xs
xsm
sm
md
lg

Because I said so : คำตอบของลูกที่แม่ต้องฟัง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


โดย เวสารัช โทณผลิน

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ออกเรือนแต่งงาน คุณจำได้ไหมว่า ครั้งล่าสุดที่พ่อหรือแม่มาเจ้ากี้เจ้าการ จัดแจงเรื่องราวต่างๆ รอบตัวให้คุณนั้น คือเมื่อไร? สำหรับในสังคมไทยที่ยังมีขนบการดูแลลูกที่ไม่ค่อยจะปล่อยให้โผผินตามลำพังสักเท่าไรนั้น คำถามดังกล่าว คงจะแว่วลอยขึ้นมาในสมองภายในเวลาไม่กี่เสี้ยววินาที

แต่สำหรับสหรัฐอเมริกา สังคมเมืองตะวันตกที่มีวิถีการใช้ชีวิตหลายประการต่างไปจากบ้านเรา กรณีที่มิลลี่(แมนดี้ มัวร์) ประสบพบเจอ อาจเรียกได้ว่าเป็นกรณีตัวอย่างเพียงหนึ่งในสิบ หรือหนึ่งในห้าสิบ ที่คุณแม่จอมจัดการอย่าง คุณนายแดฟนี(ไดแอน คีตัน) จะเข้ามาจู้จี้ชี้นำเธอแทบจะทุกสิ่งอย่าง โดยเฉพาะเรื่องคู่ครอง

แม้จะแยกไปอยู่ลำพัง ตามประสาของคนหนุ่มสาวเมืองมะกัน ที่รักอิสระและมีขนบต่างไปจากบ้านเรา ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่เมื่อย่างเข้าสู่วัยทำงาน สามารถหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองได้แล้ว หนุ่มสาวในสังคมตะวันตก ก็จะปลีกออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่มิลลี่กำลังเผชิญอาจจะต่างไปจากสาวทำงานวัยเดียวกันอีกหลายต่อหลายคน เมื่อคุณแม่ที่ครองชีวิตหม้ายมายาวนาน อย่าง แดฟนี ก้าวเข้ามาจัดการเลือกคู่ครองให้เธออย่างเสร็จสรรพ

ด้วยสภาวะกดดันที่พี่สาวทั้งสองผลักมา เนื่องจากทั้งเถาใบที่หนึ่ง และเถาใบรอง ต่างก็ออกเรือนมีคู่กันไป ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีติดๆ กัน เหลือก็เพียงเถาใบสุดท้ายอย่าง มิลลี่ ที่เพิ่งจะเคว้งคว้างอ้างว้างจากความรู้สึกสูญเสีย เพราะคู่ควงแต่ละคนของเธอ ก็มีอันต้องเลิกร้างกันไป ด้วยสาเหตุสุดเฉิ่มเชย ไม่มีคนรักใหม่ ก็กลายเป็นเกย์ แต่นั่นก็สร้างความรู้สึกชอกช้ำให้กับมิลลี่อยู่ลึกๆ

เมื่อความรัก ความห่วงใยที่มีต่อลูกสาวเริ่มแผ่ขยายจนไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ แดฟนีจึงตัดสินใจควานหาลูกเขยด้วยตัวเองทางอินเตอร์เนท และนั่นก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่า ในโลกที่คนอายุ 60 กว่าอย่างเธอไม่คุ้นเคย มีอะไรหลายต่อหลายอย่างเคลือบแฝงอยู่ เมื่อการนัดพบว่าที่ลูกเขยของแดฟนีดำเนินไป เธอก็ได้พบกับหนุ่มมากหน้าหลายตา ที่ไม่ได้มีลักษณะใกล้เคียงกับที่โฆษณาไว้ในโลกไซเบอร์ใบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะต่อหน้าของเธอ มีทั้งผู้ชายที่พูดพล่ามตลอดเวลา, คนที่แพ้ของทุกชนิดจนจามไม่หยุด, ชายหนุ่มที่สูญเสียความมั่นใจในตัวเองจนเสมือนว่าเขาไม่มีตัวตน, บุรุษหนุ่มซึ่งเทียบอายุอย่างไรก็ใกล้เคียงที่จะเป็นสามีของเธอมากกว่าแฟนคนใหม่ของลูกสาว กระทั่งแดฟนีได้มาพบกับชายหนุ่มสองคนในเวลาไล่เลี่ย หนึ่งคือ จอห์นนี่(เกเบียล แมช)หนุ่มนักดนตรีที่ทำงานเล่นกีตาร์อยู่ในร้านอาหารแห่งนั้น เขามีลักษณะดีที่แดฟนีเสพสูดถึงเสน่ห์ได้ แต่หัวอกของผู้เป็นแม่ก็ปะทุความรู้สึกต่อต้านคัดค้าน ด้วยอคติที่ว่า หนุ่มนักดนตรีมักจะสามารถหักอกลูกสาวของเธอได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก

อีกหนึ่ง คือ เจสัน (ทอม เอเวอร์เร็ต) หนุ่มสถาปนิก ผู้ดี มีชาติตระกูล ที่ดูอย่างไรก็ยืนอยู่ด้านตรงข้ามกับจอห์นนี่อย่างชัดเจน เขาทั้งสุภาพ อ่อนโยน และดูมีอนาคต แดฟนีรู้สึกถูกชะตาและชอบเขาตั้งแต่แรกเห็นและยิ่งเชื่อมั่นว่า เจสันจะเป็นชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้างมิลลี่ในวันแต่งงาน เมื่อผ่านการสนทนาพูดคุยไปได้ระยะหนึ่ง
แดฟนีหลงลืมไปว่า บรรทัดฐานที่ตัวเองใช้เป็นเครื่องวัดคัดกรองว่าที่ลูกเขยทั้งหลาย เป็นไม้มาตรของหญิงสาวสูงอายุ ลูกสาม ที่หย่าขาดจากสามีไปนานหลายสิบปี มิใช่เกณฑ์ของสาว 20 ปลายๆ ที่รักอิสระอย่าง มิลลี่ ลูกสาวคนสุดท้องของเธอแต่อย่างใด

เหมือนดังที่ จอห์นนี่ได้ทิ้งคำพูดเรียบง่าย สุดแสนจะธรรมดาประโยคหนึ่งไว้บนโต๊ะสนทนา หลังจากที่ได้รับรู้ว่าแดฟนีใช้บริการอินเตอร์เนทเพื่อหาคู่ให้ลูกสาว ว่า "คุณอาจไม่รู้หรอกว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับลูกของคุณ" แต่เมื่อเงยขึ้นมาสบกับดวงตาที่มุ่งมาดเอาจริงเอาจังของแดฟนีที่อยู่เบื้องหน้า จอห์นนี่ก็ต้องกลบคำกล่าวของตัวเองด้วยการเปรยเสียงอ่อยๆ ว่า "แต่คุณอาจจะรู้ก็ได้"

แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่รู้กระทั่งความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง คำกล่าวของจอห์นนี่ก็ยังคงมีน้ำหนักเสมอ เพราะแม้จะเป็นความปรารถนาของคนที่สามารถแลเห็นได้ทุกครั้งที่ส่องกระจก และมีลมหายใจเดียวกัน อย่าง ตัวของเราเอง แต่ก็ยังเกิดปรากฏการณ์เลือกผิด คิดใหม่ และถามผู้อื่นทุกครั้งที่ก้าวเดิน นับประสาอะไรกับความคิด ความต้องการของผู้อื่น ที่แม้จะเป็นเลือดเนื้อแท้ๆ ของเราเองก็ตาม แต่ความคิดความอ่านก็ประกอบด้วยปัจจัยมากมายเกินกว่ากรรมพันธุ์ใดๆ จะรั้งดึงให้โน้มเอียงลงมาได้

ด้วยภาพเปิดที่หนังปูมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง ที่ส่งให้การปรากฏตัวของคุณแม่แดฟนีค่อยๆ เพิ่มความรู้สึกทั้งรักและเป็นห่วงลูกสาวอย่างออกนอกหน้า และมากล้นจนผิดวิสัยของคุณแม่ในสังคมอเมริกัน ทั้งการโทรศัพท์ตามตัวลูก ในทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะในห้วงยามที่ลูกสาวกำลังอยู่ในสถานการณ์สำคัญ เช่น การออกเดท ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นขณะเวลาที่ผู้เป็นลูกต้องการอยู่ห่างจากการควบคุมดูแลของผู้ปกครองมากที่สุด

เมื่อเรื่องดำเนินไป ภาพของคุณแม่แสนจู้จี้ก็ยิ่งฉายชัดขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเป็นแดฟนีที่ไดแอน คีตันรับหน้าที่สื่อออกมาให้ผู้ชมได้เห็น กลับแลดูน่ารักและชวนขัน มากกว่าที่จะน่ารำคาญ ยิ่งในสายตาของผู้เฝ้ามองอย่างผู้ชมทั้งหลาย ความรู้สึกรำคาญและเบื่อหน่ายนั้นคงจะไม่เกิดขึ้น แต่สำหรับฝั่งฟากของบรรดาลูกๆ สามใบเถาแล้ว พวกเธอแอบถอนหายใจทุกครั้งที่คุณแม่แดฟนีออกโรงจัดการอะไรบางอย่างให้

