ผ่านไปแล้วสำหรับความรู้สึกของนักแสดงชาย-หญิงที่มีสิทธิเข้าชิงรางวัลออสการ์ปีนี้ แต่ทั้งเธอและเขาคงจะเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งของหนังเท่านั้น หากขาดบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังในการขับเคลื่อนและผลักดันให้หนังแต่ละเรื่องเดินทางไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงของศิลปะแห่งการสื่อสารนี้ได้ บทส่งท้ายนี้จะเป็นการเข้าถึงความรู้สึกของผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังว่าเขาเหล่านั้นมีความรู้สึกเช่นไรเมื่อผลงานที่เค้นออกมาจากหนึ่งสมองและสองมือได้รับการยอมรับในเวทีระดับออสการ์ในที่สุด
แม้จะถูกเสนอชื่อมาถึง 11 ครั้งรวมทั้ง 6 ครั้งในฐานะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่การที่ภาพยนตร์อื้อฉาวอย่าง Munich ได้เข้าชิงถึง 5 สาขานั้นเพียงพอแล้วที่จะทำให้พ่อมดแห่งฮอลลีวูดอย่าง สตีเฟน สปิลเบิร์ก รู้สึกตื่นเต้นอย่างสุด ๆ
“โดยสัตย์จริง ผมไม่ได้คาดหวังว่ามันจะได้เข้าชิงเลย ภรรยาเป็นผู้ยื่นโทรศัพท์นั้นมาให้ผม พอรู้ผลผมดีใจเหมือนเด็ก ๆ เลย”
สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับการเข้าชิงของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือมันต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการแข่งขันกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ เช่นเดียวกับอุปสรรคในการนำเสนอมันออกไปในมุมกว้าง
“สิ่งที่สร้างความลำบากใจให้กับหนังเรื่องนี้มากที่สุดก็คือเสียงวิจารณ์ที่ออกมาต่อต้านหนังทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ดูมันด้วยซ้ำ หนังเรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจในตัวมันเองอยู่แล้ว เราแค่ต้องการจุดประเด็นมันขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนระลึกถึงมันเท่านั้น”
หลังจากถูกเสนอชื่อเข้าชิงถึง 3 รางวัล ทั้งรางวัลสาขานักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Syriana และรางวัลเขียนบทและกำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Good Night, and Good Luck จอร์จ คลูนีย์ คงเป็นผู้ถูกเสนอชื่อเพียงรายเดียวที่จริงใจพอที่จะบอกว่าเขาตื่นแต่เช้าเพื่อรอดูการประกาศผล
“ใจจริงผมก็อยากจะพูดเหมือนกันน่ะว่าผมง่วง และจำไม่ได้ว่าวันนั้นเป็นวันประกาศผล แต่จริง ๆ แล้วผมตื่นมารอดูมันเลยน่ะ ผมรู้ว่าใคร ๆ คงไม่ยอมรับมันหรอก แต่เชื่อผมเถอะใครก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งนั้นแหล่ะถ้าได้ชิงออสการ์น่ะ”
นอกจากนี้ดาราหนุ่มใหญ่ วัย 44 ยังเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการถูกเสนอชื่อเข้าชิงครั้งนี้อีกด้วย “ที่น่าดีใจอย่างหนึ่งกับการได้รับการเสนอชื่อรางวัลออสการ์ คือคุณสามารถใช้เครดิตมันบนกล่องดีวีดีได้ว่าหนังเรื่องนี้เข้าชิง 6 รางวัลออสการ์เชียวน่ะ เพราะมันมีความสำคัญต่อหนังขาวดำ ทุนสร้างแค่ 7.5 ล้านเหรียญอย่าง Good Night, and Good Luck มาก และยังช่วยเป็นกำลังใจให้เราสร้างหนังแบบนี้ออกมาอีกเรื่อย ๆ”
โดยตอนนี้คลูนีย์กำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาให้กับผู้ผลิตกาแฟรายหนึ่ง คลูนีย์กล่าวติดตลกว่า “ผมรับงานโฆษณาให้ต่างชาติเพื่อชดเชยสำหรับค่าทำหนังขาวดำเล็ก ๆ ของผมไง”
เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วสำหรับผู้ที่โชคดีในการถูกเสนอชื่อเข้าชิงมักจะถูกปลุกเพื่อมาฟังข่าวดีกันตั้งแต่เช้ามืดแต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับ โนอาห์ บัมบาค ซึ่งเข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม จากการจรดปากกาเขียนบทในภาพยนตร์เรื่อง The Squid and the Whale โดยเขาเล่าว่า
