xs
xsm
sm
md
lg

2 Days in Paris : หนังที่ทำให้รักคนข้างๆ มากกว่าเดิม

เผยแพร่:   โดย: โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล


* หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้เปิดเผยจุดคลี่คลายของหนัง

ช่วงที่ Eternal Sunshine of the Spotless Mind เข้าฉาย ดิฉันได้ยินใครบางคนบอกว่า คู่รักที่กำลังมีปัญหา เหมาะมากที่จะจูงมือกันมาดูหนังเรื่องนี้ นัยว่า มันจะกระตุ้นเตือนให้หวนรำลึกถึงคืนวันที่ความสัมพันธ์ยังหอมหวานและอาการใจสั่นยามรู้จักกันแรกๆ ซึ่งวิกฤติชีวิตคู่อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการ ‘รู้จักกันดีเกินไป’ ทำให้หลงลืมไปหมดแล้ว

ดู 2 Days in Paris จบ ดิฉันอยากจะพูดอย่างเดียวกัน ถึงแม้มันจะเป็นหนังรักที่มีความตลกขบขันมาบดบังอยู่มากสักหน่อย ทว่าแง่มุมความรักที่หนังนำเสนอนั้น ดิฉันว่าน่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่หลายคู่อาจจะเจอมาแล้ว หรือบางคู่อาจกำลังผจญอยู่ อยู่มากทีเดียว


เรื่องราวของหนังเกิดขึ้นภายในเวลา 2 วันที่กรุงปารีส เหมือนอย่างที่ชื่อบอกไว้เปี๊ยบ

คู่รักคู่หนึ่ง ฝ่ายชายคือ แจ็ก มัณฑนากรชาวอเมริกัน และฝ่ายหญิงคือ มารียง ช่างภาพชาวฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอยู่ที่นิวยอร์ก ชักชวนกันบินไปพักผ่อนที่อิตาลี จากนั้นก่อนจะเดินทางกลับ มารียงก็ชวนแจ็กให้แวะเที่ยวที่ปารีส บ้านเกิดของเธอ สัก 2 วัน

จะเป็นความจงใจหรือคาดไม่ถึงก็ตามแต่ ในระหว่าง 2 วันนั้น มันเหมือนมารียงดึงแจ็กไปทำความรู้จักโลกที่แท้จริงของเธอซึ่งเขาไม่เคยได้เห็นตลอด 2 ปีที่คบหากัน

อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นอย่างที่เขาว่ากัน การยินยอมพร้อมรับใครสักอย่างที่เป็นจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย การรักในข้อดีไม่ใช่ปัญหา แต่การยอมรับในข้อบกพร่องของอีกฝ่ายนั้นต่างหาก คือสิ่งซึ่งหลายคนจนแล้วจนรอดไม่เคยทำได้สำเร็จ

โลกของมารียงที่แจ็กได้รู้จักใน 2 วันนั้น มีทั้งพ่อแม่พิลึกๆ ของเธอ ทัศนคติแปลกๆ ของเธอ และเหนือสิ่งอื่นใด ประสบการณ์รักที่โชกโชนของเธอกับชายหนุ่มมากหน้าหลายตา ซึ่งเธอยังคงคบหาเป็นเพื่อนสนิทมาจนกระทั่งปัจจุบัน

จะเรียก ‘2 วันที่ปารีส’ ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของคู่แจ็กกับมารียงก็คงได้ เพราะหากผ่านมันไปได้ ความหวังที่จะเห็นทั้งคู่มีชีวิตคู่ที่แข็งแรงต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ในทางกลับกัน ถ้าก้าวข้ามมันไม่สำเร็จ โอกาสที่เวลาแค่ 2 วันจะทำให้ความสัมพันธ์ 2 ปีต้องสิ้นสุด ก็อยู่แค่คืบเท่านั้น

ระหว่างที่ดู 2 Days in Paris ดิฉันอดไม่ได้ที่จะนึกพาดพิงไปถึง Before Sunrise กับ Before Sunset อยู่บ่อยๆ

