The Family Stone อาจจะออกจากโปรแกรมในบ้านเราไปแล้วอย่างเงียบๆ หนังเข้าฉายมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ซึ่งอยู่ในช่วงของการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่พอดิบพอดี
พอถึงหน้าเทศกาล แล้วได้ดูหนังครอบครัวน่ารักๆ แบบนี้ ก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ผมสนุกกับ The Family Stone มากทีเดียว มันเป็นหนังตลกที่ทำออกมาได้ในระดับกำลังดี นักแสดงแต่ละคนก็วาดลวดลายกันคนละทีสองที และท้ายที่สุด คือมันเป็นหนังที่พูดถึงการค้นพบตัวเอง รวมไปถึงความสัมพันธ์อันดีที่คนในครอบครัวต่างมอบให้แก่กัน
คงต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยากเต็มทีที่ชีวิตคนเราจะลงเอยง่ายๆ อย่างในหนัง แต่ละบ้านต่างก็มีช่วงเวลาแห่งความสุขและความอึดอัดใจแตกต่างกันออกไป บางครอบครัวปัญหาก็ยังคงค้างคาอยู่อย่างนั้นก็มี
Junebug เป็นหนังเล็กๆ ที่มีพล็อตคล้ายคลึงกับ The Family Stoneมาก ลูกชายคนโตกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมกับพาภรรยามาแนะนำให้สมาชิกในครอบครัวได้รู้จัก และการพยายามทำตัวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้ที่มาใหม่ ก็สร้างอุปสรรคและความวุ่นวายพอสมควร
แต่ส่วนที่ไม่เหมือนกันก็คือ มันไม่ได้ถูกนำเสนอในท่าทีชวนฝันหรืออบอุ่น บรรยากาศหลายตอนค่อนข้างอึมครึมอยู่ว่า แรงกดดันจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่ และมันก็ไม่ใช่การปะทุที่จะจบลงด้วยเสียงหัวเราะเหมือนกัน The Family Stone ด้วย
นอกเหนือไปจากนั้น การอธิบายปมและความรู้สึกของตัวละคร ก็เป็นไปอย่างซับซ้อน รวมถึง – ในบางฉาก - ก็เรียกร้องความละเอียดอ่อนและประสบการณ์จากคนดูอยู่ไม่น้อยเลย
ตัวละครหลักของเรื่องคือ แมดเดอลีน (เอมเบธ เดวิดต์ซ) สาวทรงเสน่ห์เจ้าของกิจการแกลเลอรีงานศิลปะที่ชิคาโก เธอได้พบกับนักธุรกิจหนุ่มหน้าตาดีในงานประมูลที่เธอจัดขึ้น และก็ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว แค่ช่วงเวลาไม่กี่นาที หนังก็บอกให้ทราบว่าทั้งคู่ก็ตกลงปลงใจแต่งงานกัน
เรื่องราวค่อยๆ ดำเนินสู่จุดหักเหเมื่อเอเยนต์โทรมาบอกกับแมดเดอลีนว่า มีศิลปินฝีมือดีคนหนึ่งในนอร์ธ คาโรไลนา ซึ่งยังไม่เคยเอางานออกแสดงที่ไหนมาก่อน และเธอควรจะฉวยโอกาสนี้ไว้ ด้วยการเดินทางมาพบศิลปินผู้นี้ด้วยตนเอง
แมดเดอลีนจึงตัดสินเดินทางมากับ จอร์จ (อเลสซานโดร นิโวลา) สามีคนนั้นของเธอ โดยฝ่ายแรกเห็นว่า ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว เธอน่าจะแวะไปเยี่ยมครอบครัวเขา- ที่อยู่ละแวกใกล้ๆ กัน - เสียด้วยเลย
คำบอกเล่าในช่วงต้นนั้น บอกถึงที่มาที่ไปของตัวจอร์จเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น คนดูจะได้รับรู้ความไม่ชอบมาพากลมากขึ้นเมื่อหนังตัดกลับมาเล่าเหตุการณ์ที่บ้านของเขา แม่ (ซิเลีย เวสตัน) นั้นรอคอยอย่างตื่นเต้นที่ลูกชายคนโตจะกลับมา พลางคะยั้นคะยอ จอห์นนี (เบนจามิน แม็กเคนซี) ลูกชายคนเล็กที่หน้าตาเหมือนไม่พอใจอะไรอยู่ตลอดเวลา – ให้รู้สึกกระตือรือร้นบ้าง - - “ให้ตายเถอะ พี่แกไม่ได้กลับบ้านมา 3 ปีแล้วนะ แกควรจะดีใจบ้างสักนิด”
แต่คนที่กระวนกระวายกว่าใครคงหนีไม่พ้น แอชลีย์ (เอมี อดัมส์ – เธอได้ชิงออสการ์จากบทนี้) เมียสาวที่ท้องแก่ใกล้คลอดของจอห์นนี เธอบอกกับแม่ผัวว่า พี่สะใภ้จะผอมกว่าเธอหรือเปล่า แน่นอน สาวจากชิคาโกต้องเสน่ห์จัดและดูดีอยู่แล้ว แอชลีย์ตั้งแง่ไปอย่างไม่มีสาระนักว่า ทันทีที่ได้เจอ เธอต้องเกลียดหล่อนแน่ๆ
