xs
xsm
sm
md
lg

เพลงมีปัญหา สังคมเสื่อมหรือคนแต่งไร้สำนึก?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ปนัดดา
เป็นที่น่าสังเกตว่าระยะ 1 - 2 ปีที่ผ่านมาหลายบทเพลงในบ้านเราดูจะมี "เนื้อหา" ที่ทำให้บรรดาผู้ใหญ่ที่ห่วงใยสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์และตีความว่า "เป็นผู้ร้าย" ที่มีส่วนทำลายสังคมอยู่เป็นระยะๆ

ไล่มาตั้งแต่กรณีของเพลงที่มีคำว่า "ชู้", เพลงที่เขียนถึง "กิ๊ก", เพลงที่มีเนื้อหาไปหลงรักแฟนชาวบ้าน ล่าสุดที่เพิ่งจะโดนทางกระทรวงวัฒนธรรมสั่งแบนไปก็คือเพลงหมอลำ "ผู้บ่าวกินแมว" จากอัลบั้ม "รวมดาวตลกเสียงอีสาน" และเพลง "ขอเป็นคนเลวที่รักเธอ" ของ "ปนัดดา เรืองวุฒิ"

เพลงแรกโดนแบนด้วยเหตุผลที่ว่าค่อนข้างจะผิดศีลธรรมส่วน "คนเลวที่รักเธอ" นั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเนื้อหาชี้นำให้คนหันไปแย่งคนรักของคนอื่นมากขึ้น

ในความเป็นจริงคงจะไม่สามารถสรุปได้ว่าระหว่างผู้ผลิตกับผู้ที่สั่งแบนใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือคำถามที่ว่า ทำไมปัจจุบันเพลงในลักษณะเช่นนี้ถึงได้มีออกมากนัก(โดยเฉพาะประเภทมือที่สามที่มีความกล้ามากขึ้นที่จะไปแย่งคนรักคนอื่น), เพลงมีพลังที่จะสามารถชี้นำให้มนุษย์เราเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้จริงหรือ?, และถ้าบอกว่างานศิลปะคือกระจกที่สะท้อนสังคมแล้ว ใช่หรือไม่ว่าสภาวะของสังคมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจที่ยังไม่แกร่งพอ ซึ่งจะนำมาถึงคำถามที่ว่าแล้วเราจะจัดการกับปัญหาตรงนี้เช่นไร?

หรือวิธีการ "แบน" คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

“คือเพลงมันชี้นำได้อยู่แล้ว บางทีไม่มีความกล้าที่จะทำอะไร เห็นคนอื่นทำแล้ว ก็คิดว่าเราก็ได้ทำได้เหมือนกัน..." "มาโนช พุฒตาล" หนึ่งในคนดนตรีของบ้านเราแสดงทัศนะก่อนจะบอกต่อไปว่าแม้เพลงจะมีส่วนที่ชี้นำบางอย่างได้จริงแต่ก็ไม่มีความเข้มข้นมากเฉพาะอย่างยิ่งเพลงรักประเภทแอบมีกิ๊กในปัจจุบัน

"ผมยังเห็นว่ามันยังไม่เข้มข้นเท่าพ่อแม่เป็นตัวอย่างชัดมากกว่า ครูบาอาจารย์เป็นตัวอย่างที่เข้าถึงเด็กได้มากกว่าเพลงนะ แต่ถามว่าเพลงมีอำนาจ มีพลังในการชี้นำคนไหม มันมีอยู่แล้ว มันมีเพลงอีกไม่น้อยที่มันทำให้เกิดการปฏิวัติได้ มีเพลงให้กำลังใจคนออกไปตายออกไปรบก็มี"

"แต่เพลงประเภทที่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวกันอยู่เนี่ยผมว่ามันไม่ทรงพลังเท่าไหร่หรอก มันแค่เป็นเพลงประเภทชู้สาว มันไม่เป็นอะไรหรอก นะ”

