xs
xsm
sm
md
lg

Dreamgirls + Final Score : ระหว่างทางฝัน/ธีปนันท์

เผยแพร่:   โดย: ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี


คณะ เดอะ สุพรีม ทำให้ค่าย โมทาวน์ เรคคอร์ดส์ ของ แบรี กอร์ดี จูเนียร์ กลายเป็นค่ายดนตรีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการดนตรีอเมริกัน ยุค 60 หรือมองในทางกลับกัน แบรี กอร์ดี จูเนียร์ นั่นเองที่เป็นกำลังสำคัญในการปั้นและดันวงดนตรีหญิงล้วน (และผิวสีล้วน) วงนี้ให้มายืนในจุดที่หาวงดนตรีหญิงคณะอื่นๆ เทียบเท่าได้ยาก

จุดเริ่มต้นของเดอะ สุพรีมเกิดขึ้นจากความฝันหยดเล็กๆ ของเด็กหญิง 3 คนในเมืองดีทรอยต์ - ฟลอเรนซ์ บัลลาร์ด, แมรี วิลสัน และ ไดอานา รอส แต่ดูเหมือนภารกิจตะกายดาวจะมีสูตรสำเร็จที่ตายตัวของมันเอง มันต้องผ่านการทรยศ หักหลัง และคำว่า “ธุรกิจ” ก็อยู่เหนือเงื่อนไขทั้งปวง ไม่เว้นแม้แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่าง “มิตรภาพ”

ทอม อายัน เขียนเรื่องราวของเดอะ สุพรีมและการกำเนิดของโมทาวน์ เรคคอร์ดส์เสียใหม่ในรูปแบบของละครเพลงเรื่อง Dreamgirls (ออกแสดงครั้งแรกในปี 1981) และได้ศิลปินฝีมือฉกาจอย่าง ไมเคิล เบนเนตต์ มาดูแลเรื่องดนตรีและการแสดงท่าเต้น ละครประสบความสำเร็จอย่างสูง คว้ารางวัลโทนีไปถึง 6 รางวัล แม้กอร์ดี จูเนียร์จะออกมาโจมตีว่า เนื้อหาทั้งหมดนั้น บิดเบือนความเป็นจริง

ชื่อ เดอะ สุพรีม ถูกเปลี่ยนเป็น เดอะ ดรีมส์ รวมถึงชื่อตัวละครทั้งหมด แต่ยังใช้ฉากหลังที่ดีทรอยต์ มิชิแกน และเรื่องราวการเดินทางของทั้ง 3 สาวกับผู้จัดการส่วนตัวของพวกเขา - ได้รับการยืนยันจากแมรี วิลสันว่า – ไม่ใช่สิ่งผิดเพี้ยน

Dreamgirls ฉบับภาพยนตร์เป็นที่รอคอยมานาน และมาได้รับการอนุมัติหลังจากหนังเรื่อง Chicago (2002) บอกกับสตูดิโอว่า หนังเพลงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของยุคสมัยอีกต่อไป คนที่มารับหน้าที่กำกับคือ บิล คอนดอน (God and Monsters, 1999 และเคยเขียนบทหนังเรื่อง Chicago) มีซูเปอร์สตาร์อย่าง บียอนเซ่ โนว์ลส์ มารับบทนำ

โดยรวมแล้วคอนดอนดำเนินเรื่องตามที่ทอม อายันเขียนไว้ สามสาวเริ่มต้นด้วยการประกวดร้องเพลง แล้วกลายมาเป็นนักร้องแบ็กอัพ ก่อนจะได้มีวงของตัวเอง แต่คนดูก็เริ่มเห็นเค้าลางที่ชัดเจนแล้วว่า ทางเดินของทั้งสามอาจจะไม่ราบรื่นนัก อุปสรรคหนึ่งอยู่ที่ตัวนักร้องนำ เอฟฟี่ ไวท์ (เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน) ซึ่งเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจตัวเอง สองคือ เซลส์แมนขายรถที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการวง เคอร์ติส เทย์เลอร์ จูเนียร์ (เจมี ฟ๊อกซ์) ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ หนังให้เวลาเพื่อบอกสิ่งนี้แก่คนดูเต็มๆ ในเพลง Steppin’ to the Bad Side แล้วหลังจากนั้นความเปลี่ยนแปลงก็มาถึงจริงๆ

