xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจ “อ.วันชัย” ยอมรับอึดอัดแนวทาง(ที)ไอทีวี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อ.วันชัย - อ.ประมาณ
“อ.วันชัย” เคลียร์กรณีข่าวปิดตำนานทนายคู่หูคู่ฮา “อ.ประมาณ” ลั่นไม่ได้ทะเลาะกันแค่อยากทำงานด้านอื่นแต่ยอมรับอึดอัดเพราะเห็นต่างจากกลุ่ม(ที)ไอทีวีที่เรียกร้องสิทธิ์กับ สปน.กรณีค่าสัมปทานซึ่งเกิดตั้งแต่ยุค “ทักษิณ” บอกคิดออกนานแล้ว เพราะต้องการลบภาพทนายบันเทิง บอกทำวิทยุคู่ “มัลลิกา” ควบตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยดังเป็นตัวของตัวเองมากกว่า

จู่ๆ ก็ลาออกจากรายการที่ทำอยู่ทางไอทีวีกับทนายคู่หู “อ.ประมาณ” สำหรับ “อ.วันชัย สอนศิริ” แจงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังไม่เปลี่ยนแปลงและไม่ได้ทะเลาะกันแต่อย่างใด แต่ยอมรับคิดเห็นเรื่องการเมืองต่างกันแต่ไม่เคยเอามาเป็นปัญหา ส่วนการลาออกบอกคิดมาตั้งแต่ไอทีวีเคลื่อนไหวกับรัฐบาลชุดนี้เรื่องปิดจอดำ

“เอาทีละเรื่องนะ ผมกับอาจารย์ประมาณเนี่ยไม่ได้ทะเลาะกัน แล้วก็วันที่จะเลิกทำรายการผมก็คุยกับแกด้วยว่าผมอยากหยุดตัวเอง ทำมา 5-6 ปีแล้ว พอทำนานมันย่ำอยู่ที่เก่า ผมเลยบอกแกว่าผมอยากหยุด แกก็ถามว่ามีอะไรกันมั้ย ผมก็บอกว่าไม่มีอะไร เพราะเวลาผมทำงานกับอ.ประมาณเราเข้าใจกัน ความคิดของแกก็เป็นอิสระ เราก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกัน”

“ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวกัน ผมเข้าใจแก และแกก็เข้าใจผม ทำงานด้วยกันมาไม่เคยมีเหตุทะเลาะกันในเรื่องของการทำงาน หรือเรื่องของผลประโยชน์ หรือเรื่องอื่นใด ไม่มีเหตุทะเลาะกัน งานทุกวันนี้ทอล์กโชว์ เราก็ยังไปทำด้วยกัน ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นประเด็นที่เคลียร์กันชัดเจนบอกเลยว่าไม่ได้ทะเลาะกัน สรุปว่าทั้งสาเหตุความคิดอะไรต่างๆ ไม่มีเหตุทะเลาะกัน”

“ประการที่ 2 ความคิดทางการเมืองมันก็เป็นอิสระทางความคิด ทำงานด้วยกัน มันก็จะรู้ว่าคนนี้เขาคิดอย่างไร เขาก็จะรู้ว่าผมคิดอย่างไร แต่ไม่เคยเอามาถกมาเถียง ให้เป็นเหตุแห่งการแตกแยกกัน ต่างคนต่างรู้ว่าใครคิดอย่างไร ถ้าเอามาคุยกันแล้วทะเลาะ เราจะไม่นำมาคุยกัน เพราฉะนั้นปัญหาหรือประเด็นทางการเมืองเราจะไม่นำมาถกกัน แต่ถามว่าแกรู้มั้ยว่าผมและเขาคิดอย่างไรกันเนี่ย บอกเลยว่ารู้ แต่ไม่ทำให้มันมาทำให้เราแตกแยก ชัดเจนนะครับ”

