"อี๊ด วงฟลาย" โต้ข่าวแม่ยกสุดรวยเลี้ยงดูหลังฝ่ายหญิงให้เงินลงทุนทำธุรกิจเพราะทนเห็นทำอาชีพนักร้องไม่ไหว เจ้าตัวยันรักดุจแม่บุญธรรมไม่มีเรื่องของชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน ส่วนสัญญาแกรมมี่ฯ ยังมีอยู่แต่ไม่มีปํญหาพร้อมเข้าใจตนเองหาจุดขายยาก
เปิดตัวบริษัทผลิตรายการทีวี "พุต ต้า เร" และรับงานอีเว้นท์ได้ไม่นานก็เจอข่าวเม้าท์ว่ามีแม่ยกสูงวัยเลี้ยงดูให้เงินลงทุนหุ้นตั้งบริษัทจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเข้าจนได้สำหรับนักร้องชื่อดัง "อี๊ด วงฟลาย" หรือ "สำราญ ช่วยจำแนก"
เจ้าตัวยอมรับมีคนช่วยเรื่องออกทุนทำทำธุรกิจให้จริง ทว่าก็เป็นความรัก ความสงสาร และความผูกพันที่ออกไปในเชิงผู้ใหญ่ดูแลเด็ก ก่อนแจงตนเองรักอีกฝ่ายประดุจแม่บุญธรรมคนหนึ่งที่ไม่มีเรื่องชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
"ผมเปิดบริษัทผลิตรายการทีวี รับทำอีเว้นท์ต่างๆ ซึ่งมีนายทุนใหญ่อยู่ นายทุนเขาไว้ใจเรา ให้เราเป็นคนดูแล นายทุนเขาเป็นคนนอกวงการที่เหมือนกับแม่บุญธรรม แล้วเราก็ทำกับเพื่อนๆด้วย เราก็อยากเปิดเผยนะ เขาช่วยเหลือผมมาตั้งแต่ยังไม่ออกเทปมาโน่นแหละ มีเพื่อนที่ทำธุรกิจที่ทำการค้ากันมาก็อยากทำธุรกิจด้วยกัน ไม่ว่าจะแม่บุญธรรมหรือเพื่อน เขาก็ประสบความสำเร็จของเขาอยู่"
"เป็นแม่บุญธรรม เขาก็ทำธุรกิจของเขาเองมาหลายปีแล้วล่ะ ขายจิวเวอร์รี่ เป็นคนดีในสังคม เขาไมได้เปิดเผย เขาไม่ได้เป็นไฮโซหรือว่าอะไร เขาเป็นแค่คนดีมีน้ำใจดีมากๆ เท่านั้นเอง ก็เหมือนเป็นญาติน่ะครับ เพราะผมนับถือเหมือนเป็นแม่คนหนึ่งไปแล้ว ซึ่งบังเอิญว่าก่อนหน้านี้ที่จะเปลี่ยนตัวเองไปต่างประเทศแล้วล่ะ"
"ไม่ใช่ว่าไม่อยากออกเทปแต่มันมีช่วงหนึ่งที่เราอยากทำอะไรที่เราอยากทำ แล้วต่างประเทศมีอะไรให้เราทำ มีพี่ที่เรานับถืออยู่ที่นั่นเปิดโอกาสให้เรา ทิศทางมันน่าจะดีกว่าบ้านเรา ที่ผ่านมา 10 ปีก็จริงแต่เรื่องความมั่นคงในอาชีพที่ยาวนานมันยังไม่มีไงครับ คนที่ชวนเขาบอกว่าเราพาตัวเองไปไม่รอด เราก็เลยคิดไป"
"แต่พอแม่บุญธรรมเขารู้เขาก็รับไม่ได้ แกก็บอกว่า แบบนี้แล้วกันมาทำอะไรที่อี๊ดอยากทำมั้ยล่ะ ออกเงินกันมาซักก้อนนึง เราก็มองแล้วอะไรที่นอกเหนือจากการร้องเพลงแล้วเราทำได้ เราก็เลยคิดว่าไอ้อาชีพนี้มันเป็นอาชีพที่ติดตัวเรามาตั้งแต่แรกๆ แล้วล่ะ เราก็เลยตั้งบริษัทออแกไนซ์ขึ้น แกก็ไม่อยากให้ไปน่ะครับ"
"ก็คุยกับเพื่อนๆที่สนิทกันด้วยแหละ ตัวผมเองผมจะไปตั้งนานแล้ว แต่ก็ถูกพี่ๆ เพื่อนๆ ดึงไว้แม่บุญธรรมค่อนข้างรักผมมาก เราก็ค่อนข้างเกรงใจมาก จริงๆ ตัวเราก็ไม่อยากไปหรอก ลึกๆน่ะ แต่ไปที่โน่นมันก็มีงานรอนะ ทำอะไรรอเรียบร้อยหมดแล้ว แค่เราตัดสินใจจะไป"