เบื้องหน้านั้น เดอะ ดรีมส์ ในสายตาของทุกคนคือสิ่งสวยงาม แต่เบื้องหลังและความทรงจำอันงดงามทั้งหลายกลับไม่ใช่และจบไม่สวย อันนี้ไม่ได้พูดถึงเฉพาะพล็อตเรื่อง แต่หมายรวมถึงตัวหนังด้วย

องค์ประกอบหลายๆ อย่างในหนังดูค่อนข้างพรักพร้อม เพลง นักแสดงหรืองานสร้าง แต่ปัญหาหลักๆ ของหนังเรื่อง Dreamgirls อยู่ที่ตัวผู้กำกับแท้ๆ คอนดอนดูจะลังเลในการวางจังหวะของหนังอยู่พอสมควร ซีเควนซ์แต่ละตอนเชื่อมต่อกันอย่างขาดห้วงทางอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอฉากร้องเพลงในหนัง ที่การมาถึงของเพลงนั้นมาในต่างรูปแบบกันออกไป ในตอนแรกเพลงจะปรากฏเฉพาะบนเวที และการสนทนาจะใช้บทสนทนาจริงๆ แต่หลังจากนั้นบางช่วง ตัวละครจะได้พูดบทตอบโต้ที่เป็นเพลง หลุดไปจากตอนแรก ดูไม่เป็นเนื้อเดียวกัน อีกทั้งเครื่องตกแต่งทางเทคนิคในการรองรับฉากเพลงออกมาจืดชืดไปสักหน่อย ทั้งๆ ที่สื่อภาพยนตร์สามารถไปไกลได้มากกว่านั้น ผมเลยค่อนข้างผิดหวังกับตัวหนัง ทั้งๆ ที่เพลงในเรื่องไพเราะมาก

Final Score 365-ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ โดยจีทีเอช เป็นหนังที่พูดถึงเรื่องความฝันเหมือนกัน แต่สิ่งที่น่าพูดถึงยิ่งกว่าคือ นี่เป็นหนังสารคดีที่ออกฉายในโรงด้วยธรรมเนียมปฏิบัติเดียวกันกับหนังทั่วๆ ไป นับว่าเป็นความกล้าหาญที่สมควรยกย่อง เมื่อพิจารณาข้อที่ว่า หนังสารคดีน้ำดีเรื่องก่อนที่เป็นแบบนี้ (เสือร้องไห้ โดย สันติ แต้พานิช) ออกฉายและต้องจำใจม้วนเสื่อกลับบ้านไปในเวลาอันรวดเร็วอย่างน่าเสียดาย นอกเหนือจากนั้น นี่เป็นหนังไทยที่ดูสนุกมากในรอบหลายๆ ปีมานี้ ทั้งๆ ที่มันเป็นหนังสารคดี
โสรยา นาคะสุวรรณ – ผู้กำกับและทีมงาน ใช้เวลากว่าปี เพื่อตามติดชีวิตเด็ก ม.ปลาย จำนวน 4 คน คือ เปอร์, บิ๊กโชว์, โบ๊ท และ ลุง รอคอยสมมติฐานและผลลัพธ์ในการสอบเอ็นทรานซ์ ซึ่งบังเอิญว่าเป็นปีที่วุ่นวายและน่าเวียนหัวที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

เด็กหนุ่มทั้ง 4 มีความฝันแตกต่างกันออกไป เปอร์อยากเรียนวิศวะ โยธา, บิ๊กโชว์ก็วิศวะ, โบ๊ท อยากเรียนประมง แต่ที่บ้านอยากให้เรียนบริหารหรือบัญชีมากกว่า ส่วนลุงนั้น อยากเรียนแพทย์ แต่ก็อย่างที่เขาบอกกับเพื่อนๆ ไว้ในหนังว่า “แต่อันดับแรก กูต้องจบ ม.6 ให้ได้ก่อน”

แน่นอน อุปสรรคสำคัญของเด็กกลุ่มตัวอย่างกลุ่มนี้หลักๆ แล้วคือ ความสามารถส่วนตัวในการประมือกับข้อสอบนั้น ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นต่อ (และเข้าข่ายเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด) ลำพังการฟิตร่างกายให้พร้อมกับวันดีเดย์ก็ดูจะสาหัสพออยู่แล้ว แต่ที่เลี่ยงไม่ได้โดยเด็ดขาดก็คือ เด็กๆ จำต้องแบกรับความคาดหวังของครอบครัวไว้ด้วย พี่สาวของบิ๊กโชว์บอกว่า “หวังว่าเขาจะเอ็นท์ติด ไม่จุฬาฯ ก็ธรรมศาสตร์” พ่อของโบ๊ทให้ความเห็นอย่างกลางๆ ว่า เรียนบริหารจบออกมามีหนทางให้เลือกทำงานได้มากกว่า ฯลฯ

บวกกับภาพของสนามสอบแข่งขันเต็มไปด้วยนักเรียนนับหมื่น หรือฉากในห้องเรียนพิเศษที่มีนักเรียนนับร้อยต้องทนนั่งจดเลกเชอร์จากจอโทรทัศน์ มันทำให้ผม ซึ่งนั่งๆ ดูไปแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า เด็กควรจะต้องมารับกับอะไรแบบนี้หรือ? แล้วต้นตอของปัญหานี้มันอยู่ตรงไหนกันแน่? ระบบ? หรือว่าทัศนคติ?

น่าเสียดายที่ Final Score ไม่ได้พยายามพาตัวเองเข้าไปเฉียดใกล้ประเด็นที่น่าถกเถียงเหล่านั้น หนังกลับเลือกที่จะนำเสนอภาพชีวิตและช่วงวัยที่มีทั้งผ่อนคลายและตึงเครียดของเด็กๆ ม. 6 มากกว่า วัยที่สามารถกินข้าวกับนมข้นหวานและวัยที่สามารถเอาเสื้อไปคลุมหัวเพื่อนแล้วรุมตี มันเป็นวัยที่ไม่สามารถกลับมาอีก

สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องคนทำหนังเรื่องนี้ อยู่ตรงการคัดสรรชีวิตของเด็กแต่ละคนมาแบบพอดีๆ ให้เห็นด้านที่น่าสนใจคนละนิดละหน่อย แต่ก็ครอบคลุม ทั้งเปอร์, บิ๊กโชว์, โบ๊ท และ ลุง ต่างก็มี “ช่วงเวลาสำคัญ” ในหนังเป็นของตัวเอง

โดยเฉพาะหนุ่มคนสุดท้าย – ลุง ผมชอบที่หนังให้พื้นที่กับเขาไม่มากนัก แต่เราก็ได้เห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ใช่คนเคร่งเครียดจริงจัง อันที่จริง เขาเป็นสุดยอดของความมั่วนิ่มและหน้ามึน เขาอยากเรียนแพทย์ (เชื่อว่าเขาคงอยากเรียนจริงๆ) แต่ต้นทุนดูห่างไกล (แทบไม่มีด้วยซ้ำ) ลงท้ายแล้ว ลุงก็ลงเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเอกชนยอดนิยมอย่างเอาฮาและไม่ยี่หระอะไร

ถ้าจะมีใครสักคนลุกขึ้นตบหน้าระบบการศึกษาของบ้านเรา ก็ต้องเป็นลุงนี่แหละ...