทัพทหารเก่าพวกนี้ก็บุกเข้าวังเพื่อทำตามแผนที่ต้องการ แต่พระราชนินีมินและกษัตริย์โกจองหนีไปสู่เซฟเฮาส์ที่ Cheongju ได้สำเร็จก่อนหน้าที่กลุ่มกบฏจะบุกเข้าถึงตัว
แต่กระนั้นเรื่องก็ไม่จบเพราะบรรดาผู้สนับสนุนและพระญาติของราชินีมินจำนวนหนึ่งที่หนีไม่ทันถูกคำสั่งฆ่ารายหัวทันทีที่ แดวอินกุน กลับเข้ามานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวแทนที่ ญาติของพระราชนินีมินนี่ถ้าไม่ตายก็โดนจับเข้าคุกรอวันประหาร การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คำประกาศให้ทั้งคนจีนและคนญี่ปุ่นออกจากกรุงโซลมีขึ้นตามมาไม่นานนัก
แต่ฝ่ายกบฏก็ดีใจไม่นานนัก เพราะทางประเทศจีนโดยราชสำนักชิงประกาศกร้าวว่าจะเข้ามาพิทักษ์ทรัพย์สินและการลงทุนของชาวจีนและรัฐบาลจีนในกรุงโซลอย่างเต็มพิกัด จีนส่งนายพลหลี่หงจาง ก็สั่งเรือรบ 3 ลำพร้อมทหาร 4500 นายบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว กองทัพจีนบุกเข้าสลายกองทัพกบฏและจับตัวแดวอนกุนไปได้และถูกนำตัวไปที่ปักกิ่งทันที และพระราชินีมินกับกษัตริย์โกจองก็คืนสู่ราชบัลลังก์อีกครั้งแบบนี้ พวกกบถโดนจับและประหารไปเสียเยอะ กินเวลาแห่งความวุ่นวายครั้งนี้ไปเกือบๆ เดือน
แต่ผลของความเสียหายของการล้างแค้นของแดวอนกุนต่อพระนางเมียงซองนั้นส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง เพราะโชซอนต้องเซ็นสนธิสัญญายอมรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวญี่ปุ่นจำนวน 5 แสนเยน และจ่ายให้คนญี่ปุ่นที่เสียชีวิตอีกศพละ 5 หมื่นเยน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลวงเท่ากับญี่ปุ่นยื่นคำขาดว่าต้องให้กองทัพของพวกเขาเข้ามาตั้งกองพลในกรุงโซลเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับคนของฝ่ายตนอีก กองกำลังรักษาความสงบของญี่ปุ่นนั้นประกอบไปด้วยเรือรบ 4 ลำ เรือใหญ่อีก 4 ลำพร้อมทหาร 5 พันนายอาวุธเต็มอัตราศึก แน่นอนว่าความอ่อนแอของราชสำนักโชซอนขณะนั้นทำให้พวกเขามีทางเลือกไม่มากนอกจากยอมลงนามโดยดีในวันที่ 10 สิงหาคม 1882 แต่ในเวลาไม่นานนัก พระนางเมียงซองก็คิดวิธีการสมดุลแห่งอำนาจในราชอาณาจักรของพระองค์โดยการร้องขอให้ทางจีนส่งกองทัพและเปลี่ยนผู้บัญชาการกองทัพยุคใหม่ของพระองค์มาเป็นชาวจีนแทนชาวญี่ปุ่น…
กลายเป็นว่าในประเทศนี้มีทั้งจีนและญี่ปุ่นร่วมกันบริหารผ่านนอมินีของแต่ละฝ่าย กลายเป็นฝ่ายการเมืองโปรญี่ปุ่น กับฝ่ายการเมืองโปรจีนตั้งประจันกันแทน
จุดนี้เองที่ทำให้นักประวัติศาสตร์เกาหลีนิยมหลายคนบอกว่าแท้จริงแล้วญี่ปุ่นอาจจะอยู่เบื้องหลังการกบฏครั้งนี้ แต่พระนางเองก็ถูกฝ่ายโปรญี่ปุ่นมองว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการไม่สงบในปี คศ 1884 หรืออีก 2 ปีถัดมาเช่นกัน เมื่อข้าราชการและนักการเมืองฝ่ายที่โปรจีนกับโปรญี่ปุ่นเกิดขัดแย้งขึ้นมาจนถึงกับขนอาวุธออกมาไล่ยิ่งกัน งานนี้ฝ่ายโปรญี่ปุ่นมองว่ามีพระนางเมียงซองอยู่เบื้องหลังและต้องรับผิดชอบ เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายโปรญี่ปุ่นตายไปครึ่งร้อย ตึกที่ทำการก็โดนเผาไปด้วย เกาหลีก็ต้องจ่ายอีกรอบพร้อมกับถอนทหารทั้งจีนและญี่ปุ่นคู่ออกจากกรุงโซล
แต่ปัญหาของพระนางเมียงซองยังไม่จบ เพราะ การที่มีทั้งกองทัพจีน กองทัพญี่ปุ่น ไปจนกระทั่งการนำเข้าความรู้จากทางตะวันตกยิ่งทำให้บุคลากรขงจื๊อนิยม ไปจนกระทั่งพวกขบวนการปฏิวัติและรังเกียจต่างชาติอย่าง “ขบวนการตกฮัก” ทั้งหลายต้องร่วมมือกันเพื่อโค่นราชินีองค์นี้ให้ได้ เพราะพวกนี้ดูแนวโน้มแล้วเขาเห็นว่าประเทศนี้ภายใต้การนำของพระนางคงไม่แคล้วทำให้เกาหลีตกเป็นทาสใครๆ แน่ๆ หลายคนยังเชื่อในหลักของแดวอนกุน ที่ยินดีจะเป็นฤาษีในถ้ำมากกว่า จะเป็นก้อนเนื้อให้เสือชาติต่างๆ เข้ามาแบ่งกันกินแบบเกรงอกเกรงใจกัน
ว่ากันว่าเรื่องที่ทำให้บรรดาข้าราชสำนักสายเก่าเจ็บปวดที่สุดก็คือ การเปลี่ยนเครื่องแบบให้เป็นเหมือนทางตะวันตกในปี 1883 ตามมาด้วยการเปิดโรงเรียนศึกษาภาษาอังกฤษ การให้ตั้งโบสถ์คริสต์อย่างเสรี แถมบรรดาหัวของการบริหารล้วนแต่มีชาวต่างชาติคุม วางระบบ และดูแลเต็มไปหมด โดยเฉพาะเมื่อถึงปี 1888 เมียงซองก็ประกาศเปิดท่าเรือให้ทุกชาติที่อยากค้าขายไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่นมีสิทธิในการทำการค้าเท่ากัน ขณะเดียวกันพระองค์ก็ไล่จัดการฝ่ายต่อต้านนโยบายพาประเทศทันสมัยอยู่เนืองๆ จนถูกมองว่าเป็นทรราชอยู่เหมือนกัน
การผลักดันให้ประเทศเป็นไปอย่างที่ว่าก็ต้องใช้เงินมหาศาลในการจับจ่าย ระหว่างปี ค.ศ. 1890-1894 การคลังของประเทศจึงอยู่ในสภาวะที่ยอบแยบน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้ออาวุธและเรือรบเพื่อให้กองทัพทันสมัย เรียกว่าในเจตนาดีของพระองค์กลับกลายเป็นประสงค์ร้ายต่อประเทศในสายตาของอีกหลายคน
ครั้งหน้าปฏิบัติการสังหารนางจิ้งจองจะจบลงแบบเศร้าและโหดเหี้ยมสุดๆ แล้วครับ