คนดูได้เห็นความเป็นไปคร่าวๆ ในครอบครัวจากฉากแรกนี้ และก็อาจจะไม่ประทับใจเท่าที่ควร แม่เป็นหญิงวัยทองที่ดูจะไม่พอใจกับลูกสะใภ้คนใหม่นัก พ่อ (สก็อตต์ วิลสัน) นั้นก็แก่ชราเกินกว่าจะแสดงความรู้สึกอะไรออกมาได้ จอห์นนีเป็นน้องชายที่แสนเปราะบาง และก้าวร้าว ส่วนแอชลีย์เมียของเขา ช่างพูดช่างเจรจาเหมือนเด็กไม่รู้จักโต
แต่ทีละน้อยหนังก็บอกกับคนดูว่าอย่าเพิ่งไปพิพากษาอะไรด้วยข้อมูลเพียงหยิบมือเดียว ตัวละครตัวแรกที่คนดูอดตกหลุมรักไม่ได้คือ แอชลีย์ เธอไม่ใช่คนปากช่างว่าอย่างที่เราเข้าใจ ทันทีที่เห็นแมดเดลีน เธอก็ต้อนรับขับสู้ดีกว่าทุกคน เมื่อตอนที่แมดเดอลีนเดินเข้าไปในบ้านและชนเครื่องเซรามิกติดผนังของแม่แตก แอชลีย์ก็ออกรับแทนอย่างไม่รู้สึกอะไรว่า เธอเป็นคนซุ่มซ่ามเอง
แอชลีย์เป็นเด็กสาวที่เหงามายาวนาน พอได้เพื่อนสักคนก็พร้อมที่จะเททุกอย่างให้จนหมดหน้าตัก เป็นคนที่พยายามทำสถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดีขึ้น ห่วงความรู้สึกคนอื่นก่อน ส่วนตัวเองนั้นมาทีหลัง
จอห์นนีก็เป็นอีกคนที่คนดูเกือบจะมองเขาผิดๆ จริงอยู่ที่โดยลักษณะการแสดงออก ชายหนุ่มดูเป็นคนไม่น่าคบเอาเสียเลย เขาเย็นชาต่อพี่ชายและพี่สะใภ้ ทำตัวก้าวร้าว เหมือนกับว่าไม่แคร์ความรู้สึกใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่จากคำบอกเล่า จอห์นนียังคงเจ็บแค้นที่อะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ไม่เป็นอย่างที่เขาหวังไว้ เขาบอกว่า เขาควรจะได้ออกไปใช้ชีวิตเหมือนกับพี่ชายบ้างทันทีที่เรียนจบไฮสกูล ไม่ใช่ต้องมาทำงานโรงงาน พร้อมกับซังกะตายอยู่บ้านกับเมียท้องแก่อย่างนี้
ฉากหนึ่งที่หนังแง้มให้เห็นความน่ารักของจอห์นนีที่มีอยู่บ้าง คือตอนที่เขากำลังนั่งดูโทรทัศน์ตามลำพังและบังเอิญเปิดไปเห็นรายการสารคดีว่าด้วยแมวป่าตัวหนึ่ง ซึ่งเขาเคยได้ยินว่าแอชลีย์ชอบเจ้าสัตว์ตัวนี้เป็นนักหนา ชายหนุ่มพยายามเรียกเมียให้มาดู และก็ปลุกปล้ำกับการอัดวิดีโอเก็บไว้ เมื่อเครื่องวิดีโอเจ้ากรรมทำไม่ได้อย่างใจ ก็โมโหอาละวาดขึ้นมาทันที
โดยเนื้อแท้แล้วจอห์นนีคงไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร เขาเพียงแต่เก็บความโกรธขึ้งไว้มากเกินไปโดยไม่เคยได้ระบาย เมื่อมีอะไรมาสะกิดสักหน่อย คลื่นอารมณ์ก็พร้อมจะทะลายออกมา
คนดูได้เห็นตัวละครแต่ละตัว “ทำเพื่อคนอื่น” อยู่คนละนิดคนละหน่อย แต่กลับไม่ได้สัมผัสช่วงเวลานั้นจากคนอย่างจอร์จเลยจนกระทั่งท้ายเรื่อง จริงอยู่แม้เขาแทบจะไม่ได้แสดงอาการเกรี้ยวกราดหรือชั่วร้ายอะไรออกมาเลยก็ตาม แต่สุดท้ายมันก็อดคิดไม่ได้ว่า เขาช่างเป็นคนที่เมินเฉย ใจจืด และเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ
Junebug ไม่ได้จบลงด้วยบรรยากาศชื่นมื่นนัก ชื่อหนังนั้นเป็นชื่อที่แอชลีย์บอกกับแมดเดอลีนว่าตั้งใจจะใช้เป็นชื่อลูกของเธอ แต่ดูเหมือนโอกาสนั้นก็ได้ผ่านพ้นไปเสียแล้ว
ผู้กำกับ ฟิล มอร์ริสัน ไม่ได้พยายามคลี่คลายให้เรื่องราวจบลง แต่มันเหมือนกับว่าปมบางอย่างยังดำเนินต่อไปอีกเรื่อยๆ และเปิดกว้างให้กับผู้ชมได้ใช้จินตนาการเอาเองว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจะจัดการกับปัญหาของตัวเองอย่างไร
ผมดู Junebug ไปสองรอบด้วยความรู้สึกอย่างเดียว คือมันจริงเสียจนเจ็บปวด นึกย้อนไปถึงตัวเองว่า เคยทำนิสัยแบบจอร์จให้กับคนรอบข้างบ้างหรือเปล่า
บางทีคนเราก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายกันด้วยความรุนแรงเสมอไป เพราะแค่การเมินเฉย การหันหน้าหนี และการนิ่งเงียบทำเป็นไม่รับรู้ คือวิธีที่มันทารุณพอๆ กัน


