xs
xsm
sm
md
lg

Charlie and the Chocolate Factory ระวัง! ของหวานอาจทำให้ฟันผุ

เผยแพร่:   โดย: ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี


ในฐานะนักเขียนซึ่งเป็นที่รู้จักในสายวรรณกรรมสำหรับเยาวชน โรอัลด์ ดาห์ล ไม่ปิดบังว่า โลกของเด็กนั้นไม่เคยเป็นสีขาวอย่างแท้จริง

หนังสือของดาห์ลที่เขียนออกมาให้เด็กๆ อ่าน มักปนเปื้อนด้วยสิ่งชั่วร้าย และความน่าขยะแขยง (Grotesque) ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงจะโดนโจมตีจากนักวิจารณ์หัวอนุรักษ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าดาห์ลจงใจหล่อหลอมให้เด็กมองโลกในแง่ร้าย และเติบโตขึ้นมาพร้อมพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ

ตรงข้าม การนำเสนอ “สิ่งแปลกปลอม” เหล่านั้น เป็นการบอกเด็กๆ ทางอ้อมว่า ความมืดมีอยู่ในโลกนี้จริงๆ รวมถึงบอกไปยังผู้ใหญ่ด้วยว่า หลายครั้งความเลวร้ายก็ไม่ได้อยู่ไกลตัว หากแต่มาจากตัวผู้ปกครองเอง

ครั้งหนึ่งดาห์ลเคยให้สัมภาษณ์ว่า ศัตรูที่แท้จริงของเด็กๆ ไม่ใช่ใครอื่นเลย นอกจากพ่อแม่และครูของพวกเขา – ผู้ใหญ่มักป้อนความเชื่อที่ตนเองคิดว่าถูกลงไปในหัวของเด็ก โดยลืมที่จะคิดไปว่า เด็กทุกคนควรจะได้คิดเอง อีกทั้งสิ่งที่เรียกกันว่า “อารยธรรม” ก็ไม่ได้หมายถึงความถูกต้องเสมอไป

Charlie and the Chocolate Factory ถูกเขียนขึ้นในปี 1964 มันเป็นงานที่พูดถึงผลร้ายของความเจริญด้านวัตถุโดยตรง เด็กถูกหล่อหลอมด้วยโทรทัศน์ เงินทอง ความพรั่งพร้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้นตอแล้วมาจากผู้ใหญ่ทั้งสิ้น

ดาห์ลพูดถึงประเด็นนี้ในงานแทบทุกชิ้น บางชิ้นเบาบาง และบางครั้งก็เข้มข้น กรณีของ Charlie นั้น คงอยู่ในข่ายหลัง องค์ประกอบที่ระคายหูระคายตาผู้ปกครองถูกโปรยไว้ทั่วหนังสือ แต่ถึงที่สุดแล้ว เรื่องก็ลงเอยอย่างมีความสุข

มันเล่าถึงโรงงานช็อกโกแลตชื่อดังของบุรุษผู้เก็บตัวนาม วิลลี วองกา ที่สูตรในการปรุงของหวานของเขาเลื่องลือไปทั่ว ครั้งหนึ่งวองกาเคยมีพนักงานในความดูแลมากมาย แต่หลังจากโดนขโมยสูตรลับ เขาก็ไม่ไว้ใจใครอีก วองกาจัดการไล่คนงานทุกคนออกและปิดกิจการนับแต่นั้น

แต่แล้ววันหนึ่งก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ช็อกโกแลตของวิลลี วองกาจะออกวางจำหน่ายอีกครั้ง ท่ามกลางความสงสัยใคร่รู้ว่า ในเมื่อไม่มีพนักงานหลงเหลืออยู่แล้ว วองกาสามารถผลิตช็อกโกแลตรสเลิศออกมาอีกได้อย่างไร

ตัวละครเอกจริงๆ ของเรื่องเป็นเด็กน้อยที่ชื่อ ชาร์ลี บักเกต เขาเกิดในครอบครัวยากจน ปีหนึ่งจะมีโอกาสได้กินช็อกโกแลตแค่หนเดียวตอนวันเกิด ถึงฐานะทางบ้านจะไม่ค่อยสู้ดีนัก ดาห์ลกลับแสดงให้เห็นว่า ชาร์ลีไม่ใช่เด็กที่ไม่มีความสุข การมีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้า สำคัญเหนือกว่าการมีทรัพย์สินเป็นร้อยเป็นพันล้าน

จุดผกผันของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ วิลลี วองกาประกาศว่า จะมีเด็กผู้โชคดีจำนวน 5 คนที่จะได้เข้ามาเยี่ยมชมโรงงานของเขา กติกาคือจะเป็น 1 ใน 5 นั้นได้ก็ต่อเมื่อ ซื้อช็อกโกแลตแล้วพบตั๋วทองคำซึ่งซ่อนอยู่

ชาร์ลีเกือบจะมีหมดหวังไปแล้วในทุกกรณี แต่โชคก็ยังเข้าข้างเขา เด็กน้อยได้เป็นแขกพิเศษของวิลลี วองกา และได้รับรางวัลใหญ่เป็นการตอบแทนในตอนจบ

