ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวที่น่าสนใจในความคิดของผู้เขียนอยู่ 2 ข่าว
ข่าวแรกเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น มีรายงานว่าเดี๋ยวนี้มีวัยรุ่นญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากที่วันๆ เอาแต่ทำตัวไร้สาระ เล่มเกมส์ ซื้อโทรศัพท์ ตามกรี๊ดนักร้อง สนใจแต่เรื่องของแฟชั่นการแต่งตัว ทำสีผม โดยไม่สนใจที่จะทำงานหรือว่าเรียนหนังสือแต่อย่างไร
โดยเฉพาะในย่านดังๆ อย่าง "ฮาราจูกุ"
ไม่ใช่เป็นแค่ "กระแส" หรือเป็นพฤติกรรมช่วงหนึ่งของ "วัย" เท่านั้น เนื่องจากในความคิดของวัยรุ่นเหล่านี้พวกเขาไม่ต้องการที่เรียนหรือต้องการที่จะออกทำงานไปเลยตลอดชีวิต เพราะไม่รู้ว่าจะต้องลำบากกับสิ่งที่ว่าไปทำไมในเมื่อมีพ่อแม่สามารถที่จะหาเลี้ยงพวกเขาไปได้ตลอด (แม้หลายคนจะมีความหวาดหวั่นอยู่บ้างว่าถ้าพ่อแม่ไม่เลี้ยงแล้วจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้)
เรื่องนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายกำลังเร่งแก้ไขอยู่ เพราะนั่นหมายถึงว่าในอนาคตประเทศญี่ปุ่นจะต้องขาดแคลนคนรุ่นใหม่ที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักในการบริหารประเทศทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการคาดว่าเมื่อถึงปี 2020 นั้นจะมีชาวญี่ปุ่นที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปถึง 1 ใน 4 ของประเทศเลยทีเดียว
นอกจากนี้ก็ยังมีการคาดการณ์กันด้วยว่า เหล่าบรรดาคนญี่ปุ่นในวัยทำงานซึ่งเป็นรุ่นที่ต่อสู้มากับความยากลำบากจนทำให้ประเทศมีการพัฒนามาจนถึงวันนี้อาจจะต้องทนทำงานกันต่อไปเพราะไม่มีตัวแทนที่เป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมา
คงไม่ต้องบอกว่าปัญหาที่เป็นเช่นนี้ที่ญี่ปุ่นเกิดขึ้นเพราะสาเหตุจากอะไร?
อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่บ้านเรานี่เอง และก็เกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่นเหมือนกันซึ่งแม้จะไม่หวือหวาเท่ากับที่ประเทศญี่ปุ่นทว่าก็น่าสนใจ
เป็นข่าวจากการจัดงานสัมนาของทางคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาและติดตามการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ซึ่งจากการเปิดเผยของนพ.สุริยเดว ทรีปาตี หัวหน้าคลีนิคเพื่อนวัยทีน เกี่ยวกับปัญหาในการบริโภคสื่อของวัยรุ่นไทยนั้นพบว่ากำลังอยู่ในช่วง "วิกฤต"
เฉพาะอย่างยิ่งในสื่อโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตและไปเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น โดยจากข้อมูลของโรงพยาบาลพบว่าปัจจุบันมีเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 15 ปี ไปคลอดบุตรเพิ่มขึ้นปีต่อปี รวมถึงปัญหาเรื่องโรคเอดส์ที่ปัจจุบันเกือบร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ป่วยนั้นเป็นเด็กวัยรุ่นและเป็นผลพวงมาจากอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นคือบรรดา นักร้อง ดารา พิธีกร กันทั้งนั้น
เป็นเรื่องและเป็นปัญหาที่ดูจะซ้ำๆ ซากๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่หลายคนรู้ๆ กันอยู่ ทว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่ปัญหาเหล่านี้ก็มีอยู่ให้เห็นและเกิดขึ้นตลอดเวลา (ขอยืนยันว่าไม่ใช่กับวัยรุ่นทุกคนแต่เป็นบางส่วน)
เรื่องในทำนองนี้ขอบอกกันตรงๆ ว่าไม่อยากหยิบยกขึ้นมาพูดมาคุยแลกเปลี่ยนหรือว่ายกเป็นตัวอย่าง เป็นอุทธาหรณ์กันสักเท่าไหร่ ประการแรกก็เพราะรู้สึกว่าทุกครั้งที่เอาขึ้นมาพูดทีไร ดูเหมือนว่าสิ่งหนึ่งที่จะสะท้อนกลับมาให้เห็นให้ได้ยินกันอยู่เป็นประจำสำหรับบรรดาขาโจ๋เหล่านี้(รวมทั้งพวกที่ชอบคิดแทน) ว่า ข้ามีความคิด ข้าไม่โง่ พร้อมด้วยการตอบโต้แบบแรงๆ ชนิดที่บางทีก็รู้สึกขยาด
ยิ่งถ้ามีการเอาเรื่องของการรณรงค์ ข้อบังคับ กฏระเบียบ เช่น ห้ามคนอายุเท่านั้นทำอย่างนี้ อายุเท่านี้ห้ามเที่ยวที่แบบนั้นเกินเวลาเท่านี้ เด็กอายุขนาดนี้ไม่ควรจะแต่งตัวโป๊เกินเท่านั้นและอีกจิปาถะเข้ามาด้วยแล้ว เชื่อเถอะว่าใครที่คิดเรื่องแบบนี้ออกมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยนั้นจะกลายเป็นเผด็จการ และจะกลายพันธุ์จากคนเป็นไดโนเสาร์เป็นเต่าไปในทันที ไม่ค้านว่ากับบางเรื่องนั้นมันไม่เข้าท่าจริงๆ แต่ที่อยากจะบอกก็คือไม่อยากให้คิดว่าทุกเรื่องที่ผู้ใหญ่คิดแล้วมีคำว่า "ห้าม" เข้ามานั้นมันจะเลวร้ายไปทั้งหมด
เห็นด้วยเป็นที่สุดที่บอกว่าเด็กทุกเพศทุกวัยทุกคนต่างก็ไม่ใช่คนโง่และก็เชื่อครับว่าทุกคนต่างก็มีความคิดเป็นของตนเอง เพราะต่อให้เด็กขนาดไหน จะ 1 ขวบ 2 ขวบ 8 ขวบ 10 ขวบ หรือว่าจะ 18 ทุกคนต่างก็คิดและมีความรู้สึกกันได้ทั้งนั้น
เพียงแต่ไม่เคยคิดกันบ้างหรือไงว่าผู้ใหญ่ที่เขาฉลาดกกว่าก็มีเยอะ
โดยเฉพาะพวกที่ทำมาหากินกับพวกเรา
ถึงตรงนี้ก็เลยมาถึงเผตุผลที่สองที่ว่าไม่อยากจะพูดถึงปัญหาสังคมที่เกิดจากวัยรุ่นทั้งหลายที่เป็นอยู่ เหตุก็เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นการโยนบาป โยนขี้ให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไรพิกล
ทั้งๆ ที่(ปัญหา)ทั้งหมดนี้น่ะ ผลิตผลจาก(ความเห็นแก่ได้)ของผู้ใหญ่กันทั้งนั้นเลยครับ
**********
หมายเหตุ : สืบเนื่องจากงานเขียนครั้งที่แล้ว "เฒ่าเย็น กับ อั้ม พัชราภา" ผู้เขียนได้เขียนไปในทำนองที่ว่า "ปู่เย็นเป็นคนเห็นแก่ตัว" นั้น ในความเป็นจริงแล้วผู้เขียนขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาที่จะให้หมายความของข้อความเป็นไปตามความหมายของคำที่ปรากฏออกมาแต่อย่างไร หากแต่เป็นความผิดพลาดของการเลือกใช้คำดังกล่าวซึ่งผู้เขียนเองต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ข่าวแรกเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น มีรายงานว่าเดี๋ยวนี้มีวัยรุ่นญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากที่วันๆ เอาแต่ทำตัวไร้สาระ เล่มเกมส์ ซื้อโทรศัพท์ ตามกรี๊ดนักร้อง สนใจแต่เรื่องของแฟชั่นการแต่งตัว ทำสีผม โดยไม่สนใจที่จะทำงานหรือว่าเรียนหนังสือแต่อย่างไร
โดยเฉพาะในย่านดังๆ อย่าง "ฮาราจูกุ"
ไม่ใช่เป็นแค่ "กระแส" หรือเป็นพฤติกรรมช่วงหนึ่งของ "วัย" เท่านั้น เนื่องจากในความคิดของวัยรุ่นเหล่านี้พวกเขาไม่ต้องการที่เรียนหรือต้องการที่จะออกทำงานไปเลยตลอดชีวิต เพราะไม่รู้ว่าจะต้องลำบากกับสิ่งที่ว่าไปทำไมในเมื่อมีพ่อแม่สามารถที่จะหาเลี้ยงพวกเขาไปได้ตลอด (แม้หลายคนจะมีความหวาดหวั่นอยู่บ้างว่าถ้าพ่อแม่ไม่เลี้ยงแล้วจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้)
เรื่องนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายกำลังเร่งแก้ไขอยู่ เพราะนั่นหมายถึงว่าในอนาคตประเทศญี่ปุ่นจะต้องขาดแคลนคนรุ่นใหม่ที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักในการบริหารประเทศทั้งเรื่องของเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการคาดว่าเมื่อถึงปี 2020 นั้นจะมีชาวญี่ปุ่นที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปถึง 1 ใน 4 ของประเทศเลยทีเดียว
นอกจากนี้ก็ยังมีการคาดการณ์กันด้วยว่า เหล่าบรรดาคนญี่ปุ่นในวัยทำงานซึ่งเป็นรุ่นที่ต่อสู้มากับความยากลำบากจนทำให้ประเทศมีการพัฒนามาจนถึงวันนี้อาจจะต้องทนทำงานกันต่อไปเพราะไม่มีตัวแทนที่เป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมา
คงไม่ต้องบอกว่าปัญหาที่เป็นเช่นนี้ที่ญี่ปุ่นเกิดขึ้นเพราะสาเหตุจากอะไร?
อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นที่บ้านเรานี่เอง และก็เกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่นเหมือนกันซึ่งแม้จะไม่หวือหวาเท่ากับที่ประเทศญี่ปุ่นทว่าก็น่าสนใจ
เป็นข่าวจากการจัดงานสัมนาของทางคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาและติดตามการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ซึ่งจากการเปิดเผยของนพ.สุริยเดว ทรีปาตี หัวหน้าคลีนิคเพื่อนวัยทีน เกี่ยวกับปัญหาในการบริโภคสื่อของวัยรุ่นไทยนั้นพบว่ากำลังอยู่ในช่วง "วิกฤต"
เฉพาะอย่างยิ่งในสื่อโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตและไปเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น โดยจากข้อมูลของโรงพยาบาลพบว่าปัจจุบันมีเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 15 ปี ไปคลอดบุตรเพิ่มขึ้นปีต่อปี รวมถึงปัญหาเรื่องโรคเอดส์ที่ปัจจุบันเกือบร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ป่วยนั้นเป็นเด็กวัยรุ่นและเป็นผลพวงมาจากอิทธิพลต่อพฤติกรรมของวัยรุ่นคือบรรดา นักร้อง ดารา พิธีกร กันทั้งนั้น