“วันนั้นผมตื่นมาตอน 8.50 นาฬิกา มันเป็นเช้าที่เงียบเอามาก ๆ ผมมองไปที่นาฬิกาและก็รู้ตัวว่าไม่มีใครโทรมาปลุกผมเลย นั่นแสดงถึงลางไม่ดีแล้ว เพราะเท่าที่รู้มาคนที่ได้เข้าชิงจะต้องถูกปลุกด้วยโทรศัพท์ทั้งนั้น”
แต่หลังจากที่เค้าไปเช็คที่มือถือ เค้าก็เจอข้อความอยู่ 8 ข้อความที่แจ้งว่าเค้าได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ “ลอรา ลินนีย์เป็นคนแรกที่โทรมาแต่ผมฟังไม่รู้เรื่องเลยเพราะเสียงเธอดังมาก แต่มันเป็นอะไรที่เยี่ยมจริง ๆ”
แม้ว่าบัมบาคจะผิดหวังที่ดารานำของเรื่องอย่างลอรา ลินนีย์และเจฟฟ์ แดเนียลจะไม่ได้เสนอชื่อทั้งคู่ แต่ในฐานะผู้กำกับและผู้เขียนบทของหนังเรื่องดังกล่าว เค้าก็รู้สึกดีที่หนังอินดี้ทุนต่ำที่ใช้เวลาถ่ายทำแค่ 23 วันเรื่องนี้มีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองบนเวทีออสการ์ “ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จด้านใดก็แล้วแต่ของหนังเรื่องนี้ ถือเป็นตัวแทนของตัวหนังทั้งหมด”
บัมบาคเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากผลงานเรื่อง The Life Aquatic With Steve Zissou ซึ่งเป็นผลงานเขียนบทร่วมกับ เวส แอนเดอร์สัน ซึ่งเคยได้รับเสนอชื่อจากผลงานการเขียนบทในปี 2001 จากภาพยนตร์เรื่อง The Royal Tenenbaums มาแล้ว ซึ่งบัมบาคได้กล่าวอย่างติดตลกว่า
“ตอนนี้ผมก็เสมอกับเค้าแล้วซิ (ถูกเข้าชิง 2 ครั้ง) ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมงานกับเค้าอีกครั้งหนึ่ง”
ขณะที่ตัวเต็งสูงสุดในการคว้ารางวัลสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Brokeback Mountain ผู้กำลังชาวไต้หวัน อั้งลี่ ได้กล่าวถึงประสบการณ์ในการสร้างภาพยนตร์มหากาพย์แห่งความรักเรื่องนี้ว่า
“ช่วงก่อนหน้าที่ผมจะทำ Brokeback Mountain ตอนนั้นผมเพิ่งจะเสร็จจากการถ่ายทำ Crouching Tiger, Hidden Dragon และ The Hulk 2 เรื่องรวด ซึ่งทำให้ผมเพลียอย่างมากและอยากจะพักเรื่องการทำหนังไปซักระยะ จนผมได้มาเจอบทของเรื่อง Brokeback ซึ่งผมชอบมันมากและไม่อยากให้ใครมาทำมันตัดหน้าผม ผมจึงต้องลงมือทำมันด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนนั้นผมแทบจะไม่มีแรงเหลือพอที่จะทำมันให้สำเร็จลงได้ แต่มีบางอย่างเกี่ยวกับการทำหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ผมผ่อนคลาย ขั้นตอนทุกอย่างก้าวหน้าไปอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้ผมนึกถึงสมัยที่ผมเริ่มทำหนังใหม่ ๆ”
“ผมจึงเริ่มคิดว่าถ้าผมพอจะมีโชคอยู่บ้าง บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะถอนทุนจากการฉายที่โรงหนังอาร์ต เฮาส์ได้ ผมหวังไว้แค่นั้นจริง ๆ เรื่องรางวัลยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะผมถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยวิธีเรียบง่าย ไม่ได้ใช้วิธีการที่หวือหวาแต่อย่างใด ผมไม่ต้องการเร่งทีมงานของผมและอยากให้การถ่ายทำเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีของทุก ๆ คน”
“โดยเนื้อหาของตัวหนังแล้วเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน แต่ผมก็ไม่ได้กังวลใจอะไรมากเพราะรู้อยู่แล้วว่าคงมีผู้ชมจำนวนจำกัด จนกระทั่งมันได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กระแสการตอบรับยังดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของผมจริง ๆ”
ส่วนใครจะสมหวังหรือผิดหวัง ติดตามได้กับงานแจกรางวัลออสการ์ครั้งที่ 78 วันที่ 5 มีนาคมนี้