เจ้าของงานเพลงอัลบั้ม "ในทรรศนะของข้าพเจ้า" แสดงความคิดเห็นต่อไปถึงสาเหตุที่ทำให้ปัจจุบันมีเพลงทำนองแย่งแฟนชาวบ้านหรืออะไรทำนองนี้ออกมาเยอะว่าไม่มีอะไรสลับซับซ้อนไปกว่าเพราะคนแต่งเพลงรู้ว่าหากแต่งออกมาแล้วจะโดนใจวัยรุ่นและขายได้นั่นเอง
“เพลงสมัยนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับสมัยก่อน ก็คือคนที่เข้ามาแต่งเพลงบางคนเค้าก็แต่งด้วยแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มีชื่อเสียงก็จะต่างตามแรงบันดาลใจ แต่คนที่อยู่ในวงการแล้ว ก็จะคล้ายๆ กับว่าเข้าใจรูปแบบของตลาด แล้วว่าก็อาจจะแต่งจากแรงบันดาลใจกับตลาดก็มี เพราะเค้ารู้แล้วไงว่าแต่งแบบไหนเพลงจะได้รับความนิยม หรือว่าขายได้ มันไม่ใช่เป็นเฉพาะยุคนี้หรอก มันก็เป็นมาตลอด”
มาโนช
“แต่ก็ไม่ทุกคนนะว่าที่จะแต่งเพราะตลาด บางคนอาจจะมองว่าเพลงจะต้องเกี่ยวกับโทรศัพท์ เกี่ยวกับมือถือ เค้าก็แต่งเพลงที่มีไอเดียเกี่ยวกับมือถือให้ได้ มันไม่มีใครกำหนดได้ว่ายุคนั้นเพลงต้องเป็นอย่างนั้น เพลงต้องเป็นอย่างนี้ มันเหมือนกันทุกยุค เพียงแต่เรื่องมันคนละเรื่องกัน ความกล้ามันแล้วแต่จริงๆ เพราะตอนนั้นยุคที่การปกครองเป็นแบบเผด็จการ ก็มีนักแต่งเพลงที่กล้าท้าทายแต่งเพลงตามอำนาจรัฐเยอะแยะไป"

"มาปัจจุบันเราไม่ได้มีการปกครองแบบนั้น เราก็มีเรื่องอื่นที่ทำให้ท้าทาย ให้กล้าพูดอีกเยอะ บางคนอาจจะกล้าแต่งเพลงตำหนินายกก็ได้ ก็มีนะ แต่มันดังหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ เหมือนเพลงที่มันทะลึ่งตึงตัง หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว แล้วกรณีที่คุณระเบียบรัตน์มีปัญหาขึ้นมาเนี่ย ผมว่าเป็นเรื่องเล็กมากเลย"

"มันใหญ่เพียงเพราะว่าคุณระเบียบรัตน์อยากจะมาทำจุดนี้มากกว่า เพราะถ้าเราจะมานั่งดูนะปัญหาสังคมมีอะไรที่ใหญ่กว่าเรื่องนี้เยอะเลย แต่ก็โอเคว่าคุณระเบียบรัตน์เค้าก็อยู่ในสายนี้ สายวัฒนธรรม แต่ผมก็ยังเห็นว่ายังมีสายวัฒนธรรมอย่างอื่นที่ควรจะทำก่อนเรื่องนี้ อันนี้อาจจะมาทีหลัง”

ด้าน "นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน" จิตแพทย์กรมสุขภาพจิตแสดงมุมมองถึงเสียงเพลงว่าเหมือนกับอาหาร ที่บางวันเราอยากกินรสจัด บางวันอยากกินรสจืด อยากกินขนมหวานบ้าง ของเสริมก็ควรมี เพลงอกหักบางวันก็ฟังซึ้ง แต่บางวันก็ฟังแล้วยังงั้นๆ
"มันเป็นการบำบัดทางจิตแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน เพลงนั้นเนื้อหาดี โดนใจตัวเอง บางเพลงก็ชั้นดีเกินไป บางเพลงก็ชั้นมันไม่ดี มันมีหลากหลาย พอมันโดนใจของแต่ละคนมันก็ทำหน้าที่ของมันเอง บางคนร้องไห้ บางคนมีแง่คิดดีๆ แล้วแต่คนที่รับนะ บางคนก็ลุกขึ้นสู้ เป็นการเยียวยาและระบายออก คงเคยได้ยินกัน เปิดเพลงฟังแล้วก็ร้องไห้ เวลาเครียด แต่พอเวลาผ่านไปซัก 2 - 4 สัปดาห์ เราก็หาวิธีคลายเครียดไปคนละแบบ แบบไม่สร้างสรรค์ก็มีอกหักแล้วไปกินเหล้าเมายา สร้างสรรค์หน่อยก็ระบายอารมณ์ที่เหมาะสม เพลงอาจไม่ต้องแสดงความก้าวร้าวหรือยกพวกตีกัน”

ระดับความแรงของการเป็นผู้ชี้นำจากเสียงเพลง?
“มันมี 2 มุมมองนะ มุมหนึ่งคือเพลงทำหน้าที่เป็นสื่อสะท้อนความเป็นสังคม ผมไม่เถียง เป็นแง่มุมที่ชัดเจน ส่วนเพลงที่เป็นเพลงปลุกใจมันก็ปลุกใจได้จริงๆ สร้างความฮึกเหิมได้จริงๆ อย่างที่บอกว่าสื่อมีอิสระเสรีในการที่จะแสดงอะไรออกมา แง่มุมของคนที่อนุรักษ์ก็จะไม่ชอบ เพราะว่าเพลงถ้ากลุ่มเป้าหมายที่เค้าส่งไป เช่นกลุ่มวัยรุ่นเนี่ย ผมเคยพูดเสมอ โดยเฉพาะเพลงอกหักที่เป็นนำเสนอคนอกหักแล้วเอาชีวิตชั้นไปด้วย ภาพลงท้ายของมิวสิกวิดีโอก็จบด้วยการตาย เอาเชือกมาแขวนบ้างล่ะ ซึ่งคนที่อยุ่ในอารมณ์เศร้าแบบนั้นเนี่ย พอมองเห็นปุ๊บ วิจารณญาณไม่ดีเค้าก็อาจจะทำตาม"
ระเบียบรัตน์
"แน่นอนครับว่า คนที่บริโภคสื่อ 100% เศร้าก็ไม่ได้ฆ่าตัวตายทั้งร้อยคน แต่มีกลุ่มที่มีความเสี่ยงซัก 1- 5 % อาจจะรับสื่อนี้ไปแล้วทำตาม ซึ่งมันก็มีผลการวิจัยอยู่ คนที่คิดฆ่าตัวตายเนี่ย จะหาวิธีไม่ได้ แต่พอเห็นสื่อแนวทางเค้าก็ต้องการที่จะเรียนรู้เรื่องฆ่าตัวตายตามนั้น”

“แต่เรื่องรักสามีชาวบ้าน เรื่องรักๆ แบบนี้เนี่ย คนก็คงไม่ได้คิดหรอกครับ คนที่บังเอิญหรือกำลังมีความรักอยู่พอดีจะมีแรงจูงใจเอามาเข้าข้างชั้น ก็อาจมีเปอร์เซ็นต์น้อยๆ เท่านั้นเอง ที่จะทำตาม จะเลียนแบบไหมขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ เค้าอาจจะไม่ทำก็ได้ เพียงแต่ว่าคนที่มีแนวโน้มในทางเดียวกันกับเพลงก็อาจจะคิดเลียนแบบได้ง่ายกว่าคนปกติเท่านั้นเอง”

แม้จะเป็นการชี้นำที่อาจจะมีผลเฉพาะกลุ่มที่อยู่กับความเสี่ยงได้ง่าย อาทิเช่น เด็กที่มีปัญหาครอบครัว เด็กที่หมกมุ่นอยู่กับความรัก ซึ่งอาจจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ หากแต่มีการทำเพลงในทำนองนี้ออกมามากๆ นพ.ทวีศิลป์ บอกว่าก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน
“มันเหมือนโฆษณาแหละคิดง่ายๆ ถ้าแต่งมา โปรโมตบ่อยๆ มันก็เข้าถึงได้ ถ้าทุกคนมาแต่งเพลงแนวนี้ทั้งหมดมันก็เปลี่ยนคนได้นะ เวลาฟังแล้วมันไปติดอยู่ในใจลึก ถ้าเค้าจับทิศทางว่าคนชอบเพลงแนวนี้ได้มันมีอิทธิพลเลยแหละ”

ต่อคำถามที่ว่าอนาคตหากยังมีปัญหากันอยู่เรื่อยๆ จะต้องมีองค์กรที่เข้ามาควบคุมในเรื่องของเนื้อหาของเพลงก่อนหรือไม่ "มาโนช พุฒตาล" บอกว่า โดยส่วนตัวคงจะไม่คัดค้านอะไร หากแต่ถ้าจะทำกันอย่างนั้นจริงก็ควรจะทำกันให้จริงจังและครอบคลุมในทุกๆ เรื่องเพื่อความยุติธรรม
“ถ้าจะมีองค์กรมาดูแลก็ควรจะมีมาคุมให้มันครอบคลุมทุกด้านไม่ใช่แค่เพลงอย่างเดียว อย่างเช่นเรื่องของโฆษณาเนี่ยเค้าจะมีกบว.ดูแลควบคุมอยู่ใช่ไหมครับ แต่ผมก็เห็นกบว.โง่กว่าเอเจนซี่หลายครั้ง อย่างโฆษณาเคเบิ้ลของยูบีซี ที่มีคุณพ่อคุณปู่ทำไก่ย่าง ห่างไกลครอบครัวแล้วไม่ได้คุยกัน แต่พอติดเคเบิ้ลยูบีซี แล้วใกล้ชิดครอบครัวเลย ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่โกหกทั้งเพเลย"

"ทีวีเนี่ยแหละทำให้ครอบครัวยิ่งห่างกัน ลูกจะดูอย่าง พ่อจะดูอย่างไง แทนที่จะได้กินข้าวอยู่ด้วยกันกลายเป็นว่าไม่ได้ใกล้ชิด ผมอยู่กับคนแก่นะ เค้าไม่ดูทีวีหรอกสายตาเค้าไม่ดี เค้าเสียสุขภาพด้วยดูทีวี ผมว่าเรื่องโฆษณาน่าตรวจสอบกว่านะ ถ้าคุณระเบียบรัตน์จะทำ ต้องทำให้มันครอบคลุม หาคนที่เค้ามีมีจิตสำนึก มีวุฒิภาวะ มีความรู้มาทำ อย่าเอาข้าราชการแก่มาพิจารณาอะไร เรื่องแบบนี้”

มาโนชบอกว่าหากจะถามถึงบรรทัดฐานในเรื่องของการแต่งเพลงกันจริงๆ คงจะเป็นเรื่องที่ยากเพราะแต่ละสังคม แต่ละห้วงเวลาล้วนแล้วแต่สามารถเปลี่ยนคำว่าบรรทัดฐานได้ทั้งนั้น
“คือมันไม่มีบรรทัดฐานอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าสังคมในเวลานั้นถืออะไรเป็นบรรทัดฐานหรือค่านิยม อย่างผมอ่านในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผัวเมีย ซึ่งเปลี่ยนคู่กันได้ตลอด ส่วนใครรักแล้วจะแต่งงานถือว่าผิดเพราะสังคมตอนนั้นถือว่ามีความผิด มันบอกไม่ได้ว่าอะไรคือความพอดี มันจึงขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานตอนนั้นว่ามันเกิดอะไรยังไง อยู่ที่ตัวบุคคลแต่งด้วยนะว่าจะมีจิตสำนึกเองพอหรือเปล่าว่า ณ เวลานี้ พอดีมันอยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง”

“พอมาถึงจุดนี้ตัวที่เป็นปัญหาคือว่านักแต่งเพลงรู้แล้วว่าแต่งมายั่วคุณระเบียบรัตน์ดีกว่า คนที่เป็นเหยื่อคือใครรู้ไหม ผมว่าสื่อมวลชนนั่นแหละ สื่อมวลชนชอบมาเล่นแบบนี้ มันไร้สาระจะตาย ถ้าสื่อมวลชนไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนั้น ไม่เล่นมันก็ไม่เป็นข่าวขึ้นมา เดี๋ยวเพลงที่ไม่มีคุณค่าทางศิลปะ ไม่มีคุณภาพมันก็จะทยอยกันออกมา ดังใหญ่เลยนะเรื่องนี้ ก็เค้าเล่นไปออกถึงลูกถึงคนเลยนี่”