อดีตนักร้องนำของวง "ฟลาย" เผยว่าตนเองยังไม่เบื่อวงการเพลงแต่อย่างไรพร้อมแสดงความเข้าใจแกรมมี่ฯ เพราะมีศิลปินเยอะขณะที่ตนเองก็หาจุดขายลำบาก ก่อนยืนยันการเดินมาทำธุรกิจครั้งนี้เป็นการจากกันด้วยดีและไม่คิดเปิดค่ายเพลงแข่งเหตุความสามารถไม่ถึง..."เพลงมันธุรกิจของคนอื่น ที่พอถึงเวลาหนึ่งเราก็ร่วงโรยไปไม่มีความเป็นพี่น้องเราหมดคุณค่าแล้ว เราก็ต้องโดนถีบตกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ถ้าเราถอยมาไม่ทันมันจะเจอมรสุมอีก"
"ผมยังมีสัญญาอยู่กับแกรมมี่นะ อีกไม่กี่เดือนหรอก ผมกับแกรมมี่เนี่ยต่อกันมา 3 - 4 ครั้งแล้ว ตอนนี้เหลืออีกไม่กี่เดือนแล้วล่ะ ไม่รู้จะทำอะไรต่อกันแล้ว ไม่รู้จะออกเทปแบบไหนกันแล้วน่ะ พูดง่ายๆ ซึ่งตัวผม ผมก็รู้ตัวผมดี แกรมมี่เองเขาก็รู้ตัวเขาดี ผมกับแกรมมี่นี่เขาเหมือนญาติผู้ใหญ่อีกฝั่งหนึ่งเหมือนกัน เราทำอะไรที่ดีต่อกันมาตลอด ทุกคนก็เป็นพี่ที่ให้โอกาสที่ดี มันเหมือนว่าเราจะจัดการตัวเองอย่างไร พอเราโตขึ้นเราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ครอบครัว ลูก ซึ่งคิดว่ามันคงไม่สายที่เราจะปรับตัว ถามว่าเรายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ยังรักนะ จริงๆ ก็ยังอยากทำงาน"
"หลายคนก็ถามว่าทำไมไม่เปิดค่ายไปเลย จริงๆ แล้วถ้ามันลึกจนเป็นเจ้าของบริษัทเทปผมคงมีความชำนาญไม่พอ มันไม่ใช่เรื่องแค่ว่ามันต้องรักในอาชีพอย่างเดียว มันต้องมีเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งธุรกิจค่อนข้างต้องเด็ดขาดบางครั้งธุรกิจนี้ก็ไม่มีพี่น้องไงครับ เรายังไม่เหี้ยมเกรียมพอที่จะทำอาชีพนี้ได้ ก็เลยมาเปิดบริษัทดีกว่า"
"อย่างน้อยการเปิดบริษัทออแกไนซ์ขึ้นมาคือเอาคนส่วนหนึ่งที่เรารักมาทำงานด้วยกัน ที่เรารู้สึกดีมา 10 กว่าปี มาอยู่ร่วมกัน เปิดบริษัทขึ้นมาก็มีพี่มีน้องทำให้มันเป็นจริงมากกว่า อยู่กันแบบพี่น้องไม่ใช่แบบว่าถ้าทำกำไรเท่านี้ไม่ได้ก็ออก ไม่ใช่แบบธุรกิจจริงๆ ตอบโจทย์ลูกค้าได้ เงินมันก็จะตามมา แล้วก็แบ่งกัน ฟังดูแล้วไม่ใช่นักธุรกิจมาตั้งบริษัทนะ ผมยังมีความเป็นศิลปินอยู่ ผมไม่ใช่นักธุรกิจ แต่ผมจะเอาความเป็นศิลปินมาทำธุรกิจที่มันทำได้จริงๆ"
แม้จะรวมกลุ่มก้อนคนบันเทิงทำธุรกิจร่วมกันแต่งานนี้หนุ่มอี๊ดยืนยันไม่หวั่นการมีปัญหาแตกคอกันเหมือนกลุ่มอื่นๆ แน่นอน..."ผมชวนลีโอ พุฒ เข้ามาด้วย เขาทำรายการพุต ต้า เร อยู่ อยู่ในส่วนของทีวีครับ พุฒดีด้านทีวี เขาจะมีต้า กับเรย์ร่วมกัน เขามีหุ้นด้วยครับ มาร่วมกันทำ ผมดูโดยรวมทั้งสองอย่าง แล้วก็มีนอกวงการอีกหลายคน"
"ผมว่าเรื่องมีปัญหากันบ้างมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของธุรกิจที่มาทำด้วยกัน ถ้าเราไม่ทำจริงๆ ไม่เอาใจใส่กับมันจริงๆ วันนึงเราก็เจ๊ง อยู่ไม่ได้ ถ้าทุกคนคิดได้แบบนั้น มันจะมีเรื่องของเพื่อน ครอบครัวมาเอี่ยวด้วยจริงๆ ทำแล้วสนุก ทำด้วยความรักมันก็น่าจะโตได้นะในความรู้สึกผม"