เดินทางมาถึงจุดสุดท้ายกันในสัปดาห์นี้แล้วสำหรับการประกวด "The Star ค้นฟ้าคว้าดาว โครงการ 2" ถึงตอนนี้ก็เหลือเพียงผู้ท้าชิงเพียงสองเท่านั้นระหว่างคือ “นิค - รณวีร์ เสรีรัตน์" หนุ่มอีสานจังหวัดมหาสารคาม กับ “เอ็ม - อรรถพล ประกอบของ" จากเมืองเหนือจังหวัดเชียงใหม่
แม้จะมีพื้นเพมาจากคนละภาคแต่ทั้งสองก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกันมากในแง่ของประสบการณ์การร้องเพลง โดยนิคเคยออกอัลบั้มใต้ดินในจังหวัดและเคยตระเวนร้องเพลงไปตามผับต่างๆ ในภาคอีสานมาแล้วส่วนเอ็มก็ไม่น้อยหน้าเพราะสั่งสมประสบการณ์จากการเป็นนักร้องในผับชื่อดังแห่งหนึ่งของเชียงใหม่มาหลายปี
ฝ่ายหลังอาจจะมีชั่วโมงบินสูงกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เปรียบมากมายอะไร เพราะการประกวดเวทีนี้ แพ้ชนะอยู่ที่การโหวตของประชาชน และจากรอบที่ผ่านๆ มาก็ชัดเจนแล้วว่า แค่เสียงเจ๋งๆ อย่างเดียวไม่พอ
จากนี้ไปคือบทสัมภาษณ์ของทั้งคู่ที่แม้จะไม่มีคะแนนให้ แต่อย่างน้อยๆ ก็พอจะบอกได้ว่าใครปากหวานกว่ากัน....?
เริ่มกันที่หนุ่มนิค
พูดถึงตัวเองหน่อย..
“ผมร้องเพลงเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเพราะคุณพ่อเป็นนักดนตรีร้องเพลงอยู่โรงแรมในจังหวัดมหาสารคาม เวลาคุณพ่อไปเล่นดนตรีตามงานสังคมเค้าก็จะขอให้ผมร้องเพลงที่เป็นเพลงวัยรุ่นให้เค้า เพราะเค้าร้องไม่ได้ ผมก็เลยร้องมาตั้งแต่ป.3 - ป.4 โตมาหน่อยคุณพ่อก็สอนเล่นดนตรี กลอง เบส กีต้าร์ คีย์บอร์ด เล่นเป็นหมดเลย”
“พอเข้ามัธยมก็เล่นดนตรีกับเพื่อนๆ เคยประกวดอยู่ในจังหวัดประมาณสองรายการปรากฎว่าได้ที่ 3 กับที่ 4 มา จากนั้นก็รู้จักกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ทำห้องซ้อม เค้าก็เลยทำอัลบั้มใต้ดินให้โดยมีครีมเนเชอรัลเป็นสปอนเซอร์ให้ ไม่ใช่ว่าดังอะไรหรอกครับ เราไปวิ่งหาสปอนเซอร์กันเอง(หัวเราะ) ก็ร้องเพลงอยู่ในภาคอีสานนั่นแหละครับ พี่เค้าพาไปทัวร์ตามผับศรีษะเกษ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น กาฬสินธ์”
“ก็ถือว่าค่อนข้างมีประสบการณ์ แต่ตอนนั้นผมตีกลองแล้วก็ร้องเพลงไปด้วย ไม่เคยที่จะต้องมาถือไมค์ยืนร้องข้างหน้าเวที พอไม่มีอะไรบังมันก็รู้สึกแปลกๆ ตอนร้องไม่รู้จะเอามือเอาไม้ไปวางไว้ตรงไหน ก็จะกำหมัดตลอดเวลา”
“เทปแรกผมร้องเพลงเล่นของสูง มือจะกำหมัดตลอด ผู้ใหญ่เค้าก็จะติว่าทำอะไรน่ะ แล้วเค้าก็จะสอนแอ็กติ้ง ผมก็จะครับ ๆๆๆ แต่พอร้องเทปสองก็เป็นอีก(หัวเราะ) คือมันกำหนดไม่ได้ ทุกวันนี้ก็เป็นอยู่แต่ก็ลดๆ ลงมาบ้าง ยังไงซะก็ขาดไม่ได้เดี๋ยวไม่เป็นตัวของตัวเอง”
คิดไหมว่าจะเข้าถึงรอบสุดท้าย…
“ผมคิดว่าจะตกรอบตั้งแต่ตอนที่ใบเตยหลุดไปแล้ว ตอนนั้นเรายืนกันอยู่สองคนสุดท้าย ผมก็คิดว่าใบเตยต้องได้แน่ ๆ เพราะเค้าร้องเพลงได้ดีมาก แต่พอประกาศออกมาว่าผมเข้ารอบ มันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง ก็ดีใจนะแต่มันก็เสียใจด้วย”
“ผมว่าการประกวด The Star ไม่ใช่การประกวดร้องเพลง แต่เป็นการประกวดหานักร้องคนใหม่ มันจะต้องมีหลาย ๆ อย่างประกอบกันทั้งเรื่องเสียงและอื่น ๆ อย่างเวลาร้องจะก้มหน้าก็ไม่ได้ต้องเข้าถึงคนดู แต่ผมก็ยังทำไม่ค่อยได้ นี่ก็พยายามมาหลายอาทิตย์แล้ว ผมก็ยังไม่กล้ามองหน้าคนอื่น ตอนนี้ก็จะปรับปรุงให้ดีขึ้นครับ”
เคล็ดลับพิชิตใจประชาชน…
“เคล็ดลับของผมก็คงจะเป็นความอ้วนมั๊งครับ ถ้าผอมคนคงจำผมไม่ได้ อย่างเอ็มเค้าก็หน้าตาดีกว่า แต่ผมจะออกแนวตลก ๆ อารมณ์ดี เมื่อก่อนก็เคยคิดว่าอ้วนเป็นปมด้อย แต่ตอนนี้ภูมิใจที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่อยากอ้วนไปกว่านี้แล้ว“
“ส่วนเรื่องหน้าที่หลาย ๆ คนบอกว่าผมไม่หล่อ ตรงนี้ผมไม่ได้มองหรือรู้สึกกังวลใจเรื่องหน้าตา แต่ละคนก็มีสไตล์ของตัวเอง อย่างพีทเค้าก็หน้าตาดีหุ่นดี เอ็มก็ออกไปทางฝรั่ง ผมก็ออกไปทางญี่ปุ่นนิด ๆ นะครับ”(หัวเราะลั่น)
“ก็ฝันเหมือนกันว่าจะได้เป็น The Star แต่มาถึงนาทีนี้ถือว่าทำดีที่สุดในชีวิตแล้ว The Star เป็นการประกวดที่ไม่ง่ายเลยจริง ๆ ผมเต็มที่กับมันแล้วไม่ซีเรียสว่าจะได้หรือไม่ได้ ทุกอย่างมันอยู่ที่การโหวต เราไม่สามารถคาดเดาได้เลย”
“อย่างตอนที่ปาล์มตกผมแทบไม่เชื่อเลยว่าเค้าจะตกเพราะเค้าร้องดีมากๆ เหลือ 4 คนสุดท้าย เอิร์นเป็นคนร้องดีสุด แต่เค้าก็ตกอันนี้ผมช็อกไปเลย ทุกอย่างมันพลิกผันได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด”
เป็นคนเจ้าชู้มั้ย...
