"ฝากแฟนผมด้วย ช่วยดูแลน้องเขาที หากน้องทำตัวไม่ดี พี่อย่าเพิ่งใจร้อน
แฟนผมคนนี้ยังเด็กค่อนข้างขี้งอน ให้เอาน้ำเย็นลูบก่อนแล้วพี่ค่อยสอนก็ได้..."
เสียงเพลงเนื้อความซื่อๆ แต่ฟังแล้วจริงใจดังออกมาจากลำโพงของแท็กซี่สีเขียวเหลืองที่จอดติดไฟแดง
"เพลงนี้ดังนะ..." เสียงคนขับชวนคุย
"วัยรุ่นต่างจังหวัดนี่ร้องกันให้รึ่ม ฟังเพลงเนื้อหาแบบนี้แล้วก็อยากกลับบ้านต่างจังหวัด..."
"เพลงของใคร?" ผู้โดยสารส่งเสียงถาม
"เดวิด อินธี...ค่ายรถไฟดนตรี" คนขับว่าพลางเข้าเกียร์พารถขยับไปข้างหน้าท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายและเสียงเพลง "ฝากแฟนผมด้วย" ดังแว่วท่อนต่อไป...
"น้องเขาทิ้งผมไปหาพี่ คนนี้ผมอยากฝากไว้ รักน้องเขาเท่าผมได้ไหม ลูกผู้ชายขอกัน..."
..........
"รถไฟดนตรี" ชื่อนี้อาจจะไม่ยิ่งใหญ่และไม่ถูกจัดเข้าทำเนียบของใครต่อใครเหมือนกับอาร์เอสหรือแกรมมี่ฯ ยามเมื่อเอ่ยถึงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในบ้านเรา
แต่ถ้านับระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 ของการก่อตั้งค่ายจนถึงปีนี้ที่กินเวลานาน 25 ปี มีศิลปินมากหน้าหลายตาผ่านเข้ามาและออกไปรวมถึงรูปแบบของการดำเนินงานที่แทบจะไม่สนการเปลี่ยนแปลงของโลกแล้ว หลายคนจะต้องรู้สึกว่า นี่มันค่ายเพลงธรรมดาที่ไม่ธรรมดาทีเดียว
“ถ้ารู้ตัวว่าวิ่งเร็วอย่างกระต่ายไม่ได้ ก็ให้ขยันเดินแบบเต่า แล้วเราจะไปถึงจุดหมายได้เหมือนกัน”
นี่คือคติพจน์ของ “ระย้า ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร” ผู้สร้างค่าย “รถไฟดนตรี” ที่วันนี้แม้ว่า “สิ่ง” ที่ “เขา” ได้ทำจะยังดูเล็กน้อยในสายตาใครอีกหลายคน แต่กับความสุข-ความภูมิใจที่ “ผู้ชายคนนี้” ได้กลับคืนมา ช่างดูยิ่งใหญ่-แข็งแรงและน่าตระหนักยิ่ง
ใครหลายคนอาจจะคิดไปว่าค่าย “รถไฟดนตรี” เป็นค่ายเพลงแนวเพื่อชีวิตหรือลูกทุ่งเป็นส่วนใหญ่ นั่นเป็นคำตอบที่ถูกส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะความเป็นจริงแล้วรถไฟดนตรีโดยเฉพาะในอดีตเป็นค่ายเพลงที่ทำงานเพลงออกมาในเกือบจะทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นป็อป, ร็อก , โฟล์ค ซอง แจ๊ส หรือแม้กระทั่งในรูปแบบของเพลงใต้ดินก็เคยมาแล้ว
“ผมเริ่มทำรถไฟดนตรีมาถ้าเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ก็ปีพ.ศ. 2523”
“ตอนนั้นผมเป็นตั้งแต่ผู้จัดการจนถึงภารโรง ทำคนเดียวทุกอย่าง ตั้งแต่หาเพลงไปอัดเสียง มิกซ์เสียง ทำแบบปก ออกแบบตามอาร์ตเวิร์คแล้วส่งไปพิมพ์ พิมพ์เสร็จไปรับกลับมา ไปส่งร้านขายแล้วก็ไปวางบิลไปเก็บเงิน”