3-4 อย่างที่คล้ายกันมากก็คือ หนึ่ง หนังเล่าถึงหนึ่งชายหนึ่งหญิงที่ใช้เวลาช่วงสั้นๆ ร่วมกันในยุโรป, สอง การเล่าเรื่องแบบ ‘เล่าไปเรื่อย’ นำสิ่งที่ทั้งคู่พบเจอในช่วงเวลานั้นมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน โดยที่จุดเปลี่ยน ปมปัญหา และจุดคลี่คลาย ไม่ได้ถูกขยายให้ใหญ่โตชัดเจนเหมือนหนังปรกติทั่วไป, สาม จูลี เดลปี ซึ่งหนนี้ไม่ใช่แค่รับบทนำแต่เพียงอย่างเดียว ทว่าเธอเขียนบท ตัดต่อ ทำดนตรีประกอบ ร่วมอำนวยการสร้าง และที่สำคัญ เธอลงมือกำกับเองด้วย (คราว Before Sunset เดลปีร่วมเขียนบทกับ อีธาน ฮอว์ก และ ริชาร์ด ลิงเคลเตอร์)

และสุดท้าย ทั้ง 3 เรื่องต่างก็เด่นมากในเรื่องของการเขียนบทสนทนา

ตอนดู Before Sunrise และ Before Sunset นอกเหนือจากรายละเอียดน่ารักๆ หลายช่วงหลายตอน และบทสรุปส่งท้ายที่จี๊ดใจเหลือประมาณแล้ว สิ่งหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์มากก็คือ หนังทำให้การนั่งดูคน 2 คนคุยกัน –ด้วยหัวข้อที่เราก็ไม่ได้แตกฉานอันใดนัก- เป็นความบันเทิงได้อย่างเหลือเชื่อ

2 Days in Paris พูดเยอะพอกัน เพียงแต่สิ่งที่แจ็กกับมารียงคุยกันนั้น เข้าใจง่ายกว่า และเข้าถึงได้มากกว่า เพราะมันเป็นแค่บทสนทนาโต้ตอบสัพเพเหระในชีวิตประจำวัน ทว่าด้วยลีลาท่าทางของนักแสดงซึ่ง ‘เป็นธรรมชาติ’ เอามากๆ ด้วยลูกเล่นและจังหวะจะโคนในการโต้ตอบที่ลื่นไหล ก็ทำให้มันเป็นหนังพูดเยอะที่เพลิดเพลินดูสนุกอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ 2 Days in Paris มีมากกว่าหนังรุ่นพี่ทั้งสองอย่างเห็นได้ชัด ก็คือ อารมณ์ขัน ทั้งที่เป็นรายละเอียดจุกจิกต่างๆ ของตัวแจ็กกับมารียงเอง ซึ่งโดยพื้นฐานเป็นคนขี้ประชดและมองโลกในแง่ร้ายอยู่แล้วทั้งคู่ (เป็นต้นว่า แจ็กปฏิเสธเด็ดขาดที่จะไม่ใช้บริการขนส่งมวลชนในปารีส ด้วยเหตุผลว่า กลัวถูกผู้ก่อการร้ายบึ้ม มารียงได้ยินดังนั้นจึงสวนกลับ “แล้วคุณนึกว่าที่นิวยอร์กมันปลอดภัยนักรึไง?”)

นอกจากนั้นหนังยังมีอารมณ์ขันที่เกิดจากตัวละครประกอบบวมๆ จำพวก คนขับรถแท็กซี่, เพื่อนศิลปินของมารียง, นักถอดรหัสนานาชาติที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาจากอเมริกาเพื่อตามรอย ‘รหัสลับดาวินชี’ ฯลฯ

แต่ที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาใครเห็นจะหนีไม่พ้นพ่อกับแม่ของมารียง (เดลปีใช้ อัลแบร์ เดลปี และ มารี ปิเยร์ พ่อแม่แท้ๆ ของเธอมารับบทนี้) คนแรกเป็นศิลปินขบถแถมยังเจ้าชู้เป็นกรด มักผสมผสานเรื่องเพศจาบจ้วงกับถ้อยคำวิพากษ์การเมืองไว้ในภาพของตัวเองเสมอ

