xs
xsm
sm
md
lg

Female Trouble : เกิดเป็นหญิง แท้จริงแสนลำบาก/โสภณา

เผยแพร่:   โดย: โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล


แนะนำกันอย่างคร่าวๆ จอห์น วอเตอร์ส เป็นผู้กำกับชาวอเมริกันซึ่งได้รับฉายาว่า ‘ราชันย์แห่งขยะ’ (บางทีเรียก ‘ประมุขแห่งอาจม’ หรือ ‘เจ้าชายแห่งอาเจียน’)

ต้นเหตุที่มาของฉายาดังกล่าว สืบเนื่องจาก หนังของวอเตอร์สนั้นนอกจากรูปลักษณ์หน้าตาจะน่าเกลียดน่าชังเข้าขั้น ‘อัปลักษณ์’ แล้ว ส่วนใหญ่ยังมีเนื้อหาบ้าบอเพี้ยนพิลึก อีกทั้งยังมักมีภาพหยาบคายอนาจาร (การเผยให้เห็น ‘อวัยวะ’ ในระยะประชิด เป็นเรื่องปรกติในหนังของจอห์น วอเตอร์ส โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในยุครุ่งเรืองของเขา) โดยรวมแล้วกล่าวได้ว่า มันเป็นหนังที่หมิ่นเหม่ ล่อแหลม และถือเป็นยาขมสำหรับคนส่วนใหญ่อย่างยิ่ง

หนังที่โด่งดังที่สุด อื้อฉาวที่สุด และเป็นหลักฐานยืนยันความเหมาะสมต่อฉายาที่ใครต่อใครเรียกขานได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด หนีไม่พ้น Pink Flamingos (1972) ซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยภาพอุบาทว์หยาบช้าให้เพียบไปหมดแล้ว (หนังเล่าถึงการช่วงชิงตำแหน่ง ‘บุคคลโสมมที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่’ ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมจึงได้เห็นคู่แข่งขันทั้ง 2 ฝ่ายงัดเอาพฤติกรรมโสมมสุดแท้แต่จะคิดได้ ออกมาห้ำหั่นกันอย่างถึงพริกถึงขิง) จอห์น วอเตอร์สยังช็อกคนดูด้วยฉากทีเด็ดสุดท้าย ด้วยการให้นักแสดงของเขารับประทานขี้หมาให้เห็นกันจะๆ...ไม่หลบมุมกล้อง ไม่คัต และขี้จริง เล่นเอาผู้ชมอ้วกแตกอ้วกแตนคาโรงไปตามกัน และก็ทำให้จอห์น วอเตอร์สแจ้งเกิด กลายเป็น ‘เจ้าแห่งศาสตร์มืด’ ของโลกภาพยนตร์มาจนกระทั่งทุกวันนี้

Female Trouble เป็นงานที่จอห์น วอเตอร์สทำขึ้นหลังจากโด่งดังจาก Pink Flamingos แล้ว 2 ปี วอเตอร์สบอกว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจของหนังจากการเข้าไปคลุกคลีสนิทสนมกับ ชาร์ลส์ ‘เท็กซ์’ วัตสัน (ซึ่ง ณ เวลานั้นอยู่ในเรือนจำ รอวันรับโทษประหาร) อดีตมือขวาของ ชาร์ลส์ แมนสัน ผู้มีส่วนร่วมในการฆาตกรรม ชารอน เทต ภรรยาของ โรมัน โปลันสกี กับเพื่อนๆ อีก 4 คนของเธอ

จากปากคำของวอเตอร์ส – สิ่งที่สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่เขาอย่างยิ่งในทุกๆ ครั้งที่เดินทางไปเยี่ยมชาร์ลส์ ‘เท็กซ์’ วัตสันที่เรือนจำ ก็คือ การได้เห็นอาชญากรชื่อดังหลายต่อหลายคนมีผู้คนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าแวะเวียนมาเยี่ยมมิได้ขาด ผู้คนเหล่านี้แสดงความคลั่งไคล้นักโทษอุกฉกรรจ์ขวัญใจของตนอย่างไม่ปิดบัง ราวกับว่าพวกเขาเป็นดารานักร้องชื่อกระฉ่อนอย่างไรอย่างนั้น

สิ่งที่พบเห็นจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารเคมีในหัวของจอห์น วอเตอร์สอีท่าไหนดิฉันก็ไม่ทราบ ทว่าท้ายที่สุดมันก็กลายมาเป็นพล็อตหนังเรื่อง Female Trouble ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวทุกข์ระทมของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกล่อหลอกให้เดินทางเข้าสู่โลกอาชญากรรม และลงท้ายก็เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่า ‘อาชญากรรมคือความงามในอีกรูปแบบหนึ่ง’ จนวาระสุดท้ายของชีวิต