ก่อนหน้าที่ "ระย้า" จะได้มาเปิดบริษัทเพลงเป็นของตัวเองนั้น ประสบการณ์การทำงานทางด้านเพลงของเขาก็มีมาไม่ใช่น้อยๆเลย ทั้งเป็นดีเจ, เขียนวิจารณ์เพลงให้กับหนังสือสตาร์พิคส์, เขียนคอลัมน์ลงในหนังสือพิมพ์รายวันอยู่หลายฉบับ ตอนหลังได้เป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตและโฆษณาของ บ.อีเอ็มไอ( EMI) ซึ่งมาตั้งสาขาที่ประเทศไทยซึ่งทำให้เขามีประสบการณ์มากมายอย่างเรื่องการอัดเสียงตั้งแต่เขาไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไรจนกระทั่งสามารถไปทำงานอัดเสียงเองมิกซ์เสียงเองได้
“ตอนนั้นก็คือเรามองว่าทำไมเพลงไทยที่คนจะร้องเนี่ยต้องเป็นผู้ใหญ่ คือวัยรุ่นร้องเพลงไทยสมัยนั้นไม่มี วัยรุ่นอายุ 15-17 ก็จะร้องเพลงสากลกัน เขาไม่ค่อยฟังเพลงไทยกัน เราก็เลยคิดว่าเออน่าจะทำเพลงไทยที่เป็นวัยรุ่นดีกว่า
และนั่นเองเป็นเหตุให้เกิดศิลปิน "สาวสาวสาว" ขึ้นมา
“เราก็ฟังเพลงฝรั่งด้วย เขามีพวกแจ๊สพวกบอสโนวา ก็เอ๊ะ! ทำไมเพลงไทยมีอย่างนี้บ้างไม่ได้ เราก็ทำชรัส เฟื่องอารมย์ เมื่อก่อนเขาฮิตพวกโฟล์คซองอย่างจอน แดนเวอร์ เอ๊ะเมืองไทยทำไมมีอย่างนี้ไม่ได้ เราก็มีภูสมิงขึ้นมา”
บิ๊กบอส แห่งค่าย “รถไฟดนตรี” ยังคงเล่าต่อไปว่า...
"ตลอดเวลา 25 ปีที่ทำมาเนี่ยที่จริงศิลปินของเราก็ไม่ได้มีเยอะนะครับ ในช่วงแรกๆ ก็จะไม่เคยมีศิลปินเกิน 10 คน สัก 7 สัก 8 เราก็หยุดแล้วไม่เอาแล้วตอนนั้นเราทำแค่นี้พอ จนกว่าล็อตนี้จะมีบางคนเลิกราไปหรือออกไปอย่างนี้ก็ค่อยเพิ่มเข้ามา อย่างรุ่นแรกๆ นี่ก็จะมี สาวสาวสาว, ชรัส เฟื่องอารมย์, กรีนเบิร์ด, จำรัส เศวตาภรณ์ , ภูสมิง, พนิดา นี่คือล็อตแรกๆ เลยมีเท่านี้”
“ช่วงถัดมานี่ก็จะออกมาทางโทนออกเพลงร็อกมี พวกคาไลโดสโคป, หรั่ง ร็อกเคสตร้า, กิตติ กีต้าร์ปืน ก็ค่อนข้างจะร็กกหนัก ช่วงนั้นประมาณปี 29-30 พอมาถึงปี 33 ก็เริ่มมาทำเพื่อชีวิตเป็นพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ซึ่งมันก็ไปได้ดีนะครับ ช่วงนั้นศิลปินเพื่อชีวิตจะไหลมาที่นี่เต็มไปหมดเลย เลยทำแต่เพื่อชีวิตจากนั้นมาร่วม 10 ปียาวมาเลย”
เคล็ดลับสร้างศิลปิน(สักคน)ให้ดัง
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะปั้นให้คนหนึ่งคนกลายเป็นที่รู้จักขึ้นมา ยิ่งทำให้บุคคลคนนั้นเป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมากด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปใหญ่
แต่สำหรับเขาคนนี้ ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร ทำเรื่องนี้ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นอะไรนัก เพียงแค่ดึงสิ่งดีๆ ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของคนๆ นั้นออกมาให้ได้เท่านั้นเอง
“เราไม่ได้ออกไปหาศิลปินข้างนอกนะ ทุกคนที่ทำนี่เดินเข้ามาหาเราเอง เราก็จะดูว่าคนนี้ขาดอะไรคนนี้มีจุดเด่นตรงไหนเราก็จะทำให้เหมาะกับคนนั้น คือไม่ได้มองว่าตลาดเขากำลังฮิตอะไรแล้วเราจะไปให้พวกเขาทำแบบนั้นเราไม่ทำ เราทำให้เหมาะสมกับตัวศิลปินมากกว่า เพราะงั้นศิลปินที่นี่จึงเป็นไปตามกระแสของค่าย หมายความว่าบริษัทประสบความสำเร็จแบบไหน ศิลปินที่ชอบเพลงสไตล์นี้ก็จะเข้ามาเยอะอะไรแบบนี้”
