สร้างชื่อ "มะหมา" คว้ารางวัลหนังเด็กยอดเยี่ยม เฉือนชนะคู่แข่งพิกซาร์ ด้านสองผกก."สมเกียรติ - ปุ๊ก" สุดดีใจ เด็กนอกดูสนุกแถมได้ข้อคิดจากหมาไทย ส่วนผกก.ร่างท้วม เผยภาคสองอาจมีต่อหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมองเห็นความสำคัญของหนังไทย โอด พรบ.หนังฯ หากอยู่ในรัฐบาลชุดนี้อาจปั่นป่วน
หลังได้รางวัล ปาล์ม ด็อก (Palm dog Award 2007) ในงานประกวดเทศกาลหนังเมืองคานส์มานอนกอดแล้ว 1 รางวัล สำหรับภาพยนตร์ที่มีนักแสดงนำเป็นเจ้าตูบ "มะหมา 4 ขาครับ" ล่าสุดภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวก็สามารถชนะใจกรรมการตัวจิ๋วกว่า 300 คนทั่วโลก ถูกตัดสินให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมขวัญใจเด็กอายุระหว่าง 6-9 ปี ในงานเทศการประกวดภาพยนตร์เด็กนานาชาติ จิฟโฟนี่ ปีที่ 37 ประเทศอิตาลี เฉือนเอาชนะภาพยนตร์จากอเมริกาและยุโรปไปอย่างเฉียดฉิว
โดยหนึ่งในผู้กำกับ "สมเกียรติ วิทุราณิช" เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 21 ที่ผ่านมา เผยถึงบรรยากาศในขณะที่กรรมการตัวจิ๋วดูภาพยนตร์สี่ขาต่างปรบมือและกระทืบเท้าในช่วงที่ภาพยนตร์จบ ซึ่งทำให้เขารู้สึกมีความสุขมากหากว่าแม้จะไม่ได้รางวัลใดๆ เลยก็ตาม เนื่องจากภาพยนตร์ให้ข้อคิดกับเด็กได้มากเลยทีเดียว
"ความรู้สึกที่โน่นเป็นความรู้สึกที่ดีมาก เพราะว่าตอนที่ฉายหนังให้คณะกรรมการที่เป็นเด็กทั้งหมด เขามีการตอบสนองกับหนังแทบไม่คิดเลยว่าเด็กต่างชาติดูหนังเราแล้วสนุกเท่ากับเด็กไทยที่ดูหนังไทย เท่ากันเลย เขาจะหัวเราะดีใจ ปรบมือกัน โดยเฉพาะตอนจบเนี่ยเขาปรบมือกระทืบเท้ากัน ผมรู้สึกว่ารางวัลจะได้หรือไม่ได้หนะไม่สำคัญแล้ว ความสุขที่เขามีในวันนั้นเราประสบความสำเร็จแล้ว"
"หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการตั้งคำถามและตอบกันไป เด็กหลายคนเขาสามารถจับหัวใจของหนังได้เลย เขาบอกว่าดูหนัเงเรื่องนี้เสร็จแล้วเขารู้สึกว่าถ้าเราจะทำอะไรกันทำเป็นกลุ่มนะ เราอย่าทะเลาะกันมาก เดี๋ยวงานไม่เสร็จ และเทศกาลนี้ไม่ใช่แค่โหวดเสร็จแล้วก็จบกันไป เด็กทุกคนต้องให้เหตุผลว่าทำไมถึงโหวดหนังแต่ละเรื่อง"
บอกคู่แข่งน่ากลัวแต่ชนะอย่างภาคภูมิใจ…."จะมีหนังที่เป็นคู่แข่งเราจะมีหนังเป็นคนที่ทำกับ บ.พิกซาร์ มาเยอะ ที่ทำ ไลอ้อน คิงส์, ทอย สตอร์รี่, บั๊ก ไลฟ์ สองคนนี้เป็นหัวหอกเลยอ่ะ แล้วหนังเราชนะเขาด้วย"
ด้านผู้กำกับอีกหนึ่งคน "ปุ๊ก พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์" ย้ำ ตัวภาพยนตร์ทั้งสนุกและสอนเด็กได้ชัดกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นที่เข้าร่วมประกวดทั้งหมดอีก 6 เรื่อง จึงสามารถคว้ารางวัลมาครองได้
"เป็นเฟสติวัลที่กรรมการตัดสินที่ใช้เด็กล้วนๆ ตั้งแต่อายุ 6 - 9 ปี ประมาณ 300 คน โดยที่ผู้ใหญ่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปแนะนำใดๆ เลย และเป็นคนโหวดใหเราได้ชนะ นี่คือสิ่งที่เป็นความยิ่งใหญ่ของเทศกาลจิฟโฟนี่ ซึ่งแตกต่างและไม่เหมือนใคร น่าจะเป็นเทศกาลของเด็กและเยาวชนที่สำคัญที่สุดของโลกครับผม"
