โดย เวสารัช โทณผลิน
พระอาทิตย์เคลื่อนฝ่ากลีบเมฆขึ้นมาได้เพียงครึ่งโค้ง บรรยากาศโดยรอบละอองความมืดจากยามค่ำยังไม่จางไป ที่โรงเรียนมัธยมไคตะ ปรากฏซุ้มป้ายโค้งครึ่งวงกลมตั้งตรงทางเข้าด้านหน้า บนป้ายมีภาษาอังกฤษคำว่า “Finish” ตัวโตโดดเด่น
"ทากาโกะ" นักเรียนหญิงมัธยมปลายปีสุดท้ายของโรงเรียน ยืนเก้ๆกังๆ อยู่ระหว่างพรมแดนรอยต่อด้านล่างของเขตป้ายดังกล่าว เหลือเพียงแค่ก้าวเดียวเธอก็จะก้าวสู่หลักชัย ทว่า...ทากาโกะกลับหยุดยืนอยู่ตรงรอยต่อนั้นแล้วนิ่งมอง ไม่ก้าวพ้นผ่านเข้ามาในทันทีเหมือนนักเรียนมัธยมคนอื่นที่ร่วมเดินทางมา
มันคืองานประจำปีของโรงเรียนมัธยมไคตะ ที่ในปีหนึ่งๆ จะต้องให้เด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ได้เดินทางไกลร่วมกันเป็นระยะทาง 80 กิโลเมตร โดยมีจุดเริ่มต้นที่ปากประตูหน้าโรงเรียน ผ่านถนนของเมือง ทะเล ภูเขา และวนกลับเข้าสู่จุดหมายที่หน้าประตูโรงเรียนแห่งเดิม
การเข้าร่วมประเพณีดังกล่าวของ ทากาโกะและเพื่อนๆ เป็นครั้งที่สามนั้น ไม่ได้ทำให้การเดินเท้าของพวกเธอราบเรียบและง่ายดาย ถึงแม้จะเหนื่อยจนชินมาแล้วถึงสองครั้งสองคราว แต่การได้ร่วมเดินทางไกลกับเพื่อนๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก็ทำให้เรื่องราวแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่มีค่าขึ้นมา ทั้งทิวทัศน์โดยรอบ มิตรภาพระหว่างเพื่อน และเรื่องราวอัดอั้นคาใจที่ทาคาโกะมีต่อ"ยู"เด็กหนุ่มร่วมชั้นคนหนึ่ง
จากบทประพันธ์ของริคุ ออนดะ ในชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Yoru no pikunikku ซึ่งเป็นวรรณกรรมขายดีอันดับสองของญี่ปุ่นในช่วงปี 2005 และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวรรณกรรมรักร่วมสมัยที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี (โดยริคุ ได้รับรางวัลโยชิกาวะ เอย์จิ ในฐานะนักเขียนหน้าใหม่ยอดเยี่ยม)กลายมาเป็นภาพยนตร์ชื่อ The Night Time Picnic จากฝีมือการกำกับของ มาซาฮิโกะ นางาซาวะ(Way of the Blue Sky) ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็คือการแปลงแปรตัวหนังสือให้กลายเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความคาดหวังของบรรดานักอ่านและผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวของ The Night Time Picnic กลายๆ
แม้ว่าด้วยเวลาเพียง 100 กว่านาที อาจทำให้ มาซาฮิโกะ ไม่สามารถถ่ายทอดความละเอียดลึกซึ้งของตัวละครได้หมด แต่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแบบเรียวไทม์ ก็ส่งให้ผู้ชมเข้าถึงและคล้อยตามได้ระดับหนึ่ง การปูปูมหลังของตัวละครผ่านการย้อนเรื่องราวทั้งจากปากและภาพอดีตจัดว่าสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง และละเอียดอ่อน แม้ว่าจะไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดของตัวละครอื่นๆ ได้มากเท่าที่ตัวหนังสือเป็น แต่มิติของตัวละครหลักๆ อย่างทากาโกะกับยู ชายหนุ่มร่วมชั้นที่เธอไม่เคยปริปากคุยด้วยเลยสักครั้ง ก็มีด้านมุมที่ค่อยๆ แผ่ ค่อยๆ ผ่อนให้ผู้ชมรับรู้ทีละเล็กละน้อย