“ส่วนเรื่องที่จะสร้างให้ใครดังขึ้นมาได้ ที่จริงมันก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรมากนะก็เพียงแต่ว่าเวลาเราทำงานนี่เราพยายามเลือกคนที่มีความสามารถจริงๆ คืออย่างน้อยที่สุดนะครับศิลปินของรถไฟฯ เนี่ยต้องร้องเพลงดี ออกไปร้องสดจะไม่มีหลุดไม่มีเพี้ยนนั่นส่วนหนึ่ง”
“แต่เราจะปฏิเสธไม่ได้นะว่ารูปร่างหน้าตาก็สำคัญมากเพราะว่ามันธรรมดาอย่างคน 2 คนร้องเพลงเหมือนกันแต่อีกคนหล่อกว่าสวยกว่ามันก็น่าฟังกว่าอยู่แล้ว แต่ทางนี้ก็คือเน้นที่ความสามารถเป็นหลัก บุคลิกก็ดูบ้างเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ซีเรียสมาก”
“อีกอย่างเวลาเราทำงานเราไม่ได้ทำแบบในเชิงธุรกิจมากเกินไป คือไม่ใช่ว่าพอทำอะไรแล้วเอาดีเพลงเดียวก็พอ ขายเพลงเดียวก็พอคือเราพยายามทำให้มันดีที่สุดทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ บางทีถึงจะออกมาไม่ดีแต่เราเต็มที่แล้วนะเพราะงั้นสิ่งตรงนี้สำคัญตรงที่ว่าอย่างน้อยที่สุดคนที่ติดตามงานของเราจะรู้ว่ายังไงงานของเราจะไม่มีการสุกเอาเผากิน”
“แล้วการที่ทำให้ศิลปินได้ทำเพลงในแนวถนัดของเขา มันก็ย่อมดีกว่าเพราะจะทำให้เขาได้แสดงออกมาได้อย่างเต็มที่มากกว่าซึ่งนั่นก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างไปได้ดีในระดับของมัน นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เพลงของรถไฟดนตรีเวลาขายออกไปแล้ว มันจะอยู่ได้นาน บางที 20 - 25 ปีเพลงก็ยังขายอยู่ ยังติดอยู่ในใจของคนฟังเพราะว่ามันคล้ายว่ามีความจริงอยู่ในตัวเพลง”
การเป็นค่ายแห่งความอมตะ
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี เรื่องราวของปัญหาหรืออุปสรรคในการทำค่ายเพลง “รถไฟดนตรี” ย่อมมีเกิดขึ้น บ้างก็เป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ให้ปวดหัวเล่นหรือบางครั้งก็มีเรื่องหนักหนาสาหัสเอาการอยู่เหมือนกัน
“วิธีปรับกลยุทธ์ของเราคือเราก็มองว่าจริงๆ แล้วเนี่ยไม่ว่าจะเป็นงานสไตล์ไหนมันก็มีมาตรฐานมันอยู่ อย่างทุกวันนี้ทุกค่ายก็ทำเพลงดีหมด ยกระดับขึ้นมาเท่าๆ ใกล้เคียงกันหมดเลย ทีนี้ด้วยความที่ทุกคนก็ทำได้ดีมาตรฐานก็ยกสูงขึ้น ความต้องการที่จะทำเพลงให้โดนใจเป็นเพลงฮิตขึ้นมาก็หนักขึ้นมาอีก ยากเข้าไปอีกเช่นเดียวกันถ้าคุณทำงานแล้วคุณภาพไม่ดีคุณก็เหมือนตกรุ่นไป เพราะงั้นตรงนี้สิ่งสำคัญคือเราต้องปรับอะไรต่างๆให้อยู่ในยุคในสมัยในเทรนด์บ้าง”
“อย่างถ้าทำเพลงลูกทุ่งก็คือขายกลุ่มที่ฟังเพลงลูกทุ่ง บางครั้งการปรับให้ทันสมัยนี่มันก็ต้องอยู่ในความรู้สึกที่รับได้ บางครั้งใส่แจ๊สจังหวะหยุดมากๆ เขาก็รับไม่ได้เหมือนกัน เหมือนเอาขนมปังมาใส่ปลาร้าอะไรอย่างนี้ก็กินไม่ได้”
ระย้า ยังได้เอ่ยถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้ค่ายของเขาค่อยๆเติบโตได้อย่างมั่นคงถึงทุกวันนี้เป็นเพราะ...
