xs
xsm
sm
md
lg

ฝรั่ง ควบ ญี่ปุ่น ควบ ละติน" : สัปดาห์เก็บตกหนังโรงเล็ก

เผยแพร่:   โดย: ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี


ถ้ามองจากลักษณะภายนอก หนังสยองขวัญปี 2000 เรื่อง Ginger Snaps คงถูกตีขลุมว่าเป็นหนังเกรดบีไร้อันดับและคุณค่าทางศิลปะก็คงจะน้อยเต็มทน

สารภาพว่าในตอนแรกผมเองก็คิดอย่างนั้น แต่พอได้ดูจริงๆ หนังกลับสร้างความประหลาดใจให้มากมาย ถึงขั้นคิดไปว่า ถ้าตัดสินใจไม่ดูมันเสียแต่แรกก็คงจะเป็นความผิดมหันต์

หนังเล่าเรื่องของพี่น้องสองสาวที่หมกมุ่นอยู่กับความตาย พวกเธอทำตัวเข้าข่ายมนุษย์ที่เรียกว่า Goth คือแต่งกายชุดดำ สนใจในโลกมืด และทำตัวแปลกแยกกับสังคมภายนอก

งานอดิเรกของจินเจอร์และบริจิตต์คือการจำลองการตายของตัวเอง พวกเธอพยายามคัดสรรว่า การเสียชีวิตแบบใดที่น่าพิสมัยที่สุด โดยไม่นึกไม่ฝันว่า วันหนึ่งความตายจะมาเยือนจริงๆ และมันก็เป็นประเภทที่พวกเธอคาดไม่ถึงเสียด้วย

จินเจอร์ถูกหมาป่าลึกลับกัด และไม่นานร่างกายของเธอก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะไหวตัวทัน เธอก็กลายเป็นมนุษย์หมาป่าเสียแล้ว

หนังจงใจให้วันที่จินเจอร์รู้ตัวว่าจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดเป็นวันเดียวกับที่เธอมีประจำเดือน แน่นอน มันเป็นการบอกโดยไม่จำเป็นต้องซ่อนนัยยะว่า ตัวเธอจะไม่มีวันเป็นเด็กสาวน่ารักอย่างเดิมอีก หนังคล้ายจะบอกอีกว่า การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในโลกความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องโหดร้าย ยิ่งกับผู้หญิงแล้ว - เป็นหายนะกว่า 2 เท่า

ภาคต่อของหนังเรื่องนี้คือ Ginger Snaps: Unleashed และเข้ามาฉายในบ้านเราเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยโรงฉายจำกัดเหลือเกิน (และเป็นโรงแถบชานเมืองเสียด้วย)

ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษกับภาคต่อ แต่ก็ยังคิดว่ามันเป็นหนังที่ดี บทหนังเล่าต่อภาคหนึ่งโดยให้ความสนใจไปที่บริจิตต์ - น้องสาวของจินเจอร์ คราวที่แล้วเธอจำใจฆ่าพี่สาวและโชคร้ายที่เธอโดนกัด อันหมายถึงไม่ช้าไม่นาน เธอก็จะกลายร่างเป็นหมาป่าไปด้วยอีกคน

บริจิตต์ถูกส่งตัวเข้าสถานบำบัด เพราะทุกคนเข้าใจว่าเธอติดยา (ทั้งๆ ที่เธอใช้ยาพิษฉีดเข้าเส้นเพราะต้องการยับยั้งเชื้อหมาป่าในตัวเธอต่างหาก) ที่นี่เธอได้รู้จักกับเด็กหญิงแก่แดดคนหนึ่งที่ทำตัวจุ้นไปเสียทุกเรื่อง แต่เด็กคนนี้ก็เป็นคนช่วยเธอหนีไปจากคุกนี้ได้ในตอนท้าย

หนังภาคนี้ยังพูดประเด็นเกี่ยวกับเด็กสาว และภาวะที่พวกเธอเป็นแบบ not a girl แต่ not yet a woman นอกจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว สภาพจิตใจก็อ่อนไหวกับบางเรื่องเป็นพิเศษ

หลังจากดู Ginger Snaps: Unleashed ผมก็ไปหาหนังดูที่เทศกาลภาพยนตร์โลกกรุงเทพฯ ทันที เขาจัดเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และหนนี้ฉายกันอยู่ที่อีจีวี เมโทรโพลิส

ผมตั้งใจจะไปดูหนังของคุณดอกดิน กัญญามาลย์ แต่ก็ไปจองไม่ทันเพราะเต็มหมดทุกที่นั่ง ผมเลยตัดสินใจไปดูหนังเก่าอีกเรื่อง เป็นผลงานของปรมาจารย์ชาวเยอรมันที่นักดูหนังรู้จักกันดี คือ ฟริทซ์ ลัง และหนังเรื่องที่ว่าคือ Woman in the Moon (1929)

