Nobody Knows เป็นงานชิ้นล่าสุดของ ฮิโรคาสุ โคเระเอดะ (Maborosi, After Life) คนทำหนังรุ่นใหม่ชาวญี่ปุ่น - ที่ยังคงหยิบยกเอาเสี้ยวเล็กๆ ของชีวิตมาบอกเล่าอย่างอ้อยสร้อย ราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยความงดงามและพลังในการกระแทกอารมณ์คนดู
มองดูเผินๆ แล้วงานของโคเระเอดะแทบหาจุดสะดุดตาไม่พบ เขาไม่ใช่นักเล่าเรื่องที่เก่งกาจหรือผู้ช่ำชองงานเทคนิค ซึ่งสามารถกุมคนดูให้เพลิดเพลินไปกับหนังได้ตั้งแต่วินาทีแรกในการชม
ตรงข้าม งานส่วนใหญ่บอกเล่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป บ่อยครั้งเนิบนาบ และไม่น้อยเลยที่เชื่องช้า อย่างไรเสีย มันก็ไม่เคยเยิ่นเย้อเกินจำเป็น รายละเอียดสำคัญๆ ถูกให้มาแบบผ่านเลยจนคนดูแทบไม่สังเกตเห็น แก่นเรื่องในเนื้องานก็บอกเล่าอย่างแยบยลและมีชั้นเชิง
Nobody Knows เป็นตัวอย่างที่ดีที่พิสูจน์ให้เห็นว่าโคเระเอดะเป็นคนมีฝีมือในทางของตัวเอง หนังมีพล็อตที่ค่อนข้างโลดโผนซึ่งง่ายต่อการกลายเป็นหนังประเภทบีบน้ำตาอยู่มาก แต่เขาก็ทำมันออกมาอย่างรู้ทัน มันกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ยิ่งใหญ่หรืออึกทึกคึกโครม ทั้งๆ ที่ประเด็นของหนังออกจะหนักหนาเอาการอยู่
หนังเรื่องนี้พูดถึงเด็กและเคราะห์กรรมที่พวกเขาได้รับทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนก่อ อย่าว่าแต่การให้ต้องมาประสบความทุกข์นี้เลย แม้แต่สาเหตุของมัน พวกเขาเองก็คงจะยังไม่เข้าใจ
โคเระเอดะเปิดเรื่องด้วยการบอกว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่หนังเรื่องนี้ก็มีส่วนปรุงแต่งอยู่มากจนแทบจะไม่มีอะไรตรงกับข่าวชิ้นนั้นที่เขาอ่านเจออีกแล้ว Nobody Knows จึงคล้ายเป็นงานศิลปะประเภทอิมเพรสชั่นนิสม์ ที่เขาถ่ายทอดออกมาในมุมมองของเขาเอง เพราะสลดใจกับเหตุการณ์ที่ได้รับรู้
ข่าวชิ้นที่ว่านั้นเป็นเรื่องของเด็กที่ถูกแม่ทิ้งไว้ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งกลางกรุงโตเกียว พวกเขาไม่ได้เรียนหนังสือ แค่คนจะมาดูแลก็ไม่มี จนต้องดูแลกันเองตามยถากรรม เป็นอย่างนั้นอยู่นับเดือน...โดยไม่มีใครรู้
หนังบอกกับคนดูในช่วงต้นว่า เด็กนั้นดูไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย จะว่าไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขารับมือกับมันได้ดีด้วยซ้ำไป เมื่อแม่บอกว่าห้ามใครส่งเสียงดัง ไม่เช่นนั้นจะถูกไล่ที่อีก พวกเขาก็เชื่อฟัง ตอนที่ทำดินน้ำมันหล่นไปตรงระเบียงก็ไม่กล้าย่างเท้าออกไปเก็บ เพราะแม่สั่งเอาไว้
ผู้ใหญ่เสียอีกที่ทำตัวเป็นปัญหา การที่บอกกับเด็กว่า ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนหรอก เพราะคนดังๆ เขาก็ไม่เรียนหนังสือกัน หรือถ้าไปโรงเรียนแล้ว จะถูกเพื่อนล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อ - นั้น นอกจากจะฟังดูไม่เป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้ว ยังดูเห็นแก่ตัวอีกต่างหาก
ตัวละครเอกในหนังเรื่องนี้เป็นพี่ชายคนโตชื่อ อากิระ (ยูยะ ยางิระ กับบทที่ทำให้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด) เขาอายุ 12 แล้ว เทียบกับน้องอีก 3 คน เขาคือคนที่ต้องดูแลน้องๆ แทนแม่ แต่ก็นั่นแหละ เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มันเป็นหน้าที่เขาจริงๆ นะหรือ?