ถึงจะรู้สึกว่า ผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน เป็นคนที่เหมาะจะเอางานของโรอัลด์ ดาห์ล มาทำเป็นหนังมากที่สุด แต่ Charlie ก็เพิ่งเป็นเรื่องแรกที่เบอร์ตันหยิบเอามาทำ (ผมไม่ได้นับรวม James and the Giant Peach ซึ่งเบอร์ตันอยู่ในตำแหน่งโปรดิวเซอร์)

เบอร์ตันไม่ได้เหมาะเพราะเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบงานสร้าง ที่สามารถหนุนเนื่องโลกบิดๆ เบี้ยวๆ ของดาห์ลให้ออกมาอย่างสมบูรณ์เพียงอย่างเดียว แต่นักดูหนังคงทราบกันดีว่า เบอร์ตันเองก็ไม่เคยมองโลกจินตนาการในแง่สวยงาม แต่เข้าข่ายมองอะไรในแง่ร้าย คล้ายๆ กับดาห์ล

ด้วยโจทย์ที่ไม่ยากเกินความสามารถ หนังเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ออกมาได้ดีสมราคา หนังโดดเด่นด้วยงานสร้าง (โดย อเล็กซ์ แม็กดาว์ล) และสีสันจัดจ้านของนักแสดงนำอย่าง จอห์นนี เดปป์ ในบท วิลลี วองกา

บทหนังของ จอห์น ออกัสต์ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากมายนักจากต้นฉบับเดิม ประเด็นการเสียดสีบางอย่างอาจดูพ้นยุคไปเสียแล้ว (เพราะผ่านมาเกือบ 40 ปี) แต่ออกัสต์ก็ปรับให้มันดูร่วมสมัยมากที่สุด โลกในหนังก็ดูไร้กาลเวลาในตัวของมันเอง

เด็ก 4 คนที่เหลือนอกเหนือจากชาร์ลี ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมโรงงานของวองกา ก็มีตั้งแต่เด็กอ้วนจอมตะกละจากเยอรมัน, สาวน้อยผู้ดีที่ถูกพ่อตามใจ, เด็กชายบ้าทีวีและนิยมความรุนแรง และเด็กหญิงที่ชอบเอาชนะ

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเด็กไม่ได้นิสัยแย่ด้วยตัวของพวกเขาเอง หากแต่มาจากการยุยงส่งเสริม (ไปจนถึงขั้นเยินยอสนับสนุน) แบบผิดๆ จากผู้ปกครอง

ชาร์ลีได้รับรางวัลใหญ่ไปในท้ายที่สุด อาจเพราะเขาเป็นเด็กที่นิสัยดีที่สุด แต่วิลลี วองกายังรู้สึกสะดุดกับชาร์ลีตรงที่เด็กน้อยทำให้เขาหวนรำลึกถึงความหลังที่เขาหลงลืมไปหมดแล้ว

ในวัยเด็ก วองกาเองก็ถูกพ่อทำร้ายมาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นลูกทันตแพทย์ เด็กชายวิลลี วองกาจึงถูกห้ามกินของหวานทุกชนิด เพราะพ่อกลัวว่าฟันจะผุ แต่โดยไม่ทันเอะใจ ดร.วองกาทะนุถนอมรากฟันของลูกชาย โดยลืมที่จะปกป้องจิตใจอันเปราะบางของเด็กน้อย ท้ายที่สุดวิลลี วองกาจึงเตลิดหนีออกจากบ้าน และกลายเป็นคนเก็บตัวเงียบไม่สุงสิงกับใครอีก

เบอร์ตันตอกย้ำประเด็นของดาห์ลในตอนท้ายเรื่องอย่างหนักแน่นว่า ท้ายที่สุดแล้วทางแก้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การหยิบยื่นวัตถุให้แก่กัน แต่ความรักและความอบอุ่นต่างหากที่ทำให้เด็กมีความสุข

Charlie and the Chocolate Factory เป็นหนังที่มอบความรู้สึกที่ดีมหาศาลไม่เว้นแม้กับผู้ชมที่เลยวัยเด็กมานานแล้ว และนับเป็นงานที่เบอร์ตันแสดงให้เห็นว่า เขามองโลกในแง่ดีขึ้นมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนตัวละครเอกในหนังของเขา ไม่มีวันได้นั่งโต๊ะร่วมรับประทานอาหารอย่างอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตาในตอนจบอย่างนี้

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสายตาของผมคือ ดนตรีประกอบฝีมือของ แดนนี เอลฟ์แมน การเรียบเรียงดนตรีสังเคราะห์เข้ากับวงออเคสตร้านั้นเชื่อฝีมือได้อยู่แล้ว แต่ที่น่าอัศจรรย์เห็นจะหนีไม่พ้นการนำเอาเนื้อร้องเปล่าๆ ของโรอัลด์ ดาห์ลมาใส่ทำนองได้อย่างเหมาะเจาะน่ารัก

เพลงที่พวกอุมปา-ลุมปาร้องเพื่อทำการเทศนาเด็กๆ นั้น วิธีการอาจจะดูเชยๆ นะครับ แต่แดนนี เอลฟ์แมนทำออกมาไม่เชยเลยแม้แต่นิดเดียว