xs
xsm
sm
md
lg

THE AVIATOR : ฉันจะบิน

เผยแพร่:   โดย: ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี


นับถึงตอนนี้ The Aviator คงจะกลายเป็นหนึ่งในหนังที่ได้รับคำชมมากที่สุดของปีที่ผ่านพ้น นอกจากจะได้รับนิ้วโป้งจากทั้งนักวิจารณ์และคนดูอย่างค่อนข้างเป็นเอกฉันท์แล้ว หนังยังได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 6 สาขา รวมถึงถูกการคาดการณ์ว่า คงจะไปแลนดิ้งด้วยการเป็น 1 ใน 5 เรื่องสุดท้ายของภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

แม้ความยาวของมันโดยรวมแล้วจะกินเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ก็ทำ The Aviator ออกมาได้กระชับ ย่นย่อ ในขณะเดียวกันก็ได้ใจความค่อนข้างสมบูรณ์ ว่ากันตามตรงคือ นับจาก Kundun ในปี 1997 แล้ว นี่เป็นงานที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเขา

สร้างจากบทของ จอห์น โลแกน ซึ่งอิงชีวประวัติมหาเศรษฐีผู้บ้าบิ่นที่สุดคนหนึ่งเท่าที่อเมริกาเคยมีมา โฮเวิร์ด ฮิวจ์ส เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เป็นวิศวกรผู้ออกแบบเครื่องบิน เป็นเจ้าของสายการบิน และนักธุรกิจบ่อน้ำมันดิบที่สร้างรายได้มหาศาล - - เป็นอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่า คนในวัย 30 ต้นๆ จะเป็นได้

การวางโครงเรื่องของโลแกนและการถ่ายทอดโดยสกอร์เซซีนั้น ไม่ได้ทำให้เห็น “ทุกรูขุมขน” ของความเป็นฮิวจ์สก็จริงอยู่ และหลายครั้งอาจจะชวนให้รู้สึกว่า ผู้กำกับและคนเขียนบทออกจะเห็นใจตัวละครมากเกินไป แต่ภาพรวมก็กลับไม่ได้ออกมาลำเอียงขนาดนั้น

ฮิวจ์สมีทั้งด้านที่น่ายกย่องชื่นชม พร้อมๆ กับที่เขาก็มีด้านมืดที่หม่นหมอง หนังเลือกที่จะไม่เผยแง่หลังนั้นอย่างรุนแรง แต่เพิ่มความเห็นอกเห็นใจเข้าไปในระดับพอดีๆ ทำให้ตัวละครที่ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอแสดงอย่างสุดความสามารถนั้น - เข้าไปนั่งในใจของคนดูมากกว่าที่จะถูกสาปส่ง

ภาพแรกของหนังเป็นฉากวัยเด็กสั้นๆ ของฮิวจ์สที่ยืนอยู่ในอ่างอาบน้ำรอแม่มาถูสบู่ให้ สบู่ที่แม่นำมาเป็นชนิดพิเศษที่ใช้ฆ่าเชื้อโดยเฉพาะ เด็กน้อยถูกถามให้สะกดคำว่า Quarantine (ซึ่งแปลว่า กักกันเชื้อโรค) โดยสกอร์เซซีไม่ได้ขยายความว่า มันสำคัญต่อเรื่องราวอย่างไร จนกระทั่งหนังได้ดำเนินผ่านครึ่งเรื่องไปแล้ว คนดูก็ซึบซับได้เอง

ในวัยเพียง 20 ต้นๆ ฮิวจ์สกลายเป็นคนทำหนังที่ยอมทุ่มทุกอย่าง - เพราะร่ำรวยมาจากธุรกิจน้ำมันของครอบครัว การลงทุนไปกับโปรเจกต์ Hell’s Angel อย่างมุทะลุนั้นเป็นที่หัวเราะเยาะของคนทั่วไป (เขาใช้กล้อง 26 ตัวในการถ่ายทำเพียงฉากเดียว) แต่แค่ช่วงซีเควนซ์สั้นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าฮิวจ์สหมกมุ่นกับหนังของเขามากขนาดไหน - เท่านั้นก็ชัดเจนแล้วว่า เขาเป็นคนอย่างไร

ฮิวจ์สเคยกล่าวยอมรับว่า เขาเป็นมนุษย์ประเภทที่นิยมความสมบูรณ์แบบ และทนไม่ได้หากเห็นอะไรเป็นได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ ทั้งๆ ที่มันสามารถพูนพร้อมกว่านั้น “ฉะนั้นถ้างานของผมเกิดความผิดพลาด ก็รู้ไว้เถอะว่า มันไม่ได้เกินขึ้นจากคำว่า “ทำไม่พอ” แต่มันจะมาจากการ “ทำเยอะไป” เท่านั้น”

การ “ทำเยอะไป” อย่างที่ฮิวจ์สบอก ไม่เพียงแต่ส่งผลร้ายกับตัวเขาเอง แต่เขาทราบดีว่ามันจะกัดกินคนรอบข้างของเขาให้เจ็บไปด้วย

น้ำหนักในช่วงกลางเรื่องถูกถ่ายเทไปยังความสัมพันธ์อันร้อนแรงระหว่างฮิวจ์สและ เคเธอรีน เฮปเบิร์น (เคต แบลงเชตต์ กับการแสดงที่น่าอัศจรรย์ใจมาก) จากปากคำของซูเปอร์สตาร์สาว เธอเชื่อว่าความรักนั้นก่อเกิด เพราะเขาและเธอเป็นคนแบบเดียวกัน

