"เจ.เค. โรว์ลิง" นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ ได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีน ประเทศสก็อตแลนด์ ในฐานะที่ช่วยเหลือด้านงานวิจัยโรคมัลติเปิล สเกลอโรซิส* เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตามรายงานจากสำนักข่าวเอพี
เจ.เค. โรว์ลิง เจ้าของผลงานสุดกระฉ่อน แฮร์รี พ็อตเตอร์ ซึ่งมีคุณแม่ที่เสียชีวิตด้วยโรคมัลติเปิล สเกลอโรซิส หรือ โรคเส้นประสาทเรื้อรังระยะสุดท้าย ในปี 1990 ด้วยวัย 45 รวมทั้งดำรงตำแหน่งประธานของสมาคมมัลติเปิล สเกลอโรซิสแห่งสก็อตแลนด์ ได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ ในฐานะที่เธอได้ช่วยเหลือด้วยการบริจาคเงินจำนวนมหาศาลแก่สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีน เพื่อเป็นทุนในการวิจัยรักษาโรคดังกล่าว
เนวา ไฮเตส หัวหน้าภาคคณะชีววิทยาและแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอเบอร์ดีน ได้กล่าวในพิธีมอบปริญญาที่วิทยาลัยมาริสชาล แห่งเมืองอเบอร์ดีน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า
"เจ.เค. โรว์ลิง มีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานหนังสือที่เธอลงมือเขียนในร้านกาแฟของเมืองเอดินเบิร์ก ซึ่งทำให้ชื่อของเธอเป็นที่ติดปากผู้คนไปทั่ว อย่าางไรก็ดี น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเธอได้อุทิศเพื่องานด้านการกุศลมากมายแค่ไหน"
นอกจากนี้ไฮเตส ยังเผยว่า การที่เจ.เค. โรว์ลิง มารับบทผู้นำของสมาคมมัลติเปิล สเกลอโรซิสแห่งสก็อตแลนด์นั้น เป็นเพราะเธอเห็นว่าสถานการณ์การดูแลของผู้ป่วยด้วยโรคมัลติเปิล สเกลอโรซิสในประเทศสก็อตแลนด์นั้นย่ำแย่เต็มทน
"เธอถือเป็นแบบอย่างของผู้นำชาวสก็อต ที่ใช้ทั้งชื่อเสียงและทรัพย์สิน เพื่อเกื้อหนุนสงความในการฟื้นฟูสุขภาพของเพื่อนมนุษย์และต่อสู้กับโรคร้าย"
เจ.เค. โรว์ลิง ซึ่งมาในพิธีในชุดสูทสีดำ ยิ้มด้วยความยินดีต่อเสียงปรบมือขณะที่เธอขึ้นไปรับรางวัล โดยเธอเผยถึงความรู้สึกแก่นักข่าวในภายหลังว่า "ฉันประหม่าสุดๆ...มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นจริงๆ"
ก่อนหน้านี้เจ.เค. โรว์ลิง เคยได้รับปริญญากิตติมศักดิ์มาแล้ว 3 ครั้ง จากมหาวิทยาลัย เซนต์ แอนดรูส์, เอดินเบิร์ก และ เนเปียร์ ในงานด้านการวรรณกรรม
หมายเหตุ* โรคมัลติเปิล สเกลอโรซิส (multiple sclerosis) เป็นโรคเรื้อรังซึ่งเป็นสาเหตุให้เยื่อหุ้มประสาทในสมองและไขสันหลังเสื่อมลงทำให้ส่วนต่างๆ ของระบบประสาท แข็ง และเกิดแผลเป็นหรือรอยโรคขึ้นกับประสาทที่ถูกกระทบ สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แม้ว่าจะทราบว่าเกิดจากการข าดสารอาหาร, ความเครียดทางอารมณ์ และการติดเชื้อก็ตาม
มัลติเปิ้ล สเกลอโรซิส มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 40 ปี โรคจะก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ และอาจจะหายไปในบางช่วงแต่จะกลับ เป็นใหม่เป็นระยะๆ และมักจะรุนแรงกว่าเดิม อาการของโรคได้แก่ มีความผิดปกติของการมองเห็นและการพูด มีอาการวิงเวียน การขับถ่ ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติไป อ่อนเพลีย อัมพาต สูญเสียการทรงตัว และอารมณ์แปรปรวน (ข้อมูลจาก yupparaj.ac.th)