เผยลึกๆ รู้สึกอึดอัดกับการเคลื่อนไหวเรื่องค่าสัมปทานไอทีวี เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยยุคทักษิณ ไม่ใช่โดนใครกลั่นแกล้งอย่างที่ออกมาต่อสู้กัน...“กรณีการเคลื่อนไหวของไอทีวี ซึ่งผมถือว่าเป็นความตั้งใจของผม ว่าถ้าการเคลื่อนไหวของไอทีวียุติลงไม่ว่าจะยุติด้วยวิธีใดก็ตามยุติลงผมจะต้องลาออกเหตุผลเพราะผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการกล่าวหาหรือการเคลื่อนไหว”

“เพราะเรื่องที่มันเกิดขึ้นทั้งหมด มันเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณที่ว่ามีการแก้ไขสัญญาก็เกิดขึ้นสมัยทักษิณ หลายรัฐบาลทักษิณและการฟ้องคดีนั้น ก็ฟ้องมาตั้งแต่สมัย อ.วิษณุ เครืองาม ตั้งแต่เป็นรองนายกฯ ดูแลปลัดสำนักนายกฯ ก็เป็นผู้สั่ง เกิดขึ้นในสมัยคุณทักษิณ แต่เวลาเคลื่อนไหว เวลากล่าวหา มันมองเป็นว่า เฮ้ย...รัฐบาลชุดนี้กำลังจะยึดไอทีวี รัฐบาลชุดนี้กำลังกลั่นแกล้ง มองว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะปิดไอทีวี”

“ทั้งหมดนี่ในความเห็นลึกๆ ซึ่งเป็นนักกฎหมายเนี่ย ผมเห็นว่ามันคนละเรื่องเลยนะ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยทักษิณ แล้วดำเนินการมาล่วงหน้านานแล้ว เพียงแต่ศาลเพิ่งจะมาตัดสินและวินิจฉัยในสมัยรัฐบาลชุดนี้ แล้วมันก็มาจบในรัฐบาลชุดนี้ แต่กระบวนการเนี่ย กลับมาว่ามากล่าวหาว่าสปน.ว่าในทำนองกลั่นแกล้ง หรือจะยึดไอทีวี ซึ่งในใจผมลึกๆ ผมไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวด้วยข้อกล่าวหาในลักษณะนี้”

ทนายชื่อดังยืนยันว่า แม้จะใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานนักแต่ก็ถือว่ามีความรักความผูกพันอยู่พอสมควร และนั่นเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเองไม่ออกมาตั้งแต่แรก
“ผมอยู่ไอทีวีมา 3 ปีกว่า บอกตรงๆ ส่วนหนึ่งก็มีความรักความผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน ผมไมได้ทำงานประจำที่ไอทีวี ผมเป็นแค่พิธีกรอิสระ แต่เห็นน้องๆ หลายคนกำลังจะตกงาน กำลังจะร้องไห้ กำลังทุกข์ เหมือนเรือกำลังจะจม แล้วผมจะกระโดดหนีทิ้งไป ผมก็เหมือนคนจะใช้ไม่ได้ หนีเอาตัวรอด ผมก็จะถูกประณามได้”

“ผมก็เลยตัดสินใจว่าเราต้องช่วยน้องๆ เขาไปก่อน แล้วก็บอกไว้ว่าอะไรที่มันเป็นข้อตกลงในสัญญา ต่อสู้ให้น้องๆ เขา เราเห็นใจเพื่อนร่วมงาน และตั้งใจไว้ว่า ถ้าเรื่องนี้ยุติไม่ว่าจะยุติด้วยวิธีการใดก็ตามผมตัดสินใจลาออก เพราะมันมีความรู้สึกของการเคลื่อนไหว ที่เราไม่ค่อยเห็นด้วยแล้วสภาพแวดล้อมของเราทั้งหมดที่เราทำงาน เขากล่าวหาโจมตีกับรัฐบาลนี้ที่เขาไมได้ก่อ แล้วเราอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบนี้ ผมเลยไม่สบายใจที่จะทำงานภายใต้ภาวะแบบนี้อยู่แล้ว”

แจงตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการลาออกของ “มัลลิกา บุญมีตระกูล” แต่อย่างใด
“ไอทีวีชนะสมความตั้งใจ แต่เรามีความตั้งใจจะลาออกอยู่แล้วใช่มั้ย เผอิญมันเกิดเรื่องของคุณมัลลิกาก่อน อยู่ๆ ก็มีเหตุขัดแย้ง หรือมีอะไรกันเนี่ย เขาก็เลยประกาศออกเปรี้ยงเลย ซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวเลย ผมไม่รู้เรื่อง แต่เราเนี่ยทำงานอยู่ด้วยกัน ใกล้ชิดกัน ครั้นมัลลิกาลาออกแล้วผมจะลาออกตาม มันก็จะกลายเป็นว่าพวกเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน ซึ่งผมเองน่ะเป็นผู้ใหญ่กว่าเขา ผมก็เลยชะลอ รอให้คุณมัลลิกาเงียบเสียก่อน”

“พอเรื่องคุณมัลลิกาเงียบแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจลาออก ด้วยเหตุผลอย่างที่ว่า ผมรู้สึกว่าอึดอัดในการทำงาน เราเป็นคนน่ะ จะไม่ไปก็ไม่ไป จะไปทางไหนก็ไป จะขาวจะดำ ไม่ใช่เทาอยู่แบบนี้ เราจะคิดว่าทำมาหากินไปอยู่อย่างนี้ได้สตางค์แต่อยู่แบบนี้ ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย กับสภาพแวดล้อมที่คนรอบข้างมันเป็นอีกแบบหนึ่งเลย เราเป็นมนุษย์เราต้องมีอิสระในแบบความคิดของเรา ไม่ใช่กลืนอะไรไปก็ได้ เราก็อยากชัดเจนในตัวตนของเรา ก็เลยลาออกครับ”

ยอมรับว่าตนเองอาจไม่เหมาะกับงานด้านบันเทิง จึงขอออกมาทำงานด้านกฎหมาย เป็นอาจารย์ หรือเล่าข่าวทางวิทยุน่าจะเหมาะสมกว่า
“บางครั้งการทำงานร่วมกัน คนทำงานร่วมกันเราก็ต้องมีความคิด มันอยู่รอบๆ เราจะพูดเพื่อให้ทะเลาะกันก็ใช่ที่ เราต้องเลือกทางเดินเราให้ชัดเจน ก็ออกดีกว่า ประกอบกับผมเนี่ยทำรายการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในรายการทีวีเราทำรายการสนุก สบายๆ บันเทิงมา 5 - 6 ปีแล้ว ผมก็เห็นว่าอายุเรามากขึ้นๆ ภาพของความสนุกสนาน ความบันเทิง มาคิดดูแล้วมันไม่น่าจะเหมาะแก่วัยของเราแล้ว”
อ.วันชัย - อ.ประมาณ
“น่าจะเป็นภาพที่ลดความสนุกสนาน ความเฮฮาลงบ้าง มีภาพความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้มากขึ้น ซึ่งคนก็แยกไม่ออกว่า อ.ประมาณคนไหน อ.วันชัยคนไหน ซึ่งในขณะที่ตัวผมเองผมสำนึกอยู่ตลอดเวลา เพราะผมเป็นเลขาธิการสภาทนายความมา 3 สมัย การวางเนื้อวางตัว การวางกรอบ ความเป็นนักกฎหมายมันต้องมีความน่าเชื่อถือ”

“ระยะหลังจะสังเกตได้ว่ารายการอะไรที่บันเทิงมากๆ อย่างคนหัวหมอเนี่ยผมจะขอลด ผมก็เลิกทำมาเป็นปีแล้ว รายการทีวีเยอะแยะรายสนุกสนานที่เขาเชิญมา เราก็พยายามตัดนอกจากรายการที่มันเป็นงานเป็นการสาระจริงๆ นี่คือความคิดของผม”