ไม่ใช่แค่ความกล้าหาญที่มีมากกว่าคนปกติทั่วๆ ไปเพียงอย่างเดียว แต่การคบหากันโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ยังทำให้ความสัมพันธ์เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะดำเนินไปอย่างราบรื่น

ถัดจากเฮปเบิร์นแล้ว ฮิวจ์สยังมีผู้หญิงอีกหลายคนเข้ามาในชีวิต หนังเลือกที่จะเล่าเพียงแค่ 2 คนเพื่อแสดงผลลัพธ์ว่า ฮิวจ์สเป็นคนที่ต้องการความรักขนาดไหน แต่เขาก็จัดการกับมันไม่เป็น เขาจ้าง เฟธ โดเมิร์ก สาวรุ่นคนหนึ่งมาเป็นเมียเก็บ ปรนเปรอหลอกล่อด้วยทรัพย์สมบัติอันล้นฟ้า พาออกงานไม่ต่างจากการนำสุนัขไปเดินเล่น

แต่วิธีการแบบเดียวกันนั้นก็ใช้กับ เอวา การ์ดเนอร์ (เคต เบกคินเซล) หญิงสาวอีกคนที่เขาหลงรักไม่ได้ ก่อนที่จะได้เรียนรู้อย่างจริงๆ จังๆ ว่า เงินอันมหาศาลไม่สามารถซื้อหาอะไรได้ทุกอย่าง

ช่วงท้ายเป็นการเล่าถึงชีวิตที่เขม็งเกลียวที่สุดของฮิวจ์ส เขาทนทรมานด้วยโรคจิตเภทประเภทหนึ่งที่หวั่นกลัวเชื้อโรคเข้ามาใกล้ ฮิวจ์สเริ่มไม่ไว้ใจใคร นอกจากตัวเอง ในขณะเดียวกับที่การทดลองสร้างเครื่องบินสอดแนมให้กับกองทัพ ประสพความล้มเหลว ชีวิตตกต่ำย่ำแย่จนเสียศูนย์ไปช่วงหนึ่ง

มาร์ติน สกอร์เซซี ยังคงเป็นผู้กำกับที่ช่ำชองงานเทคนิคแบบเหลือล้น ทักษะการเล่าเรื่องถูกงัดออกมาใช้อย่างสนุกสนาน ทีมเวิร์คของเขาอย่าง โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน ผู้กำกับภาพ และ เธลมา ชูนเมกเกอร์ ผู้ลำดับภาพ ทำงานเข้ากันอย่างสอดคล้อง

เอกลักษณ์อย่างการขับเน้นรายละเอียดบางประการให้ดูใหญ่โตเกินจริง - แบบที่สกอร์เซซีเป็น ยังสามารถพบเห็นได้ในหนังเรื่องนี้ หลอดไฟถ่ายภาพนั้นถูกทำให้สว่างจ้า พร้อมๆ กับเสียงไฟพรึ่บก้องดังกว่าที่เรารับรู้กัน ตัดรับกับใบหน้าของฮิวจ์สที่พยายามเอามือปิดบังหรือหลับตาทุกครั้งที่ถูกจับภาพ ทำให้เขากลายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจน

ช่วงเวลาที่น่าจดจำหลายฉาก สกอร์เซซีปรับสีออกมาให้คล้ายกับสีย้อมในหนังยุคโบราณ ทั้งฉากที่ฮิวจ์สร่วมเล่นกอล์ฟกับเฮปเบิร์นครั้งแรก หรือฉากที่เขาสามารถขับเครื่องบินทำลายสถิติได้ - เหล่านี้ออกมางดงามราวกับว่าอยู่ในความฝัน

โฮเวิร์ด ฮิวจ์ส เป็นตัวละครที่น่าสงสารคล้ายกับตัวละครในหนังหลายๆ เรื่องของสกอร์เซซี โดยรวมแล้วงานของเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่เดิมๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป ตัวละครหลักพยายามไถ่ถอนบาปบางอย่างในใจตัวเอง ทว่าชัยชนะที่แท้จริงก็ไม่เคยเกิดขึ้น มีแต่การต้องยอมรับที่จะอยู่กับมันเท่านั้น

The Aviator ไม่ใช่งานมาสเตอร์พีซของมาร์ติน สกอร์เซซี แต่ก็เป็นงานที่ออกมาสมราคา ในฐานะที่เขาเองก็เป็นคนทำหนังระดับตำนานคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

อย่างที่ผมได้บอกไปว่า การเห็นอกเห็นใจฮิวจ์สมากเกินไป ทำให้ The Aviator ไม่หนักหนาเท่าที่มันสามารถจะเป็นได้ คิดอีกแง่หนึ่งก็เดาว่า คงเป็นความจงใจของสกอร์เซซีเองที่ให้มันออกมาแบบนั้น เขาถึงได้ตั้งชื่อหนังว่า The Aviator

คำว่า นักบิน นั้นให้ความหมายในแง่บวก ฟังดูยิ่งใหญ่ การลอยละลิ่วอยู่บนฟ้าผิดวิสัยมนุษย์นั้นมันมหัศจรรย์ก็จริงอยู่ แต่หนังเรื่องนี้บอกให้รู้อีกว่า การอยู่ที่สูงเพียงลำพังนั้น มันทั้งเคว้งคว้างและเปลี่ยวเหงาเหลือเกิน