"มิกาโกะ ทาเบะ" ที่รับบทเป็น "ทากาโกะ" มีใบหน้าและดวงตาที่เศร้าหมองเป็นทุน ฉะนั้นยามเธอเดินหรือยืนนิ่งๆ จึงดูเป็นเด็กสาวที่เก็บกักปมบางอย่างไว้ในใจได้ดี อีกทั้งฝีมือการแสดงของเธอในเรื่องนี้ก็น่าสนใจและพอจะทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเธอรู้สึกอึดอัดยามที่ต้องเผชิญหน้ากับ "ยู" เพียงใด
ส่วน "ทาคุยะ อิชิดะ"ที่รับบทเป็น "ยู"นั้น แม้ด้านการแสดงจะดูด้อยกว่า "มิกาโกะ"เล็กน้อย แต่บทที่ต้องพูดน้อยและทำหน้าบึ้งบูดอยู่ตลอดเวลาก็น่าจะทำให้ปัญหาในส่วนของแอ๊คติ้งลดลงบ้าง ตัวละครอื่นๆ ในเรื่องก็ดูจะเป็นเพียงตัวประกอบสร้างสีสัน เว้นก็เพียงเพื่อนสนิทของยู ที่มีมิติ เรื่องราว อารมณ์และใกล้เคียงความเป็นมนุษย์ที่สุด
นอกนั้นตัวละครที่สร้างมาจะอยู่ในลักษณะการดึงคาแรกเตอร์เด่นๆ ของเพื่อนที่เราต่างอาจเคยได้พบเจอ เช่น นักเรียนที่ชอบทำตัวเด่น นำหน้ากากรูปสัตว์แปลกๆ มาคลุมหัวในช่วงเดินทางไกล, นักเรียนที่กังวลแต่เรื่องความอ้วนจนไม่เป็นอันทำอะไร, นักเรียนที่รักและหลงใหลในเสียงดนตรีจนดูคล้ายคนเพี้ยนในสายตาของเพื่อนฝูง ฯลฯ
หรือแม้แต่เหล่าเพื่อนสาวของทากาโกะ ที่ช่วงต้นปูเรื่องมาคล้ายจะมีบทที่ขับเน้นให้มองเห็นภาพมิตรภาพระหว่างเพื่อนฝูงมากกว่านี้ แต่ลงท้ายประเด็นดังกล่าวกลับไม่เด่นชัดนัก มีการปรากฏอยู่เป็นบางช่วง บางจังหวะ แล้วกลับมาปรากฏชัดอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง การผลุบโผล่ของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ส่งให้มันกลายเป็นประเด็นรองที่ผู้ชมไม่อาจเข้าถึงและรู้สึกร่วมไปด้วยได้
หนังเดินกล้องในลักษณะที่สดแต่ไม่สั่น ไม่ไหวติงเคลื่อนไปมาในแบบฉบับที่ภาพยนตร์ใช้กล้องตัวเดียวบางเรื่องทำ การตัดภาพทำได้อย่างนุ่มนวล การดำเนินเรื่องจากแนวเรื่องธรรมดาทำได้น่ารัก น่าสนใจ ประเด็นเด่นในเรื่องความสัมพันธ์ของ "ทากาโกะ" กับ "ยู" ค่อยๆ เผยแผ่แบบไม่ยัดเยียด และปูไล่ไปถึงบทสรุปในช่วงท้ายที่ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ไม่ยากนัก
ถึงแม้ว่าด้วยชื่อของภาพยนตร์กับคำโปรยรวมทั้งเรื่องราวจากตัวหนังสือ จะเสนอเรื่องราวของเส้นทางเดินที่ทอดยาวในคืนค่ำของฟ้าพรายดาว แต่เอาเข้าจริงในภาพยนตร์กลับให้ความสำคัญช่วงเวลากลางคืนค่อนข้างน้อย และไม่มีฉากประทับใจที่ชัดเจนเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งสัญลักษณ์ยามราตรี อย่าง ดวงดาว พระจันทร์ ก็ถูกละเลยความสำคัญไป ถึงแม้เรื่องราวโดยมากจะเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน แต่หนังก็หาได้ใช้ประโยชน์จากห้วงเวลาดังกล่าวแบบชัดเจนแจ่มแจ้ง
เป็นอีกครั้งที่ประเด็นเล็กๆ ได้ถูกนำมาสืบสานจนกลายเป็นเรื่องราวต่อเนื่องน่ารัก ความสำคัญของพิธีการเดินทางไกลประจำปีที่นักเรียนหลายคนจะได้ร่วมทำกับเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย แถวผู้คนที่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้า กับทางที่มองไม่เห็นปลาย มันกลายเป็นเรื่องราวที่ถึงแม้เราจะไม่เคยได้ร่วมกิจกรรมดังกล่าวจริงๆ แต่ก็พอจะจินตนาการอารมณ์ร่วมได้ไม่ยากนัก
ถึงขนาดที่ "แอนนา" หนึ่งในเพื่อนสนิทของทากาโกะ ซึ่งไม่สามารถมาร่วมพิธีเดินทางไกลในครั้งสุดท้ายของชีวิตนักเรียนมัธยมครั้งนี้ได้ รำพึงออกมาว่า "แม้จะเป็นเพียงการเดินไปข้างหน้าร่วมกันธรรมดา แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามันพิเศษนักก็ไม่รู้"
สิ่งที่แอนนากล่าวอาจไม่ได้เกินเลยจากความจริง บางครั้งการทำสิ่งที่ธรรมดา(ที่จริงการเดินเท้าเป็นระยะทาง 80 กิโลเมตรอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดานัก)บางอย่างก็พิเศษขึ้นมาได้ หากเราได้ร่วมเผชิญชะตากรรมและใช้วันเวลาให้หมดไปกับคนพิเศษของเรา อย่างที่ทากาโกะได้เหน็ดเหนื่อยไปบนเส้นทางพร้อมๆ เพื่อนรัก และยู ชายหนุ่มที่ไม่เคยเอ่ยคำใดใดต่อกันเลยสักครั้ง
ประสบการณ์การร่วมเดินทางไกลกับเพื่อนเมื่อสมัยเข้าค่ายลูกเสือ ประสบการณ์ของเหล่าเด็กมัธยมปลายหัวเกรียนที่ต้องไปร่วมผจญชะตากรรมที่เขาชนไก่เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาวิชาทหาร(รด.) ประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้น่าจะพอเทียบเคียงได้กับการเดินทางไกลที่แสนยาวนานของทากาโกะและผองเพื่อน
คำกล่าวที่ว่า "มนุษย์เราจะรัก ผูกพันธ์และรู้จัก รู้ใจกันและกันได้ดีที่สุด ก็ยามที่จะต้องไปเผชิญกับความยากลำบากบางประการร่วมกัน ประสบการณ์ร้ายๆ ที่เรายืนอยู่ฝั่งฝ่ายเดียวกัน ทำให้เราสนิทและยอมเปิดใจให้กันมากขึ้น" ไม่น่าจะเป็นคำกล่าวที่เกินจริง เพราะหากไปถาม ทากาโกะกับเพื่อนๆ เด็กนักเรียนที่เพิ่งกลับจากค่ายลูกเสือ และนักศึกษาวิชาทหารที่หอบหิ้วร่างกายสกปรกมอมแมมลงมาจากเขาชนไก่ ก็น่าจะได้รับคำตอบของความรู้สึกที่พวกเขามีต่อเพื่อนไม่ต่างกัน
จากจุดที่หยุดยืน ทากาโกะหันกลับมามองคนที่อยู่เคียงข้างสองไหล่ซ้ายขวา เพื่อนสนิท คนคุ้นเคยที่เธอไว้ใจยืนขนาบข้าง เพื่อนสาวบีบมือของเธอแน่น ทากาโกะหันไปส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับยู จากนั้นใครคนหนึ่งในกลุ่มก็พูดขึ้นมาว่า "เรามากระโดดผ่านเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กันเถอะ"
สิ้นเสียงให้จังหวะนับ เด็กหนุ่ม สาว กระโดดตัวลอย ผ่านเข้าหลักชัย เป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเขาสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับที่ประตูชีวิตบานใหญ่กำลังเปิดรอให้พวกเขาก้าวเข้าไป บนเส้นทางที่ยาวไกลกว่าที่พวกเขาร่วมเดินด้วยกันมาหลายเท่าทวีคูณ
หมายเหตุ : ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง The Night Time Picnic จะเข้าฉายตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2550 ที่โรงภาพยนตร์ house RCA เท่านั้น เช็ครอบ และวันฉายได้ที่ www.houserama.com หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 02-641-5177-8