“มันเป็นการทำงานที่เหมือนกับคนทำอะไรที่ตัวเองชอบน่ะนะ ทำไปก็มีความสุข มันก็เลยทำเท่าที่เราจะมีความสุขที่จะทำมันน่ะ ก็เลยไม่ได้ทำเยอะๆ หรืออะไรอย่างนั้นเพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายอะไร ซึ่งถ้าจะทำมันมีอย่างเดียวก็คือทำให้มันดีที่สุด ทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ฝีมือเราจะมีเพราะฉะนั้นการทำงานแต่ละชิ้นเราไม่กำหนดเลยว่าจะต้องเสร็จใน 3 เดือน 7 เดือน คือทำจนกว่าจะเต็มฝีมือแล้ว”
“บางทีก็อาจจะยังไม่ถูกใจคนฟังหรอกแต่มันเต็มที่สำหรับเราแล้วนะ คือพอใจในสิ่งที่เราได้ทำเพราะงั้นเราเทียบไปก็เหมือนกับคนวาดรูปคนหนึ่งน่ะชอบวาดรูป เราก็วาดเสร็จเราก็เอาไปขาย แต่เราจะไม่ใช่ อุ๊ย! จ้างคนมาช่วยกันวาดเยอะแยะแล้วส่งไปเป็นอุตสาหกรรมไม่ใช่แบบนั้น”
ในขณะที่ค่ายอื่นๆ ประสบปัญหาในเรื่องของผลประกอบการแถมยังผูกเงื่อนไขตนเองเข้ากับกระแสของเศรษฐกิจหลักในประเทศ ทว่าที่รถไฟดนตรีแห่งนี้จะไม่ค่อยมีปัญหานั้นสักเท่าไหร่
“เราค่อนข้างที่จะทำงานแบบเจียมเนื้อเจียมตัวมากกว่าคือค่อยๆ ทำ ไม่ได้ไปเว่อร์มากไม่ได้ทำใหญ่มากก็ทำเท่าที่ยังมีกำลังที่จะสนุกที่จะทำได้ เมื่อเรามีความสุขที่จะทำมันแล้วก็เรามีความจริงใจกับสิ่งที่เราทำ คนที่ติดตามงานเราอย่างเหนียวแน่นก็มีอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว มันก็ทำให้เราไปได้สบายๆ”
ถูกหวยตลอด
หากมองย้อนกลับไปจนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่ารถไฟดนตรีของระย้ามักจะถูกหวยรางวัลใหญ่ๆ กับศิลปินของตนเองมาโดยตลอด ไล่มาตั้งแต่ สาวสาวสาว, หงา คาราวาน, ปู พงษ์สิทธิ์,หมู พงษ์เทพ, โดม มาร์ติน, หนู มิเตอร์ และอีกมากมาย
ถ้าปัจจุบันคงต้องยกให้กับหนุ่มลูกครึ่งฝรั่งอย่าง "เดวิด อินธี"
ในยุคที่เทปผี-ซีดีเถื่อนกำลังออกอาละวาดอย่างบ้าคลั่งอย่างปัจจุบันเป็นเรื่องยากมากเหลือเกินที่จะขายเพลงให้ได้ในหลักแสนหรือเป็นหลายแสน
ถ้าไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์บวกกับการโปรโมตอย่างหนักๆ ด้วยแล้วต้องบอกว่ายาก
ทว่าสำหรับ "เดวิด" คนนี้ไม่เลย เพราะหลังจากที่ขายงานเพลงชุดแรกอย่างถล่มทลายไปแล้ว ชุดที่สองของเขาอย่าง “มือใหม่หัดรัก” ใครเลยจะรู้ว่าในขณะนี้ขายได้กว่า 5 แสนแผ่นโดยไม่ต้องโปรโมตอะไรกันมากมาย แน่นอนตลาดที่สำคัญก็คือตลาดต่างจังหวัดนั่นเอง
“ทุกวันนี้เพลงของผมขายได้แค่ขึ้นหลักแสนก็ดีใจแล้วครับเพราะจริงๆ แล้วไม่คาดหวังอะไรมากมายขนาดนั้น คือทำงานออกมาถ้ามันได้เท่าชุดแรกหรือดีกว่าชุดแรกนิดหน่อยก็ถือว่าเป็นอะไรที่ดีใจแล้ว แต่ไม่นึกว่าออกมาปุ๊บแฟนเพลงให้การต้อนรับเยอะมากๆ ครับ”
“มันทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่าต้องทำงานให้หนักให้ดีมากขึ้นกว่าเดิม เตรียมพร้อมกับตัวเองมากขึ้นเพราะชุดนี้งานโดนหลายเพลงเลยครับ ที่เพลงของผมดังได้คงเป็นเพราะว่ามันเป็นกึ่งสไตล์เพื่อชีวิตลูกทุ่ง ที่มีดนตรีทางอีสานดนตรีทางยุโรปมาผสมผสาน คือเพลงจะหลากหลายดนตรีมากกว่าเลยทำให้มีคนฟังหลายกลุ่มตั้งแต่เด็กประถมเลยมาถึงวัยรุ่นมัธยมมาเป็นพวกผู้ใหญ่มหาวิทยาลัยแล้วก็มารุ่นพ่อแม่อายุ 40 - 50 ปีครับ”
อนาคตของ ”รถไฟดนตรี” กับทายาทสาว
แม้ปัจจุบัน "เปิ้ลหน่อย วรัษฐา พงษ์ธนานิกร" ลูกสาวคนโตของบอสใหญ่ "ระย้า" จะยังไม่ได้เข้ามาดูแลธุรกิจตรงนี้อย่างเต็มตัวเพราะกำลังสนุกสนานอยู่กับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานข้างนอกทั้งงานในฝ่ายต่างประเทศของบริษัทหนังของผู้กำกับ "อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร" แถมยังง่วนอยู่กับการเป็นดีเจสาวเสียงใสให้กับคลื่นแฟตเรดิโอ แต่ในอนาคตเธอก็ต้องขึ้นมาเป็นผู้บริหารสาวของค่าย “รถไฟดนตรี” อย่างแน่นอน
“ก็ตั้งใจอยู่แล้วค่ะว่าจะต้องมาช่วยคุณพ่อเพราะว่ามันก็เป็นอะไรที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับรถไฟดนตรีมาตลอด มันซึมซับเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยเพราะว่าคุณพ่อเปิดค่ายตั้งแต่เปิ้ลหน่อยอายุ 2 ขวบ เราเห็นคุณพ่อเริ่มทำมาตั้งแต่นั่งปั๊มปกเองที่บ้าน สมัยก่อนคอนเสิร์ตสาวสาวสาวจะมีโปรยๆฝนๆ ลงมาเหมือนหิมะตก เราก็แม็กกระดาษกันเองที่บ้าน คุณพ่อเป็นคนทำงานด้วยตัวเองทั้งหมดเราเห็นทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับบริษัทน่ะค่ะ”
“แต่ช่วงนี้มันเป็นช่วงสนุกไง อุ๊ย! ไปหาอะไรสนุกสนานที่อื่นก่อน แต่ว่าสุดท้ายแล้วประสบการณ์ที่ได้ทุกอย่างก็จะกลับมาที่นี่อยู่ดี ก็เหมือนช่วงนี้เป็นช่วงร่าเริง” ทายาทรถไฟดนตรีพูดด้วยท่าทางอารมณ์ดี
เป็นเจเนเรชั่นใหม่เข้ามา แน่นอนย่อมจะมีสิ่งใหม่ๆ ตามเข้ามาด้วย
“ถามว่าเปิ้ลหน่อยจะเดินรอยตามคุณพ่อทุกอย่างมั้ยก็...อย่างของคุณพ่อทำไว้ก็เกิน 10 ไปแล้วเราจะกลับเข้ามาให้เกินเขา ให้ได้ดีตามเขาเท่าคุณพ่อเนี่ยคงยากมากๆ แล้วด้วยความที่เราเป็นรุ่นใหม่ที่เข้ามาเราก็คงพยายามดึงสิ่งใหม่ๆ เข้ามา คงพยายามทำให้หลากหลายขึ้น”
“แต่ก็ยังคงหลักของคุณพ่อเอาไว้ในเรื่องการบริหารหรือวิธีการคิดในการดำเนินธุรกิจว่าเราไม่เกินตัวเราทำไปเรื่อยๆเพลงดีเราก็ทำเราก็ออก เราไม่ได้ธุรกิจมากเกิน หลักการทุกอย่างของคุณพ่อก็ยังอยู่ซึ่งตรงนี้คุณพ่อก็พยายามสอนน่ะค่ะว่าควรจะเป็นยังไงการที่จะทำให้บริษัทรันได้ด้วยที่ไม่เสี่ยงมาก”