“ปีนี้ 54 แล้ว บันเทิงมันก็ไม่ได้เสียหายนะ ในอดีตที่ผ่านมาก็ดี เพราะทำให้คนดูกฎหมายได้ มองเป็น ไม่น่าเบื่อ ผมก็ถือว่าโอเค สังคมได้มาก แต่พออายุเริ่มมากขึ้น เราจะไปมัวสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงอยู่ไม่ได้แล้ว ซึ่งอาจารย์ประมาณทำมันสนุกสนาน สำหรับผม ผมพอแล้ว ไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นนักกฎหมายตลก ไม่อยากให้ใครมองว่าเป็นทนายความบันเทิง ไม่อยากเดินมากไปกว่านี้ อยากให้เห็นเราแล้วเข้าใจกฎหมายง่าย แต่ไม่ได้อยากให้มันบันเทิงมากมาย ทีนี้ถ้าผูกอยู่ด้วยกันมันก็ไม่รู้ว่าคนไหนเป็นใคร อ.ประมาณ แกเป็นศิลปิน แกชอบ นั่นคือตัวแก แต่เราไม่ใช่”

“ตอนนี้เป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารออมสินด้วย ปกติแล้วเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับบริษัทหลายบริษัทอยู่แล้วโดยอาชีพ แล้วก็เป็นทนายความที่มีสำนักงานทนายความของตัวเองก็มี แต่พอระยะหลังมาทำทีวี เราไม่มีเวลาไปว่าความแต่เราก็มีทีมงาน ก็ไม่ได้หยุดนะ เราก็มีทีมงานที่ดูแลอยู่ เราก็ให้คำแนะนำไป ปรึกษา ตรวจสำนวนต่างๆ”

ส่วนกรณีการไปจัดรายการคู่กับมัลลิกานั้น เจ้าตัวบอกว่า...“ผมทำวิทยุรายการคุยข่าวเล่าความ มาตั้งแต่พฤศจิกายน 2549 ปีที่แล้ว ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมาเลย ยังไม่มีการเคลื่อนไหว เหตุของมันก็คือว่าบริษัทฟาติมาเขามีเวลาของวันเสาร์อาทิตย์ เขาจ้างคุณมัลลิกากับผมมาทำรายการ แต่ไหนๆ จะทำแล้วเลยปรึกษาคุณมัลลิกาเอาอย่างไรดี เขาก็อยากปรับผังด้วยก็เลยเช่าเวลาทำเองเลยที่เอฟเอ็ม105 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม”

“ลงทุนกันเลยคนละส่วนกับมัลลิกา พอทำแล้วสนุกกับมันมากๆ ในงานวิทยุ มัลลิกาก็เป็นตัวตนของตัวเองจริงๆ เลย แต่ทำทีวีคนอื่นจะมาเกี่ยวข้องกับเราเยอะ แต่วิทยุไม่ต้องเลย เราทำได้อย่างอิสระ พูดในสิ่งที่เรามีความคิดความเห็นจริงๆ แล้วพอเราทำไปก็สนุก ทำแล้วเราจะไปอ่านเหมือนคนอื่นไม่ได้ ต้องมีแนวเป็นของตัวเอง เราต้องเป็นรายการข่าว แต่ลีลาการนำเสนอต้องไม่เหมือนคนอื่นในหน้าปัดคลื่นอื่น”

“ลีลาของมัลลิกาจะดุเดือด ถึงพริกถึงขิง ของเราก็ช่วยเสริมปรุงแต่งอะไรแรงดึงลง อะไรเบาเราเสริม ไม่ได้คุยนะ แต่เป็นคลื่น 5 โมงเย็นที่มาแรงพอสมควร แล้วช่วงท้ายรายการก็มีสายให้โทรเข้ามาถามปัญหากฎหมายด้วย ซึ่งเสียงตอบรับดี ทางคลื่นก็พอใจพอสมควร ผมรู้สึกว่ามันเป็นตัวผมมากครับ ไม่เครียดแต่เป็นงานเป็นการไม่เกินไป”