หนังเรื่องนี้เป็นหนังเงียบ การฉายจึงจำเป็นต้องมีดนตรีบรรเลงตลอดเวลา แต่ทางทีมงานได้แจ้งไว้แล้วล่วงหน้าว่าเกิดเหตุขัดข้องเล็กน้อยที่ทำให้ไม่สามารถมีดนตรีได้ นั่นก็หมายความว่าผมจะต้องดูหนังเรื่องนี้แบบหนังเงียบจริงๆ

แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ มันไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษเลย (ทางทีมงานก็ได้เตือนแล้วเหมือนกัน) ผมก็ดันทุรังไปดู อย่างน้อยๆ ก็คิดว่าหนังของลังคงไม่มีมาให้ดูบ่อยนัก

การตัดสินใจของผมนำมาซึ่งความผิดพลาด การดูหนังเรื่องนี้สำหรับผมแล้วมันเหมือนการเข้าไปนั่งในห้องทรมานนาน 3 ชั่วโมง แม้หนังจะมีส่วนที่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่ (หนังเรื่องนี้พูดถึงการเดินทางไปดวงจันทร์ด้วยยานอวกาศ ซึ่งล้ำหน้ามากในตอนนั้น) แต่ความเงียบก็ชวนให้อึดอัด หลายคนหลับ (และกรน) ผมนั้นไม่ง่วง แต่ก็นั่งกระสับกระส่ายตลอดเวลา

พอออกจากโรง ผมก็จำเป็นต้องเดินเข้าอีกโรงหนึ่งทันทีอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว หนังต่อไปที่จะได้ดูเป็นหนังญี่ปุ่นน่ารักๆ เรื่อง Yoshino's Barber Shop เรื่องราวของเด็ก 5 คนในหมู่บ้านที่พยายามประท้วงให้ยกเลิกการไว้ทรงผมแบบเดิมเสียที (เพราะเด็กในหมู่บ้านนี้ทุกคนถูกบังคับให้ไว้ผมทรงเดียวกัน คือ ทรงกะลาครอบ)

ตัวหนังไม่ได้วิเศษ แต่ดูได้เพลินๆ ผู้กำกับเป็นคนทำหนังหน้าใหม่ หลายส่วนในหนังจึงดูเคอะเขินและจงใจ ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากเพิ่งโดยทำร้ายมาหมาดๆ ผมเลยดูหนังเรื่องนี้อย่างมีความสุขมาก

โปรแกรมสุดท้ายของวันเป็นหนังสารคดีจากคิวบาชื่อ Suite Habana ซึ่งเป็นสารคดีที่แทบจะไม่มีบทพูดเลย ผู้กำกับเฟอร์นันโด เปเรซ เก็บภาพชีวิตของผู้คนในเมืองฮาวานามาร้อยเรียงต่อกัน แล้วใส่ดนตรีเข้าไป

ฟังดูเป็นวิธีการที่พื้นๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่าหนังจะทำออกมาได้อย่างทรงพลัง เปเรซดันเสียงบรรยากาศรายรอบ (ambience) ขึ้นมาให้เข้ากับจังหวะของดนตรีได้อย่างเหลือเชื่อ และมันก็ทำหน้าที่สื่อความหมายเชิงเปรียบเปรยไปพร้อมๆ กัน จนเรียกได้ว่า สามารถนำไปเป็นแบบเรียนว่าด้วยวิชาการตัดต่อได้เลยทีเดียว

เนื้อหาของหนังพูดถึงชีวิตคนหลายคน - ที่กลางวันก็ทำงานใช้แรงงานไปวันๆ แต่พอตกกลางคืน พวกเขากลายร่างเป็นศิลปินใหญ่ เป็นทั้งนักดนตรี นักบัลเลต์ นักแสดง พวกเขาดูมีความสุขมาก แต่ไม่นาน พอใกล้เช้า ทั้งหมดก็ต้องเตรียมตัวกลับมารับมือกับชีวิตอันหนักอึ้งอย่างเดิม

Suite Habana เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในวันนั้น มันทำให้อาการเมาค้างจาก Woman in the Moon หายเป็นปลิดทิ้ง ดูเหมือนหนังเรื่องนี้ยังมีโปรแกรมฉายอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่แน่ใจว่าวันไหนกันแน่ ถ้ามีโอกาสก็อยากแนะนำให้ไปชมกัน

เทศกาลภาพยนตร์โลกกรุงเทพฯ ยังเหลือเวลาอีก 2-3 วัน มีหนังน่าดูอีกมากมายที่ถ้าจะมาสาธยายกันก็คงสิ้นเปลืองเนื้อที่ เอาเป็นว่าถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศ มันเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย