xs
xsm
sm
md
lg

อาคิวยังอยู่..รึเปล่า?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อาคิวยังอยู่..รึเปล่า?

โดย นพวรรณ สิริเวชกุล


คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อรับชมและฟัง ในรูปแบบ Photo Slide Show

....ในโลกนี้ แม้นหากยังมีผู้ที่ต้องการจะอยู่ต่อไป เขาต้องกล้าพูด กล้าหัวเราะ กล้าร้องไห้ กล้าด่า กล้าสู้ กล้าขับไล่ยุคสมัยอันน่าแสปแช่ง ณ ที่อันน่าสาปแช่งนี้.....นี่คือถ้อยคำของหนึ่งในผู้นำการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนใหม่คนหนึ่ง นามว่า หลู่ซิ่น (Lu Xun)ค่ะ

ในแวดวงวรรณกรรมบ้านเรารู้จักหลู่ซิ่นในฐานะของปราชญ์วรรณคดีจีนยุคใหม่ ตั้งแต่ประมาณปี 1952 หรือพ.ศ.2495 ค่ะ ผลงานทางวรรณกรรมที่มามีชื่อเสียงในบ้านเมืองเราก็เห็นจะเป็นเรื่องบันทึกของคนบ้า (A Madman’s Diary; April 1918) และ เรื่องจริงของอาคิว (The True Story of Ah-Q;December1921)

จะว่าไปเรื่อง “เรื่องจริงของอาคิว” นั้นตั้งแต่สมัยที่หลู่ซิ่น ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ได้รับการแปลเป็นหลายภาษาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ญี่ปุ่น และเยอรมัน รวมทั้ง ยังมีการจัดแสดงเป็นละครเวทีที่ประเทศรัสเซีย ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส อีกด้วย

ก่อนหน้าที่หลู่ซิ่นจะเริ่มรจนาเรื่อง “เรื่องจริงของอาคิว” นั้น เขามีชื่อจริงว่าโจว ซู่เหริน (Zhou Shuren) เกิดในตระกูลปัญญาชนที่รับราชการของจีนยุคเก่า และเป็นยุคที่จีนกำลังตกอยู่ในช่วงแห่งการถูกรุกรานจากต่างชาติและเกิดการทุจริตคอรัปชั่น ทำให้สังคมจีนต้องตกอยู่ภายใต้กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา ประชาชนโดยเฉพาะชาวนายากจนอย่างถึงที่สุด กระทั่งมีการลุกขึ้นก่อกบฏครั้งแล้วครั้งเล่า

หลู่ซิ่นเองก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากนี้เช่นกัน เมื่อปู่ของเขาถูกจับในข้อหาทุจริตการสอบไล่ ทำให้ครอบครัวใหญ่ของเขาต้องระเหเร่ร่อน พลัดที่นาคาที่อยู่ ช่วงเวลานั้นเอง หลู่ซิ่นได้รับบทเรียนชีวิตและเข้าใจเป็นอันดีว่า บรรดาผู้ที่ร่ำรวยแล้วกลับตกต่ำยากจนลง สมควรจะเข้าใจได้ดีว่า โลกที่แท้จริงเป็นเช่นไร....

ด้วยความเพียรเขาได้ทุนไปร่ำเรียนการแพทย์ที่ประเทศญี่ปุ่น ประมาณปี 1902 และได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยการแพทย์เซนดายในปี 1904 ช่วงเวลานั้นเอง ได้เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของบุรุษผู้นี้อย่างที่เรียกกันว่าพลิกฝ่ามือทีเดียว

เมื่อเขาได้ชมสไลด์ที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยนำมาให้นักศึกษาได้ชมระหว่างเวลาว่าง เป็นภาพเหตุการณ์ที่ชาวจีนถูกทหารญี่ปุ่นจับในข้อหาจารกรรมให้รัสเซียและถูกลงโทษประหารชีวิต เขาเหลือบไปมองเพื่อนร่วมชาติของเขาที่ยืนดูอย่างไร้ความรู้สึก ไม่มีปฏิกิริยากับภาพที่เห็นตรงหน้านั้น..เป็นเหตุให้เรื่องที่เกิดขึ้นในเวลานั้นกระทบใจของเขาอย่างแรง...

หลู่ซิ่นตัดสินใจเลิกเรียนแพทย์แล้วหันมาศึกษาวิชาวรรณคดีแทน ด้วยความคิดที่ว่า...วิชาแพทย์นั้นไม่มีความสำคัญอย่างที่คิดไว้เลย ในเมื่อประชาชนของประเทศยังอ่อนแอและล้าหลัง ...ไม่ว่าพวกเขาจะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ปานใด พวกเขาก็เป็นได้เพียงผู้ชมเหตุการณ์ที่ปราศจากความหมายหรือผู้ที่จะถูกตัดหัวเสียบประจานเท่านั้น.....

ดังนั้นหลู่ซิ่นจึงคิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นคือ การเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้คน และเขาคิดว่า วรรณกรรมคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เขาจึงหันมาศึกษาวรรณคดีอย่างจริงจัง....