กับกรณีที่ไอทีวีจะถูกดำเนินให้เป้นทีวีสาธารณะนั้น อ.วันชัย แสดงความคิดเห็นว่ายังคงเป็นไปได้ยากในช่วงที่ภาวะรัฐบาลยังไม่ชัดเจน และอาจทำให้ไอทีวีต้องแข่งขันกับทีวีช่องอื่นลำบากมากขึ้นภายใต้ระบบราชการ
“คำว่าเป็นสื่อสาธารณะ ผมว่าบ้านเรายังยากอยู่ สื่อสาธารณะแปลว่ารัฐ ต้องเอาเงินมาสนับสนุนแล้วรัฐไปข้องเกี่ยวในข่าวสารไม่ได้ ผมมองดูแล้วยังยากที่จะไปข้องเกี่ยวตรงนั้น แล้วก็ผมเรียนตรงๆ ว่าไอทีวีเนี่ยถ้าเป็นระบบราชการแบบถาวร ผมเชื่อว่าสู้เขาไม่ได้ ตั้งแต่สปน.กรมประชาสัมพันธ์เข้ามาเนี่ยอาจไม่ทัน เพราะว่าทีวีเขาแข่งขันกันเป็นวินาทีต่อวินาที”

“ถ้าเอาระบบราชการ การคิดแบบราชการไม่กล้าตัดสินใจ จะทำให้ไอทีวีเสื่อมถอยลง ไม่ทันคนอื่น และจะทำให้ภาพของไอทีวีนั้นจะเริ่มจางไปจากความรู้สึก และความต้องการของประชาชน ตรงนี้ต้องกระฉับกระเฉง แล้วก็แก้ข้อขัดข้องในอดีตก็แก้เสีย อะไรที่มันคือข้อจำกัดทางการเมือง อะไรที่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาบริหาร เห็นข้อบกพร่องในอดีตก็หาทางป้องกันเสียให้ดี จะเป็นทีวีเสรี ทีวีอิสระอะไรก็ตาม”

“เพราะตราบใดเอกชนมีบทบาททางการเมืองเนี่ย ทำให้สื่อขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้บทบาทของความเป็นสื่อที่จะอิสรเสรีขาดหายไป อะไรก็ได้ที่มาตรการอย่างที่ผมเรียนมันเดินไปได้ ตลอดระยะเวลาที่ไอทีวีโดนครอบงำโดยทุนตลอดมา เขาก็จะมีความคิดนิยมชมชอบในบุคคลที่เคยผูกพัน เคยเป็นเจ้านายเก่าๆ เพราะฉะนั้น การที่จะหลุดพ้นการพิจารณาต่างๆ ก็คงยาก”

“แล้วยิ่งรัฐบาลอยู่ในภาวะที่ง่อนแง่น อยู่ในภาวะไม่เด็ดขาด อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ไปซ้าย ไม่ไปขวา จะเอาอย่างไรก็เอาซิ ผมเชื่อเหลือเกินว่าพนักงานส่วนใหญ่เขาก็ต้องการความอยู่รอดของอาชีพ ของครอบครัว เขาก็ยังคิดถึงสิ่งที่มั่นคงในอดีต คิดถึงคนในอดีต และก็คิดว่าคนในอดีตให้เขาได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นรัฐจะทำอย่างไรกับเขาก็ทำเสียที ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็ไม่คืบหน้า ใครกระชากไปทางไหนก็ไป”

“ภาพของคนเก่าที่เขายังเชื่อว่าดีกว่ามันก็ยังมีอยู่ตลอด เหมือนคนไทยทั่วไปที่มองว่ารัฐบาลเก่าดีกว่าเพราะคุณยังเฉย เขาก็ต้องไขว่คว้าหาคนเก่า ไม่ต่างจากไอทีวีที่รัฐยังไม่เด็ดขาด เขาย่อมคิดว่าคนเก่ายังดีหกว่าคนใหม่ที่ไม่ไปทางไหนเลย”