หญิงสาวคนดังกล่าวคือ ดอว์น ดาเวนพอร์ต (รับบทโดย ดิไวน์ สาวประเภทสองร่างยักษ์ เจ้าของวีรกรรมกินขี้หมาใน Pink Flamingos) หนังเล่าเรื่องของเธอตั้งแต่ยังเป็นเด็กสาวใจแตก เธอหนีออกจากบ้าน ท้องไม่มีพ่อ เลี้ยงตัวเองและลูกสาวด้วยงานมิจฉาชีพหลากหลายประเภท ตั้งแต่ขายตัว เต้นระบำโป๊ ยันฉกชิงวิ่งราวและยกเบา (คุณผู้อ่านท่านใดไม่ต้องการรู้เรื่องราวของหนังให้มากเกิน กรุณาข้าม 4 ย่อหน้าถัดจากนี้)

ต่อมาดอว์นมีโอกาสแต่งงานใหม่ ทว่าลงท้าย ชีวิตสมรสก็ไม่ราบรื่น ซ้ำร้ายเธอยังถูกป้าของฝ่ายชายล้างแค้นแทนหลานด้วยการเอาน้ำกรดสาดหน้าเสียจนฟอนเฟะ

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ดอว์นได้รับการชักชวนจากคู่สามีภรรยา แดชเชอร์ เจ้าของร้านเสริมสวยพิลึกพิลั่น ให้เดินทางเข้าสู่โลกอาชญากรรมสมบูรณ์แบบ พวกแดชเชอร์หว่านล้อมล้างสมองดอว์นว่า หน้าเละๆ ของเธอนั้น หากใช้ในการประกอบอาชญากรรมแล้วจะทำให้เธอกลายเป็นดาวเด่นในวงสังคมสุดจะหาใดเปรียบ

ดอว์นเชื่อสิ่งที่พวกแดชเชอร์กล่อมเกลาอย่างไร้เงื่อนไข เธอใช้ใบหน้าอัปลักษณ์เป็นใบเบิกทาง ก่ออาชญากรรมร้ายแรงเต็มขั้น จนในที่สุดก็ถูกจับและตัดสินประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม พวกแดชเชอร์ก็ไม่ได้โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหลไปเสียทั้งหมด เพราะอย่างน้อย สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่พูดจริงก็คือ ใบหน้าอัปลักษณ์และอาชญากรรมที่ดอว์นก่อไว้ทำให้เธอได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างล้นหลามเป็นครั้งแรกในชีวิต สื่อต้องการสัมภาษณ์เธอ พวกนักโทษด้วยกันอยากจะพูดคุยกับเธอ และเมื่อวันขึ้นนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าเดินทางมาถึง สำหรับดอว์นแล้ว เธอรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ เธอตื้นตันใจราวกับกำลังขึ้นรับรางวัลออสการ์ สาขาอาชญากรยอดเยี่ยมกันเลยทีเดียว

ในภาพรวม Female Trouble มีองค์ประกอบซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจอห์น วอเตอร์สอย่างครบครัน ทั้งเนื้อหาบ้าๆ มุขตลกบวมๆ การแสดงบ๊องๆ และโปรดักชันกระป๋องๆ ไม่ต่างจากงานก่อนหน้าและหลังจากนี้ของเขาทุกชิ้น

หนังมีภาพหยาบคายจาบจ้วงอยู่พอสมควร แต่หากเทียบกับงานสุดโต่งอย่าง Pink Flamingos แล้ว ก็นับว่ายังห่างไกลกันอยู่หลายช่วงตัว (เจ้าตัวเคยบอกว่า เขาไม่มีความประสงค์จะคิดค้นฉากทุเรศทุรังใดๆ มาแข่งกับฉากกินขี้ใน Pink Flamingos “เพราะไม่อย่างนั้น ผมคงลงเอยด้วยการถ่ายฉากใครสักคนกินถุงอึของช่างแต่งหน้าตอนอายุ 70 แหงๆ”)

อย่างไรก็ตาม Female Trouble ก็เหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ของวอเตอร์สตรงที่ว่า ไม่ว่าฉากหน้าจะบ้าบอประสาทเสียขนาดไหน ทว่าหากพิจารณากันให้ถ้วนถี่รอบคอบแล้วก็จะพบว่า แท้ที่จริงมันซุกซ่อนถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์บางแง่มุมของสังคมที่เข้าท่าเข้าทีอยู่เหมือนกัน

ใน Pink Flamingos จอห์น วอเตอร์สสะท้อนให้เห็นสังคมอเมริกันที่เต็มไปด้วยการแข่งขันจนแทบเสียสติ