“ปกติผมไม่ใช่คนเจ้าชู้นะ เคยมีแฟนไม่กี่คน แต่ถ้าถามว่าเสน่ห์ของผมอยู่ตรงไหน….ก็คงจะเป็นความอวบอ้วนและก็รอยยิ้มครับ แล้วก็เป็นคนอารมณ์ดี เวลาคบใครก็จะทุ่มเทมาก กับคนที่พึ่งจะเลิกกันไปนี่ทุ่มให้เค้าเยอะเหมือนกัน”
“เราเลิกกันตอนที่มาประกวด เค้าไม่อยากให้เรามาทำแบบนี้ เค้าอยากให้อยู่กับเค้า แต่เราก็อยากทำตามความฝันของเรา ก็มีทะเลาะกันบ้าง คือมันเหมือนเราเข้ากันไม่ได้ พอมาประกวด The Star ก็เลยห่างกันไปเลย”
“หลัง ๆ เค้าก็โทรมาหาผมโดยโทรไปถามเพื่อนผมว่าผมเป็นยังไงบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้โทรไปหาเค้ากลัวเสียสมาธิ อยากตั้งใจกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงนี้มากกว่า”
ถ้าได้เป็นเดอะสตาร์...
“ถ้าได้เป็นจริง ๆ ผมก็จะย้ายมาเรียนที่นี่ ผมอยากเรียนดนตรีแต่ค่าเทอมแพงมาก ขนาดพี่ผมเรียนอยู่ศิลปากรเสียค่าเทอม 4 - 5 หมื่นบาท คุณพ่อคุณแม่ผมก็รับราชการเราไม่ได้มีรายได้เยอะ รถที่บ้านก็เข้าไฟแนนซ์หมดแล้ว อนาคตถ้าผมได้เป็น The Star ผมก็คงจะพอช่วยเหลือทางบ้านได้บ้าง เอาตังค์ไปใช้หนี้เค้า แล้วก็ส่งตัวเองเรียนด้วย”
“แต่ถ้าไม่ได้เป็น The Star ก็คงจะกลับไปเรียนแล้วก็ทำงานมาเสนอแกรมมี่เพราะยังไงเราก็อยากเป็นนักร้องอยู่แล้ว เมื่อก่อนอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากเพราะเราไม่รู้จักใคร แต่ตอนนี้เราอาจจะนำเสนอไอเดียต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเพราะมีเครดิตมากขึ้น”
มาที่ฟากของ“เอ็ม" กันบ้าง
เล่าเรื่องของตนเองให้ฟังหน่อย...
“เมื่อก่อนผมไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาร้องเพลงในผับ คิดว่าถ้าจะเป็นนักร้องก็ต้องออกเทปไปเลย แต่มันเป็นความโชคดีที่ตอนนั้นไปเที่ยวดิสโก้เธค ซึ่งเพื่อนผมเป็นแดนเซอร์อยู่ที่นั่น ก็แนะนำให้รู้จักกับพี่ที่เป็นนักร้อง เค้าเป็นคนขี้เล่น เค้าถามว่าอยากร้องเพลงเปล่า แล้วเค้าก็ขึ้นไปลิปซิงค์ให้ผมร้องหลังเวที จากนั้นมาผู้จัดการร้านก็เลยติดต่อผมมาเป็นนักร้อง”
“จากนั้นก็ร้องเพลงมาเรื่อย ๆ พอจบปวส.ก็เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยพายัพแต่เรียนไม่ไหวเพราะนอนดึกตื่นเช้า หัวก็ไม่ทำงาน งานที่ทำก็จะพัง มันต้องเลือกเอาซักอย่าง ผมก็เลยเลือกทำงานเพราะคิดว่าอีกหน่อยมีโอกาสค่อยเรียนก็ได้ อยากเรียนอะไรที่สามารถทำงานได้ด้วย แต่ยังไงก็ตามผมต้องเอาปริญญามาฝากแม่ให้ได้เพราะแม่ผมเองก็เป็นครู”
ปีที่แล้วก็เคยมาประกวดแล้วครั้งหนึ่ง...