ถึงจะเข้ามาวุ่นวายไปสักนิด หรือในบางทีอาจจะคิดแทน จัดการแทนให้บ้าง แต่ลูกทั้งสามกลับไม่เคยบ่นโวยวายหรือผลักไสแดฟนีออกไปจากชีวิตอย่างจริงจัง เพราะพื้นฐานของครอบครัวที่หนังเชื่อมร้อยมาให้รู้สึก ผู้ชมจะสามารถรับรู้ได้ถึงสายใยอันแนบแน่นระหว่างสาวหม้ายที่น่ารักกับลูกสาวที่เธอต่อสู้เลี้ยงดูมาตามลำพังทั้งสามคนได้อย่างแน่นอน

ความสัมพันธ์ของสี่สาวที่ดูเผินๆ คล้ายเปราะบาง แต่แท้จริงกลับแน่นเหนียว ถึงขนาดที่ผู้ชมจะกำซาบความรู้สึกได้ว่า ในยามที่หนึ่งในสี่คนเกิดก้าวพลาดหรือท้อแท้เสียใจ อีกสามคนที่เหลือสามารถรับรู้โดยสัญชาติญาณว่า พวกเธอจะใช้ฝ่ามือเข้ามาตบหลังลูบไหล่ปลอบใจในตอนไหนได้บ้าง

ผู้กำกับ ไมเคิล ลีห์แมน (40 Days 40 Nights) สามารถคุมโทนหนังให้ต่อเนื่องไหลเรื่อยได้ดี แม้จะมีช่วงอืดเอื่อย และปรากฏการณ์ส่วนเกินในบางฉากไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่าเป็นความเรียบง่ายที่ทรงพลัง การสื่อออกมาให้เห็นในรูปของบทสนทนาและการกระทำต่างๆ ทำให้ตัวละครทั้งหลายดูมีมิติ ไม่แห้งซีด มุขตลกที่แทรกอยู่ในหนัง ถือเป็นมุขน่ารัก ที่ดูแล้วอมยิ้ม มากกว่าจะแหกฮาอย่างเอาเป็นเอาตาย

คนที่สมควรจะได้รับคำชมมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ ไดแอน คีตัน เพราะเธอสามารถทาบทับลงไปในบท แดฟนี ได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งน่ารัก และน่ารำคาญไปในตัว เพราะถึงแม้เราจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่แดฟนีกระทำ เป็นกิริยาที่ออกจะก้าวล่วงเข้ามาในชีวิตของลูกสาวมากไปสักนิด แต่สิ่งที่คุณแม่ลูกสามคนนี้ปฏิบัติ กลับทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่า เธอช่างใช้ชีวิตได้ครอบคลุมทุกช่วงวัย และเข้าถึงหัวอกหัวใจของผู้เป็นลูกทั้งสามคนเสียจริงๆ

ส่วนแมนดี้ มัวร์ กับบทมิลลี่ ยังถือว่าธรรมดา ไม่โดดเด่นประทับใจ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดเงียบหายไปกับสายลม ส่วนหนึ่งอาจเพราะการแสดงที่โดดเด่นของนักแสดงรุ่นป้าอย่างคีตัน ที่กลบบังรัศมีน้อยๆ ของนักแสดงทุกคนที่ออกจอร่วมกับเธอได้อย่างมิดสนิท อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ใช้ประโยชน์จากการเป็นนักร้องของแมนดี้ ด้วยการเสริมให้เธอมีฉากร้องเพลงในเรื่อง รวมไปถึงการร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้อีกด้วย

หลังจากที่คำตอบ ของคำถามในย่อหน้าแรกได้เวียนวนอยู่ในหัวสมองของผู้เป็นลูกแล้ว คำถามต่อไปที่เราสมควรจะต้องตอบก็คือ หากเลือกได้ ระหว่างการเป็นมนุษย์ที่โดดเดี่ยวเดียวดาย ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า หันไปทางใดก็ไม่เห็นแม้แต่หลักพิง กับการที่จะต้องมีผู้ปกครองคอยจ้ำจี้ชี้นำ และเข้ามาจัดการในทุกๆ เรื่องร่ำไปนั้น คุณจะเลือกทางไหน?

เชื่อเหลือเกินว่า สำหรับสังคมไทย คำตอบที่ได้น่าจะอยู่ในอารมณ์ของการพบกันครึ่งทาง หรือทางสายกลาง ไม่อยากอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง แต่ก็ยังไม่ชอบการวุ่นวายจัดการที่มากเกินไป ท้ายที่สุดแล้ว ก็คงจะต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของสายลม ว่าจะทำหน้าที่พัดหอบคำตอบส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น ให้ลอยแว่วไปเข้าหูของผู้เป็นพ่อ คนเป็นแม่บ้าง สักเพียงใด
.............................

หมายเหตุ : ภาพยนตร์เรื่อง Because I said so เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา เฉพาะที่พารากอนซีนีเพล็กซ์, เอสพละนาดซีนีเพล็ซ์ และเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน เท่านั้น