ส่วน Hairspray (1988) หนังที่ได้ชื่อว่า ‘สะอาดที่สุด’ เรื่องหนึ่งของเขา ก็มีเนื้อหาบางส่วนพูดถึงสังคมที่ยังคงตั้งกำแพงกีดกันสีผิวและชาติพันธุ์ไว้สูงลิบ

ด้าน Cecil B. DeMented (2000) วอเตอร์สเดินหน้าจิกกัดบุคลากรทุกระดับในทุกหัวระแหงของวงการภาพยนตร์ ตั้งแต่โรงหนังมัลติเพลกซ์ที่อุตส่าห์มีพื้นที่อยู่ในมือเป็นสิบโรง แต่กลับเทฉายหนังแค่เรื่องเดียว, สตูดิโอที่บ้าระห่ำสร้างหนังภาคต่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา, คนดูอเมริกันที่ปฏิเสธหนังไม่พูดภาษาอังกฤษด้วยเหตุผลตื้นเขินเพียง “ขี้เกียจอ่านซับฯ” เรื่อยไปถึงคนทำหนังซึ่งจอห์น วอเตอร์สฝากข้อคิดคมคายตอกหน้าไว้ว่า “ทำหนังให้ดี ไม่งั้นก็ไปตายซะ!”

สำหรับ Female Trouble นั้น ในความเห็นของดิฉัน หนังสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมที่ผู้คนตกอยู่ในอาการ ‘ลุ่มหลงด้านมืด’ ได้อย่างน่าสนใจ


ผู้ที่อยู่ในอาการลุ่มหลงด้านมืด เท่าที่หนังจำแนกไว้มีอยู่ 2 กลุ่มหลัก หนึ่งคือ ‘ผู้กระทำ’ (ซึ่งตามเนื้อเรื่องแล้วก็คือ ดอว์น ดาเวนพอร์ต) หมายถึงผู้ที่ลงมือกระทำการบางอย่างทั้งที่รู้ว่ามันจะอื้อฉาว โดยมุ่งหวังจะใช้ชื่อเสียงทางลบที่ได้รับ เป็นใบเบิกทางเพื่อสร้างตัวตนและสถานภาพ ‘ใครสักคน’ ให้ตัวเอง

สองคือ ‘ผู้จับจ้อง’ และ ‘ผู้ปลุกปั้น’ คือผู้ที่แม้จะไม่ได้ลงมือสร้างความอื้อฉาวด้วยตนเอง ทว่าก็มีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการสนับสนุนให้เรื่องฉาวเหล่านั้นขจรขจายกลายเป็นเรื่องกระฉ่อนในสังคม

‘ผู้จับจ้อง’ นั้นนิยมการเสพเรื่องอื้อฉาว ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ ส่วน ‘ผู้ปลุกปั้น’ จากที่เห็นในหนัง อาจจำเพาะเจาะจงลงไปเลยก็ได้ว่า ก็คือบรรดาสื่อต่างๆ ที่พากันโหมประโคมทำให้เรื่องอื้อฉาวกลายเป็นข่าว ปลุกปั้นจนอาชญากรตัวเอ้อย่างดอว์น ดาเวนพอร์ต กลายเป็นเป้าสนใจของผู้คนในชั่วพริบตา

พิจารณาจากรสนิยมพื้นฐานพิลึกพิลั่น บวกรวมกับพื้นเพปูมหลังของจอห์น วอเตอร์ส (งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่เขาโปรดปรานสมัยยังหนุ่ม ก็คือการตระเวนไปยังที่ต่างๆ แทบจะทั่วประเทศเพื่อเข้าฟังการพิจารณาคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญต่างๆ และการที่เขามีที่ยืนในโลกภาพยนตร์จนทุกวันนี้ก็เพราะหนังอื้อฉาวอย่าง Pink Flamingos) ดิฉันไม่คิดว่าเขามีเจตนาจะแสดงความเห็นเชิงตำหนิติเตียนต่อพฤติกรรมลุ่มหลงในด้านมืดดังกล่าวเสียทีเดียว

แต่สิ่งที่จอห์น วอเตอร์สตั้งใจจะทำ น่าจะเป็นแต่เพียงสะท้อนให้เห็นว่า คนนั้นมีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องอื้อฉาวมากกว่าเรื่องดีๆ อยู่แล้วโดยธรรมชาติ

คนเป็นแบบนั้น สังคมมันเป็นแบบนั้น อาจฟังดูกระอักกระอ่วนชวนละอาย ทว่าก็เป็นเรื่องที่ควรทำใจยอมรับว่า เราเป็นเช่นนั้นกันจริงๆ

อย่างตัวดิฉันเอง ขอสารภาพเลยว่า ที่แสวงหา Pink Flamingos มาดูนั้น ก็เพราะความโด่งดังในทางอื้อฉาวของมันนี่แหละค่ะ/โดย โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล


กำลังโหลดความคิดเห็น