หลังจากศึกษาอยู่ทีประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับทำงานเคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศมาร่วม 7 ปี เขาก็เดินทางกลับแผ่นดินเกิดเมื่อปี 1909 และเริ่มต้นทำงานเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างจริงจัง เขาเข้าร่วมกับปัญญาชนหัวก้าวหน้าในจีน และประกาศตัวเป็นนักรบที่ใช้ปากกาเป็นอาวุธ.... นามปากกา หลู่ซิ่นถูกใช้เป็นครั้งแรกเมื่อเขาเริ่มต้นเขียนเรื่อง บันทึกของคนบ้า ( A Madman’sDiary)ลงในนิตยสารซินชิงเหนียน

สิ่งที่หลู่ซิ่นคิดว่าจำเป็นในการปฏิวัติสังคม คือการเผชิญหน้ากับความจริง อย่างตรงไปตรงมา หลู่ซิ่นได้กล่าวเอาไว้ว่า คนชั้นสูงหลอกลวงคนชั้นต่ำ เพื่อจะได้มีอำนาจครอบงำ ดังนั้นหลู่ซิ่นจึงเรียกร้องให้มองความจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังถ้อยคำของเขาที่ว่า ...”เราต้องกล้ามองสิ่งต่างๆ อย่างตรงตัว ก่อนที่เราจะกล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ หรือเข้ารับผิดชอบ...

เขารู้ดีว่าคู่ต่อสู้ของเขานั้น ดื้อดึงดันทุรังและมีประสบการณ์เป็นอย่างดีในการปกครองประเทศ ดังนั้น การต่อสู้ทางการปฏิวัติในจีนจึงจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และอีกด้านหนึ่งก็ต้องอาศัยกลวิธีและความยืดหยุ่นอีกด้วย

ในราวปี 1921 หลู่ซิ่นเริ่มเขียนเรื่อง เรื่องจริงของอาคิว (The True Story of Ah-Q) ซึ่งทุกวันนี้ อาคิว กลายเป็นตัวละครอมตะที่ใครหลายคนมักจะนึกถึง...เพราะอาคิวคือตัวแทน ภาพร่างของใครหลายคนในสังคม อาคิวเป็นคนไม่มีงานประจำ อยู่ในฐานะยากจน แต่มีความสุขทางใจได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาถูกคนที่เหนือกว่ารังแก เขาก็คิดว่า ตัวเอง เอาชนะทางใจอยู่ตลอดเวลา

อาคิวมักจะถูกคนข่มเหงรังแก และก็มักจะ พยายามลืมมันเสีย เพราะการลืมเสียนั้น อาคิว ถือว่าเป็นของวิเศษที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ...

หลู่ซิ่นสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาเป็นแบบอย่างของผู้ที่พยายามหลอกตัวเอง และมีความขลาดเขลาในการไม่ยอมเผชิญหน้ากับความจริง...อาคิว เป็นคนชอบคุยโวโอ้อวด เพ้อเจ้อถึงอนาคต และขาดความเคารพตัวเอง แถมยังเป็นผู้ปฏิเสธไม่ยอมรับความเป็นจริงที่น่าอนาถของสถานะของตัวเอง...

หลู่ซิ่นกล่าวว่า อาคิวเป็นทาสที่ไม่มีวันยอมรับว่าตัวเองเป็น...และหากใครมีบุคลิกเช่นนี้ จะถือเป็นยอดปรารถนาของชนชั้นปกครองทุกยุคทุกสมัย เพราะไม่ว่าเขาจะถูกกดขี่เพียงใด เขาก็ยังถือว่าตัวเองเป็นผู้ชนะอยู่ร่ำไป...

อาคิวในวงการธุรกิจคือคนที่มีหนี้สินพ้นตัว แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้คุยอวดร่ำรวย อาคิวในวงการศึกษาคือคนที่มีความรู้ครึ่งๆ กลางๆ และมีความสุขกับการอวดรู้ของตัว และหากว่า อาคิวเป็นนักการเมือง เขาก็จะกลายเป็นสมุนรับใช้ต่างชาติและมี่ความสุขในการแสดงตัวเป็นคนรักชาติยิ่งกว่าใคร และคอยแต่จะโกงกินจนประชาชนต้องอดอยากอย่างแสนสาหัส นี่คือ อาคิวผู้สร้างความสุขทางใจให้แก่ตัวเอง.... ผู้รู้ทุกถ้อยคำ แต่ไม่ยอมเข้าใจในสิ่งที่ใครต่อใครพร่ำพูด...

ในหนังสือประวัติชีวิตของหลู่ซิ่น ความตอนหนึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ประมาณปี 1930 ผู้สัมภาษณ์ถามหลู่ซิ่นว่า ขณะนั้นจีนมีการปฏิวัติชาตินิยมครั้งที่สองของเจียงไคเชกแล้ว หลู่ซิ่นยังคิดว่า มีอาคิวเหลืออยู่มาเหมือนก่อนไหม.... หลู่ซิ่นตอบในการสัมภาษณ์ครั้งนั้นว่า...เลวกว่าเมื่อก่อนเสียอีก เพราะเวลานี้ อาคิวหลายคน กำลังปกครองประเทศอยู่ แล้ว อาคิวในบ้านเมืองเราละคะ คุณว่า จะมีอยู่สักกี่คน!!

พบกับรายการ ต่างสมัย รอยไทย โดย นพวรรณ สิริเวชกุล
ได้ทุกวัน เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.00 - 21.00 น.
ทางคลื่นสามัญประจำบ้าน
www.managerradio.com