“เมื่อปีที่แล้วผมก็ประกวด The Star ของภาคเหนือเข้ารอบ 50 คน แต่ไม่เข้ารอบ 12 คนของภาค ตอนนั้นไม่ได้คาดหวังอะไรและก็ไม่คิดว่ามันจะยากแบบนี้ เราเองก็ร้องเพลงเป็นประจำอยู่แล้วน่าจะผ่านเข้ารอบ”
“แต่พอเอาเข้าจริงมันยากมาก ผมต้องเดินเข้าไปในห้องคนเดียว แล้วมีคณะกรรมการ 3 คนนั่นอยู่ โปรดิวเซอร์ทีมงาน กล้องอีก 4 ตัว มันพูดไม่ออกเลยครับ ตอนนั้นเราคงไม่ได้ศึกษาไม่ได้เตรียมตัวไปมากด้วย คิดว่าแค่ว่าร้อง ๆ เสร็จเสียงดีเดี๋ยวก็ผ่าน ปรากฎว่าโดนคอมเม้นต์ว่า ผมร้องอะไร ผมมาสื่อสารอะไร เค้าไม่รู้เรื่องเพราะเวลาผมร้องผมไม่สบตาเค้า ผมก้ม ๆ หน้าก็ร้องให้มันเสร็จ”
“ตอนที่โดนคอมเม้นต์อยู่ในห้องยังเฉย ๆ แต่พอออกมาแล้วรู้สึกว่ามันสั่น ๆ เหมือนจะเสียใจเฮ้ย ! เราร้องแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เก็บเอาไปคิดคืนนั้นร้องเพลงที่ร้านไม่ได้ รู้สึกเสียความมั่นใจไปเลย”
“แต่ที่กลับมาประกวดปีนี้อีกเพราะผมเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ยิ่งใครมาสบประมาทว่าผมไม่ได้หรอก ผมก็อยากจะทำให้เค้าเห็น เพื่อนผมจิ๋วกับนิวปีที่แล้วก็ยังผ่านเข้ารอบ เราก็เลยสู้อีกครั้ง คราวนี้ผมฟิตซ้อมมาอย่างดี เอาคอมเม้นต์ที่เคยโดนเมื่อปีที่แล้วไปแก้ไข”
“ผมต้องขอบคุณพี่ๆ คณะกรรมการด้วยที่คอมเม้นต์ผม จากเมื่อก่อนอยู่บนเหวแต่ตอนนี้ขึ้นมาอยู่บนยอดเลย เค้าทำให้ผมเห็นและรู้จักตัวเองมากขึ้น ทุกครั้งที่ร้องเพลงผมจะนึกถึงคำพูดเค้า ใครจะบอกว่าเค้าวิจารณ์แรงไป จริง ๆ แล้วผมว่าไม่นะ เค้าพูดตรง ๆ ก็ดีแล้ว คนอื่นพูดลับหลังแรงกว่านี้อีก”
กลัวพลาดอีกมั้ย....
"ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ได้ก็ดีใจแล้ว ผมไม่ได้ว่าจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็น The Star ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนว่าเค้าชอบหรือไม่ชอบเรา แต่ที่ผ่านมาเสียงตอบรับผมก็โอเคนะ เห็นในอินเตอร์เน็ตมีการตั้งเว็ปให้ผมด้วย ขอโฆษณาหน่อยละกัน M-FANCLUB.COM เข้าไปดูได้ครับ คนให้กำลังใจเยอะมากจนรู้สึกแปลกใจ เมื่อก่อนเห็นคนอื่นมีแฟนคลับคิดว่าเค้าเว่อร์ แต่ตอนนี้ตัวเองรู้สึกดีใจมากครับ"(หัวเราะ)
"ออกไปข้างนอกก็มีคนขอถ่ายรูปด้วย รู้สึกแปลกดี แรกๆ อายมากจะเขินๆ คนที่เค้ามาหาเค้าจะไม่ค่อยกล้าเข้ามา ตอนนั้นยืนรอรถไฟฟ้ากับนิคน้องเค้าล้อมกันเป็นวงเลย สนุกดีครับ"
มีคนบอกว่าเอ็มเป็นคนขี้เก๊ก...
"ผมก็ไม่เชิงเก๊กนะครับ แต่ถ้าผมไม่รู้จักผมจะไม่กล้าพูดด้วย แต่ถ้าสนิทกันจะรู้ว่าผมเป็นคนขี้เล่นไม่เก๊กเลย ส่วนเรื่องจมูกบาน(หน้าแดง) ก็มีคนเคยพูดบ้าง ก็ยอมรับครับ(หัวเราะ) ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ไปหมด ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ถ้าใครทักเรื่องนี้จะอายมากไม่มั่นใจเลย"
หนุ่มเนื้อหอม...