"ผมก็ดีใจเพราะหนังเรื่องนี้ตั้งใจทำให้เด็กดู เริ่มต้นต้องการทำให้เด็กไทยดูก่อน แต่พอเด็กไทยดูแล้วชอบพอเด็กต่างประเทศดูแล้วยิ่งชอบยิ่งดีใจ"
"นั่นคงเป็นเหตุผลมั้งที่เด็กให้รางวัลถ้าฟังดูคือ เขาดูหนังเขาสนุกด้วย แล้วหนังทำให้คิดอะไรได้มากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ที่เขาดูมั้ง เพราะหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาจะบอกให้เด็กได้รู้ สามัคคีคือพลัง ซึ่งหนังเรื่องอื่นๆ เด็กอาจจะจับใจความได้ไม่ชัด อาจเป็นตรงนั้นมั้งที่ทำให้ได้"
บอกจะดีใจมากกว่าการได้สองรางวัลมาครอบครอง หากภาพยนตร์สะท้อนให้คณะรัฐบาลหรือข้าราชการที่ดูแล พรบ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ฉบับที่กำลังจะมีการนำออกมาใช้ มองว่าควรสนับสนุนหนังไทยอย่างแท้จริง
"ดีใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันได้ตามจุดมุ่งหมายของเรา คือรางวัลแรกที่บอกว่าหมาไทยเราเก่ง จนชาวต่างชาติให้รางวัล palm dog อาจดูเหมือนเป็นรางวัลเล็กๆ แต่เขาให้การยอมรับหมาไทยโดยเฉพาะหมาข้างถนน ก็คิดว่าจะทำให้สภาวะหมาข้างถนนหายไป หรือน้อยลง"
"อันที่สองเราอยากทำให้เด็กดู มีเนื้อหาสาระจากภาพยนตร์ที่สนุก พอถึงต่างประเทศก็ยังดูสนุกและให้เนื้อหาสาระ จะดีใจมากไปกว่านั้นคือ มันคงจะสามารถสะท้อนให้คนในอาจจะเป็นคณะรัฐบาลหรือข้าราชการที่พูดถึง พรบ.ภาพยนตร์ฯ ว่าหนังมีไว้สนับสนุน ถ้าคุณสนับสนุนมันจะทำให้โลกนี้ดีขึ้น งดงามขึ้นและจะช่วยให้ประเทศเราเป็นที่รู้จัก ฉะนั้นมีแต่ความยินดีในหลายๆ เรื่องมาก"
แจง "มะหมา" เกินความคาดหวังที่ตั้งไว้ เหน็บรัฐบาลบอกทุกวันนี้หนังไทยถูกมองเหมือนหมาแต่หากดูดีๆ หมาก็สามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้เช่นกัน ชี้ อยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ
"เรื่องนี้มันเกินที่เราคาดหวังแล้วเพราะเราไม่ได้หวังเรื่องนี้ แต่ในความคาดหวังตรงนี้อยากจะกลับมาให้ความรู้สึกของที่มีอยู่แม้แต่หมาข้างถนน หรือหนังไทยที่อาจจะถูกคนในรัฐบาลมองเหมือนหมาเนี่ย หมาก็มีโอกาสกัดคนแน่นอน ถ้าเราดูดีๆ มันก็สร้างประโยชน์ได้ เราเลยรู้สึกวันนี้ก็คงมีแต่ความดีใจและหวังว่าคนอื่นจะเอาประโยชน์ตรงนี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไปใช้ในการเอาภาพยนตร์ไทยช่วยสร้างชื่อเสียงประเทศชาติในเรื่องวัฒนธรรม ในเรื่องรายได้ ในเรื่องต่างๆ"
โอด สงกรานต์ที่ผ่านมา หากนำหมามาเปิดงานเทศกาลยังดีกว่าให้ชาวต่างชาติมาเปิดเสียอีก
"ขนาดเราจะเปิดเทศกาลประจำชาติของเราอย่างสงกรานต์เรายังต้องเชิญดาราจากประเทศอื่นมาเปิด เรารู้สึก….คุณเอาหมาเราไปเปิดยังดีกว่ามั้ง ถ้าจะดีใจมากกว่านั้น คือคนในรัฐบาลหรือข้าราชการมองเห็นความสำคัญของตรงนี้"
ลั่น สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่จะกรุยทางไปสู่สากลได้ อีกทั้งยังระบายถึง พรบ.หนังฯ ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาจากรัฐบาลชุดนี้อาจนำไปสู่อำนาจที่ริดรอนสิทธิ์ของคนทำหนังจนเกินไป
"เรื่องใบเบิกทางจริงๆ เขามีมานานแล้วในหลายๆ เรื่อง แต่ภาวะนี้เหมือนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มันมี พรบ.นึงต้องพูดว่ามันแย่มากๆ สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และมันกำลังเข้ารัฐบาล และมันอาจจะผ่านออกมา ถ้าผ่านออกมาเนี่ยเจ้าหน้าที่มีอำนาจถึงขนาดเดินเข้าไปที่กองถ่ายคุณแล้วบอกว่าหยุดถ่าย ถ้ามันกระทบกระเทือนความมั่นคง ศาสนา สภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งมันแย่มาก"
"เราก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย เอาตรงนี้เป็นตัวอย่าง ถ้าหนังเราถ่ายๆ ไปบอกคุณทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไปมีการตัดต้นไม้มั้ย ถ้าเขาหยุดอย่างนี้จะทำไง มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ มันเหมือนจังหวะที่เราต้องเปลี่ยนแนวความคิด ก็เลยคิดว่าถ้าโอกาสนี้ช่วยให้อุตสาหรกรรมภาพยนตร์ดีขึ้นได้ก็จะดีใจมากกว่ารางวัลใดๆ ที่ได้"
"ปุ๊ก" บอกแรงจูงใจที่ดีสำหรับการทำภาคต่อของหนังสี่ขา คือรัฐบาลเห็นความสำคัญของภาพยนตร์อย่างแท้จริง ช่วยโอบอุ้มเพื่อลดความเสี่ยงของวงการอุตสาหกรรมหนัง กัด ทีอย่างอื่นนำเงินไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย
"เราใช้เวลากับโปรเจคนี้ 3 ปีเต็มๆ มันเหนื่อยมาก เราต้องเหนื่อยขนาดนั้นอีกเหรอเพื่อให้มีอะไรต่อไป นอกจากว่ามันมีแรงบันดาลใจที่สูงๆ ไม่จำเป็นต้องต่อยอดเสมอไป แต่ก็ไม่แน่วงการบันเทิงเมื่อเงื่อนไขมันลงตัวก็อาจจะ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่ายังไม่อยากเพราะมันเหนื่อย"
"อีกอย่างถ้ามีแรงจูงใจ รัฐบาลหันมาเห็นความสำคัญจริงๆ บอกให้ทำ อาจมีแรงจูงใจมากกว่าเพื่อต่อยอดเอาเงินและความสำเร็จ อยากจะผลักอะไรไปที่รัฐบาล ดูแลหลายๆ อย่างเรื่องนี้ผู้ลงทุนแกต้องเอาเงิน 50 ล้านมาวางตรงนี้กับหนังที่ไม่รู้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่พอมันเกิดมาแล้วสิ่งที่ได้ประเทศชาติได้ด้วย"
"ตั๋วขายได้ 58 ล้านก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไร หักค่าโน่นค่านี่ โปรเจคอย่างนี้ที่มีความเสี่ยงถ้าอยากให้หนังเกิด รัฐบาลต้องลงมาเล่นสิ มีตั้งหลายอย่างที่คุณเอาเงินมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย คุณเอาเงินมาเล่นตรงนี้สิคนอุตสาหรกรรมจะได้ไม่ต้องเสี่ยงมาก เราจะได้รู้ว่าเราทำไปไม่ใช่เราทำถ้าไม่ประสบความสำเร็จมีคนต้องล้มละลายเราก็ไม่อยากทำเพราะมันยาก"
..........
ภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าชิงในงานเทศกาลภาพยนตร์เด็กจิฟโฟนี่ ประเทภ Kidz สำหรับเด็กอายุ 6-9 ปี ได้แก่
1. Rudy, The Return of The Racing Pig
By Peter Timm (Germany)
2. The Crumbs – Santa’s Helper
By Morten Lorentzen (Denmark)
3. Trigger
By Gunnar Vikene (Norway)
4. Everyone’s Hero
By C. Brady, D. St Pierre, C. Reeve (USA)
5. Mid Road Gang (มะหมา 4 ขาครับ)
By Somkiat Vithuranich, Pantham Thongsang (Thailand)
6. Elias and The Royal Yacht
By E. Fyksen, L.Osvoll (Norway)
7. Hands Off of Mississippi
By Detlev Buck (Germany)