ส่วนคนหลังก็ไม่น้อยหน้า ในอดีตเธอเป็นฮิปปี้ เคยมีสัมพันธ์สวาทช่วงสั้นๆ กับ จิม มอร์ริสัน นักร้องนำวง The Door เปรี้ยวกว่านั้นคือ ช่วงต้นยุค 70 ซึ่งกระแสเรียกร้องสิทธิสตรีกำลังเฟื่อง ในฝรั่งเศสมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่เคยผ่านการทำแท้งมาแล้ว จับมือรวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวด้วย ผู้หญิงกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า ‘343 แพศยา’ (343 Salopes หรือในภาษาอังกฤษคือ 343 Bitches) เพราะมีกันอยู่ 343 คน และแม่ของมารียงก็เล่าให้แจ็กฟังด้วยความภูมิใจสุดกึ๋นว่า “ฉันเป็นหนึ่งในนั้นด้วยล่ะ!”

เท่าที่ดิฉันอ่านบทสัมภาษณ์ของจูลี เดลปี ดูเหมือนจะเป็นความตั้งใจของเธอที่อยากให้ความตลกขบขันนำหน้าความโรแมนติก ซึ่งก็แน่นอน เธอประสบความสำเร็จอย่างไม่มีข้อกังขา อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงทีที่ต้องพูดถึงความรักบ้าง เดลปีก็พูดอย่างคนที่เข้าใจมัน และที่สำคัญ จับใจอย่างยิ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 2 วันที่ปารีส เป็นความตระหนกตกใจของแจ็กเสียเป็นส่วนใหญ่ พ่อกับแม่ของมารียงอาจทำให้อเมริกันขี้ตื่นอย่างเขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอยู่บ้าง ทว่าจุดใหญ่ใจความที่ทำให้เขาลำบากใจเหลือกำลัง ก็คือการได้พบแฟนเก่าคนแล้วคนเล่าของมารียง

ความหึงหวงเป็นแรงกระตุ้นให้คนทำอะไรได้หลายอย่าง และสำหรับแจ็ก มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงเรื่องของตัวเองกับมารียงอย่างจริงจัง – อาจจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คบหากันมา

ข้อสรุปของแจ็กก็คือ เขายอมรับกับมารียงว่า แท้ที่จริงเขากับเธอรู้จักกันน้อยมาก ตัวเขาเองไม่เคยเปิดเผยอย่างเต็มที่กับเธอ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือ เขาไม่แน่ใจว่า ตัวจริงของเขาจะทำให้เธอหมดรักหรือไม่ ขณะเดียวกัน เขาเองก็กลัวที่จะต้องทำความรู้จักกับตัวจริงของเธอ

อย่างไรก็ตาม 2 วันที่ปารีส มันเหมือนเขากับมารียงได้ทำความรู้จักตัวจริงของกันและกันอย่างไม่ตั้งใจ และบทสรุปของมันก็เป็นอย่างที่เขากลัว อดีตของเธอ ปัจจุบันบางส่วนของเธอ เป็น ‘ความจริงที่เขาไม่อยากรับรู้’

หลังจากทำให้ผู้ชมหัวเราะมาตลอดทั้งเรื่อง จูลี เดลปีก็พาหนังมาสู่ฉากจบเรียบๆ แสดงภาพทั้งคู่ขณะทุ่มเถียงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด คลอไปกับเสียงบรรยายของมารียง

ตอนหนึ่งของคำบรรยาย มารียงยอมรับว่า การเลิกรานั้นเจ็บปวด กระนั้น ทุกครั้งที่เห็นเค้าลางว่าความสัมพันธ์กำลังสั่นคลอน เธอก็มักจะชิงเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อนอยู่เสมอ