อากิระไม่โชคดีอย่างน้องๆ การที่เขาเป็นพี่คนโตซึ่งต้องมีความรับผิดชอบนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่น่าเห็นใจก็คือ เด็กน้อยโตเกินไปที่จะมองปัญหาต่างๆ แบบเด็กๆ และจะไม่กลุ้มใจกับมัน เขาไม่สามารถเอาสีวาดรูปลงไปในใบแจ้งหนี้ได้อย่างน้องๆ ที่ไม่รู้สึกอะไร หรือ ขังตัวอยู่ในห้องรอให้เวลาผ่านไป แล้วหวังว่าอะไรคงจะดีขึ้น
หนังบอกให้รู้ว่า เขาเป็นคนเดียวที่แม่เล่าให้ฟังว่า ตัวเธอไปนอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คน (และใครคนไหนน่าจะเป็นพ่อของน้องๆ เขาบ้าง) เพื่อที่ว่าตอนขัดสน จะได้ไปขอหยิบยืมเงินมาใช้ก่อน
อากิระไม่ใช่เด็กที่จะเรียกร้อง เมื่อแม่บอกว่าไม่จำเป็นต้องเข้าโรงเรียน เขาก็เข้าใจว่าแม่คงมีเหตุผลที่มีน้ำหนักพอ เมื่อแม่บอกจะกลับมา เขาก็บอกกับน้องๆ ว่าแม่จะกลับมา ทั้งๆ ที่โตพอจะรู้แล้วว่า ไม่ว่าจะยังไง แม่คงไม่มีวันกลับมาอีก
ถึงจะเป็นผู้ใหญ่เกินวัยอย่างนั้น ธรรมชาติก็ยังใจร้ายให้เขานั้นเด็กเกินไปที่จะแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้อย่างถูกควร เมื่อคราวที่พนักงานร้านสะดวกซื้อบอกให้เขาไปหาหน่วยงานประชาสงเคราะห์ อากิระก็ปฏิเสธ เพราะคิดเอาว่า ถ้าทำอย่างนั้นเขาและน้องๆ จะต้องแยกจากกัน ที่ทำได้คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
โคเระเอดะ ไม่ได้จงใจโยนความผิดไปให้ผู้เป็นแม่อย่างชัดเจน แต่คำถามหลายอย่างกลับเกิดขึ้นซ้ำๆ ในใจของผู้ชมเอง ว่าใครสักคนน่าจะต้องมารับผิดชอบในเรื่องนี้ - และที่แน่ๆ จะต้องไม่ใช่เด็กๆ
เด็กนั้นบริสุทธิ์เกินไป และเขาจะต้องได้รับการดูแล ในช่วงแรกโคเระเอดะให้เราเห็นอากิระในชุดที่ดูสะอาดสะอ้าน รองเท้าสีขาวนั้นดูใหม่พอๆ กับเสื้อผ้า เด็กๆ พูดกับแม่ว่า เสื่อตาตามินั้นกลิ่นหอมดี แม่ก็บอกว่าเพราะมันยังใหม่อยู่ สังเกตดูก็รู้ว่าเสื่อยังเขียวอยู่เลย
แต่แค่เวลาไม่นาน ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร พออากิระจะได้ตีโฮมรันครั้งแรก รองเท้าของเขาก็เก่าเกินไปเสียแล้ว พอๆ กับห้องที่รกรุงรังและสกปรก หนังมีฉากน่าเศร้ามากๆ อยู่ฉากหนึ่ง เมื่อเพื่อนๆ ของอากิระปฏิเสธที่จะไปเล่นเกมด้วยกัน แล้วแอบนินทาลับหลังว่าที่ไม่อยากไปเพราะบ้านของเขาเหม็นเหมือนกองขยะเน่าๆ
หนังเปรียบเด็กๆ ด้วยเพลงเศร้าๆ เพลงหนึ่งในช่วงท้ายหลังจากที่โศกนาฏกรรมบางอย่างเกิดขึ้น พวกเขาเปรียบเหมือนกับอัญมณีชิ้นงาม แต่มันก็ดูไร้ค่าไปในทันทีเมื่อไม่มีใครใส่ใจดูแล จะว่าไปแล้ว พวกเขาก็คงเป็นได้แค่เพชรที่กลิ่นเหม็นฉุนเม็ดหนึ่งเท่านั้นเอง
Nobody Knows เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่งซึ่งเข้าฉายบ้านเราในปีนี้ มันเป็นงานที่ทรงพลัง ทั้งๆ ที่คนทำหนังเล่าเรื่องด้วยกลวิธีที่ราบเรียบและไม่ฟูมฟาย ผมนึกไม่ออกว่าจะชื่นชมอะไรอีกนอกจากอยากจะชักชวนให้ไปดูกัน หนังเศร้ามากถึงขนาดแค่นึกถึงชื่อหนังก็ชวนให้ทอดถอนหายใจแล้ว
โคเระเอดะจบหนังลงด้วยการบอกว่าชีวิตของอากิระจำเป็นต้องดำเนินต่อไป โดยไม่ได้บอกแนวโน้มว่าทุกอย่างจะดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร เรื่องที่ร้ายแรงมากๆ ได้มาถึงและผ่านพ้นไปแล้ว และพวกเขายังคงต่อสู้ไปแบบเดิมๆ ...อย่างที่ไม่มีใครรู้.