“คนที่เป็นนักร้องก็ต้องรู้จักคนเยอะอยู่แล้ว คนอื่นอาจจะดูว่าเนื้อหอม แต่จริง ๆ แล้วมันคือการทำงาน เราต้องเทกแคร์ลูกค้า ร้องเพลงเสร็จก็ต้องไปนั่งคุยกับเค้าบ้าง เค้าส่งเหล้าให้ก็ต้องกินบ้าง มันเป็นมารยาทถ้าไม่กินเดี๋ยวเค้าก็จะว่าหยิ่งอีก แต่บางทีกินแล้วติดลมก็มี”(หัวเราะ)
“ส่วนเรื่องเจ้าชู้จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่นะครับ อย่างที่บอกว่าเป็นการเทกแคร์พูดคุยกับลูกมากกว่า แต่อยู่ตรงนี้ก็ยอมรับว่ามีเข้ามาบ้าง ผู้หญิงเข้ามาจีบก็มี บางคนก็มาคุยเป็นเพื่อนขอเป็นเพื่อน บางคนก็มาขอเบอร์ ให้เบอร์มาก็มี ผมทำงานตรงนี้มาหลายปี ก็คุยกับทุกคนเหมือนเพื่อน เรารู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร”
เคยให้เบอร์สาวหรือเปล่า...
“มันก็แล้วแต่โอกาสครับ ต้องดูด้วยว่าเป็นยังไง เค้ามาแบบไหน ถ้าแค่ปลื้มที่เราร้องเพลง อยากเป็นเพื่อนกันก็ไม่น่ากลัว อย่างแฟนผมคนที่พึ่งเลิกกันไปก็รู้จักที่นี่ เค้าเป็นเพื่อนของเพื่อนผม แต่ตอนนี้เลิกกันไป 3 - 4 เดือนแล้ว”
“สาเหตุที่เลิกกันก็คงจะเป็นเพราะเราทำงานตรงนี้แล้วรู้จักคนเยอะ เค้าไม่เข้าใจเราเพราะมองภายนอกนักร้องจะดูเจ้าชู้ แต่ผมผ่านช่วงเจ้าชู้มาแล้ว ตอนนี้อายุ 26 แล้ว เริ่มมองถึงคนที่จะมาเป็นตัวจริงไม่ได้คิดแค่เล่น ๆ ไม่ใช่แค่กิ๊ก แต่มองถึงอนาคต”
“เวลาชอบใครผมจะไม่กล้าแสดงออกกลัวแห้ว จะวางมาดวางฟอร์ม ถ้าเจอเค้าครั้งแรกแล้วสะดุดที่หน้าตาก็จะแค่มองแล้วปล่อยไปไม่เข้าไปจีบ เพราะในใจคิดว่าหน้าตาดีอย่างนี้ต้องมีแฟนแล้วแน่ ๆ เลย(หัวเราะ) ส่วนมากจะให้เค้าเข้ามาก่อน คือเราอาจจะแอบส่งซิกให้(ยิ้ม) แต่ยังไง ณ ตอนนี้ผมอยากทำงานและเรียนให้จบก่อนค่อยคิดเรื่องแบบนี้"
ถ้าได้เป็นเดอะสตาร์...
"ถ้าได้เป็นหรือไม่ได้เป็นผมก็จะกลับไปร้องเพลงที่เชียงใหม่เหมือนเดิม ถ้าจะออกเทปก็ต้องขอกลับไปก่อน เพราะตรงนั้นเค้าให้โอกาสผม เค้าเป็นคนฝึกผมเรามีบุญคุณต่อกัน แต่ ณ ตอนนี้ไม่ได้คิดเรื่องที่ 1 ที่ 2 ตรงนั้นไม่ใช่จุดสำคัญแล้ว ผมอยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้มันจบเพราะมันผ่านมาตั้ง 8 เดือนแล้ว ถึงวันที่เค้าประกาศผลไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ก็รู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก"
**********
เดอะสตาร์-กว่าจะ(ค้นฟ้า)เจอดาว