“ไม่ต่างกันหรอกสำหรับฉัน...เลิกกัน รักกัน เมาหยำเป พบคนใหม่ แล้วก็อีกคน แรดไปทั่วเพื่อให้ลืมใครบางคน...คนเดียวคนนั้น “ภายหลัง 2 เดือนแห่งความว่างเปล่า เราจะเริ่มต้นค้นหารักแท้อีกครั้ง...หาไปทั่วอย่างสิ้นหวัง และหลังจาก 2 ปีที่ต้องทนเหงา เราก็จะพบรักใหม่ เราจะบอกตัวเองว่า นี่คือคนที่ใช่...จนกว่าทุกอย่างจะจบลงและผ่านไปอีกครั้ง”

หนังไม่ได้บอกไว้ชัดว่าความสัมพันธ์ของแจ็กกับมารียงจบลงอย่างไร

มีคำอำลา มีหยาดน้ำตา ทว่าก็มีรอยยิ้มและการหยอกเย้าตามมาหลังจากนั้น

ดิฉันกับเพื่อนอีกคนดูหนังเรื่องนี้แล้วได้บทสรุปต่างกัน แต่เรื่องหนึ่งที่เราเห็นตรงกันก็คือ หากจะต้องมีการเลิกร้างเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ครั้งนี้ แจ็กกับมารียงจะจดจำมันทั้งชีวิต

ถึงวันนี้ดิฉันได้ดูหนังซ้ำมากกว่ารอบ เรื่องหนึ่งที่รู้สึกขัดใจในครั้งแรก แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความประทับใจในครั้งหลังๆ ก็คือ ตัวละครของแจ็ก (รับบทโดย อดัม โกลด์เบิร์ก - ใครเคยดูซิตคอมเรื่อง Friends น่าจะจำเขาได้ โกลด์เบิร์กมาโผล่อยู่ 3-4 ตอน โดยรับบทเป็น ‘เอ็ดดี้’ รูมเมตโรคจิตของ ‘แชนด์เลอร์’)

เดิมทีเดียวดิฉันไม่เข้าใจว่า มารียงเห็นอะไรดีในตัวผู้ชายคนนี้ ทั้งที่เขาทั้งขี้ประชด ขี้ตกใจ มองโลกในแง่ร้าย ไร้ความโรแมนติก อีกทั้งทักษะการเรียนรู้ทางภาษาและวัฒนธรรมยังออกจะต่ำเตี้ย (ตลอดทั้งเรื่อง แจ็กเรียกแฟนสาวอย่างชินปากว่า ‘มาเรียน’ มาโดยตลอด ยกเว้นเพียงครั้งเดียวในช่วงคับขันตอนท้าย ที่เขาเรียกเธออย่างถูกต้องชัดเจนว่า ‘มารียง’)

ดิฉันเพิ่งมาพบคำตอบจากการดูซ้ำ – แจ็กยังคงมีข้อเสียทั้งหมดที่ได้ว่ามา ทว่าคุณสมบัติประการหนึ่งที่ทำให้เขาไม่น้อยหน้าผู้ชายคนไหนที่มารียงเคยคบหา ก็คือ เขารักเธอ และตลอด 2 วันที่ปารีส เขาพยายามอย่างดีที่สุดแล้วที่จะไม่ดึงมารียงเข้าสู่สมรภูมิความขัดแย้ง

ตลอดทั้งเรื่อง หนังให้ผู้ชมเห็นว่าโลกมีปัญหารอบด้าน ทั้งเรื่องการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แน่นอน แจ็กเองรับรู้ปัญหาเหล่านั้น ทว่าท้ายที่สุด เรื่องที่ทำให้คนขี้ตื่นอย่างเขาตระหนกใจได้มากที่สุด กับเป็นเรื่องของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ชื่อ ‘มารียง’

“โลกกำลังชิบหาย และเราก็เหลือแค่กันและกันเท่านั้น”

คนโรแมนติก มองโลกในแง่ดี ไม่ขี้ตกใจ พูดได้หลายภาษา นั้นหาได้ แต่คนที่เชื่อในคำกล่าวข้างต้นอย่างจริงจัง และเห็นเราเป็นเรื่องใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดในโลก หาได้ไม่ง่ายนัก...