“แม้ตอนนี้เปิ้ลหน่อยยังไม่ค่อยมีเวลามากให้กับรถไฟดนตรีเต็มที่นะคะ แต่ทุกครั้งที่เขามีประชุมกันเราก็จะได้อ่านรายงานการประชุมด้วย ทุกครั้งที่มีเพลงเข้ามาอาจจะไม่ได้ทุกส่วนเราได้ฟังด้วยอยู่แล้วอันนี้คือสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้นะคะ และอาจจะมีออกความคิดเห็นเรื่องปกเทปเรื่องเพลงบ้างหรือในการทำพีอาร์ก็มีช่วยบ้าง แต่ยังไม่ถึงกับเป็นพนักงานออฟฟิศของที่นี่น่ะค่ะ”
“ส่วนที่บอกว่าจะเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามานี่ก็หวังไว้น่ะค่ะว่าจะเข้ามาได้บ้าง คือด้วยความที่เราเป็นครึ่งหนึ่งของคุณพ่อ คุณพ่อมีลูก 3 คนคือเราทั้ง 3 คนเนี่ยรวมพลังกันแล้วก็ยังไม่ได้คุณพ่ออยู่ดี เราก็เหมือนกับว่าพยายามคิดหาทางใหม่เข้ามาด้วย เพื่อที่ทดแทนตรงนี้ไปน่ะค่ะ”
“ที่เปิ้ลหน่อยมองไว้ก็มีหลายเรื่องค่ะ อย่างเราทำงานที่แฟตเรดิโอด้วย มันก็อาจจะมีเรื่องเพลงเรื่องอะไรที่อาจจะแตกต่างออกไป แต่นี่ก็ยังพูดไม่ได้เต็มปากน่ะค่ะคือเราก็พยายามหามุมมองใหม่ๆ แต่ว่ายังไม่บอกดีกว่าว่าจะมีอินดี้เข้ามาหรือเปล่า แต่เรามีเพลงที่เราชอบเพลงที่เราฟังเราก็อยากผลิตเพลงแบบนั้นขึ้นมาซัพพอร์ทคนที่ไม่มีค่ายไม่มีอะไรอันนี้อยู่แล้วล่ะ”
“แต่ว่าจะได้ทำเยอะแค่ไหนมันอีกเรื่องหนึ่ง เราจะมีเวลาทำตรงนั้นแค่ไหนเพราะว่าตอนนี้รถไฟดนตรีก็ยุ่งอยู่แล้ว ถ้าเราจะมีแนวเพลงอื่นๆเข้ามาก็อาจจะต้องใช้เวลา การที่เปิ้ลหน่อยเข้ามาเรียนรู้สิ่งที่คุณพ่อทำสิ่งที่คุณพ่อเป็นอยู่มันก็ใช้เวลาแล้วไง แล้วก็ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของโอกาสแล้วก็เป็นเรื่องของความระห่ำของเราว่าเราอยากใส่อะไรเข้ามาแล้วล่ะ”
คาดหวังอยากให้ “รถไฟดนตรี” เป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต?
“รถไฟดนตรีมันมีความยูนิคมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่มากตรงที่ว่าเป็นค่ายที่ไม่ค่อยยุ่งกับใคร อยู่ด้วยตัวเองมาตลอดก็อยากให้เป็นแบบนี้แหละค่ะ แต่ว่าก็อยากให้รถไฟดนตรีมีฐานที่กว้างใหญ่ขึ้นอย่างที่บอกว่าเราอยากนำสิ่งใหม่เข้ามาเดินอยู่ในรถไฟดนตรี แต่ก็คงคอนเซ็ปต์เดิมว่าเราทำเพลงที่เราอยากทำเพลงที่เราฟังได้ทำเพลงที่ดีเพลงที่มีคุณภาพ”
“แต่ตอนนี้รถไฟดนตรีก็ถือว่ายังแข็งแรงในแบบของเรา เรามีฐานที่มั่นคง เราไม่ค่อยแกว่งเท่าไหร่แต่อนาคตเราก็พยายามขยายออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้ค่ะ”