เป็นเรื่องและเป็นปัญหาที่ดูจะซ้ำๆ ซากๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่หลายคนรู้ๆ กันอยู่ ทว่าไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่ปัญหาเหล่านี้ก็มีอยู่ให้เห็นและเกิดขึ้นตลอดเวลา (ขอยืนยันว่าไม่ใช่กับวัยรุ่นทุกคนแต่เป็นบางส่วน)
เรื่องในทำนองนี้ขอบอกกันตรงๆ ว่าไม่อยากหยิบยกขึ้นมาพูดมาคุยแลกเปลี่ยนหรือว่ายกเป็นตัวอย่าง เป็นอุทธาหรณ์กันสักเท่าไหร่ ประการแรกก็เพราะรู้สึกว่าทุกครั้งที่เอาขึ้นมาพูดทีไร ดูเหมือนว่าสิ่งหนึ่งที่จะสะท้อนกลับมาให้เห็นให้ได้ยินกันอยู่เป็นประจำสำหรับบรรดาขาโจ๋เหล่านี้(รวมทั้งพวกที่ชอบคิดแทน) ว่า ข้ามีความคิด ข้าไม่โง่ พร้อมด้วยการตอบโต้แบบแรงๆ ชนิดที่บางทีก็รู้สึกขยาด
ยิ่งถ้ามีการเอาเรื่องของการรณรงค์ ข้อบังคับ กฏระเบียบ เช่น ห้ามคนอายุเท่านั้นทำอย่างนี้ อายุเท่านี้ห้ามเที่ยวที่แบบนั้นเกินเวลาเท่านี้ เด็กอายุขนาดนี้ไม่ควรจะแต่งตัวโป๊เกินเท่านั้นและอีกจิปาถะเข้ามาด้วยแล้ว เชื่อเถอะว่าใครที่คิดเรื่องแบบนี้ออกมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยนั้นจะกลายเป็นเผด็จการ และจะกลายพันธุ์จากคนเป็นไดโนเสาร์เป็นเต่าไปในทันที ไม่ค้านว่ากับบางเรื่องนั้นมันไม่เข้าท่าจริงๆ แต่ที่อยากจะบอกก็คือไม่อยากให้คิดว่าทุกเรื่องที่ผู้ใหญ่คิดแล้วมีคำว่า "ห้าม" เข้ามานั้นมันจะเลวร้ายไปทั้งหมด
เห็นด้วยเป็นที่สุดที่บอกว่าเด็กทุกเพศทุกวัยทุกคนต่างก็ไม่ใช่คนโง่และก็เชื่อครับว่าทุกคนต่างก็มีความคิดเป็นของตนเอง เพราะต่อให้เด็กขนาดไหน จะ 1 ขวบ 2 ขวบ 8 ขวบ 10 ขวบ หรือว่าจะ 18 ทุกคนต่างก็คิดและมีความรู้สึกกันได้ทั้งนั้น
เพียงแต่ไม่เคยคิดกันบ้างหรือไงว่าผู้ใหญ่ที่เขาฉลาดกกว่าก็มีเยอะ
โดยเฉพาะพวกที่ทำมาหากินกับพวกเรา
ถึงตรงนี้ก็เลยมาถึงเผตุผลที่สองที่ว่าไม่อยากจะพูดถึงปัญหาสังคมที่เกิดจากวัยรุ่นทั้งหลายที่เป็นอยู่ เหตุก็เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นการโยนบาป โยนขี้ให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไรพิกล
ทั้งๆ ที่(ปัญหา)ทั้งหมดนี้น่ะ ผลิตผลจาก(ความเห็นแก่ได้)ของผู้ใหญ่กันทั้งนั้นเลยครับ
**********
หมายเหตุ : สืบเนื่องจากงานเขียนครั้งที่แล้ว "เฒ่าเย็น กับ อั้ม พัชราภา" ผู้เขียนได้เขียนไปในทำนองที่ว่า "ปู่เย็นเป็นคนเห็นแก่ตัว" นั้น ในความเป็นจริงแล้วผู้เขียนขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาที่จะให้หมายความของข้อความเป็นไปตามความหมายของคำที่ปรากฏออกมาแต่อย่างไร หากแต่เป็นความผิดพลาดของการเลือกใช้คำดังกล่าวซึ่งผู้เขียนเองต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย


